คุณครู.คอม
.









Online: 9 user(s)

ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2541



ตรวจสอบแทรคไปรษณีย์ไทย

domain register Admin Only

ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบไอพี(IP check for locate)

..
     


    :  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม
หมวด: พุทธประวัติ
พระพุทธประวัติ อีกรูปแบบหนึ่ง
12-01-2013 เข้าชมแล้ว: 17824
เป็นภาพพุทธประวัติอีกในแง่มุมหนึ่งแบบหนึ่งซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน
จากการเล่าเรื่องของพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของชาวพุทธรูปหนึ่งจึงเป็นที่น่าเชื่อถือได้
และจากการวาดภาพของอาจารย์คำนวน ชานันโท ผู้มีใจฝักใฝ่ในธรรมของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าผู้นำนามเผยแพร่ได้ลงนามขออนุญาตจากท่านแล้ว ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนา
ในกุศลเจตนาที่จะเผยแพร่ธรรมะของพระพุทธองค์ต่อสาธารณะชนต่อไป



มีการอุปมาว่า
องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงแสดงธรรมอุปมาได้ 4 อย่าง
1. เหมือนหงายของที่คว่ำ 2.เหมือนเปิดของที่ปิด 3.เหมือนชี้ทางกับผู้เดินทางไม่ให้หลงทาง 4.เหมือนจุดประทีปเอาไว้ในที่มืด
ประทีปที่จุดไว้ในที่มืดสามารถทำให้ผู้เดินทางได้เห็นอย่างแจ่มชัด ไม่สะดุดและไม่เดินชนสิ่งกีดขวาง ชีวิตจะได้ราบรื่น
เมื่อพระศาสดาอุบัติเกิดขึ้น ฝูงชนเป็นอันมากพากันแซ่ซ้องสาธุ ตั้งแต่ราชามหากษัตริย์ ถึงยาจกยากจนแสนเข็ญ รวมถึงสัตว์โลกทั้งหลาย

ก่อนที่พระนางสิริมหามายาจะทรงครรภ์ราชโอรสผู้มีบุญญาธิการเป็นพระศาสดาเอกของโลกนั้น
ได้ทรงพระสุบินไปว่า ได้ประทับอยู่ในสวนป่าที่สวยงาม และมีช้างตัวหนึ่งเยื้องย่างนำดอกบัวมาให้
เมื่อพระนางรับดอกบัวไว้แล้วก็ตื่นขึ้น รู้สึกได้ว่าตั้งครรภ์

เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงครรภ์แล้ว ก็รู้ตัวว่าจะต้องทำความดีเพื่อลูกในท้อง จึงได้ชักชวนพระเจ้าสุทโธทนะว่า
เสด็จพี่ ตอนนี้น้องมีท้องแล้ว อยากจะให้ลูกในท้องนี่มีศีลธรรมโดยสายเลือด ฉะนั้น เราควรจะต้องแวดล้อมด้วย
การมีคุณธรรมกัน ช่วยกันถือศีล งดเว้นประเวณี ถืออุโบสถศีล เพื่อจะได้ลูกในท้องที่มีคุณธรรมมาเกิด ว่านอนสอนง่าย
พระนางได้ชวนพระสวามี พระเจ้าสุทโธทนะก็ยินดีปรีดาจะร่วมรักษาศีลอุโบสถเพื่อแวดล้อมพระราชโอรส
ให้มีคุณงามความดีมาเกิด ผู้หญิงสมัยก่อนนี้ส่วนใหญ่เมื่อตั้งครรภ์ มักจะชวนสามีทำความดี
อาตมาจึงขอเตือนว่า พ่อแม่นี่ควรจะทำแต่สิ่งที่ดีงาม ให้ซึมซาบเข้าไปในสายเลือด จะได้ลูกดี ๆ มาเกิด

พระราชโอรสได้คลอดแล้วที่สวนป่าลุมพินีวัน เพราะเดินทางผ่านมาเพื่อที่จะไปคลอดที่บ้านพ่อแม่ของตน
เป็นไปตามประเพณี พระพุทธเจ้าตอนที่เป็นพระราชโอรสนั่นมาคลอดที่สวนป่าลุมพินีวัน ตรงนี้ก็น่าคิดที่ว่า
พระพุทธเจ้าเป็นลูกกษัตริย์ แทนที่จะประสูติอยู่บนปราสาทบนราชวัง กลับมาประสูติอยู่ที่พื้นดิน
และพระพุทธเจ้าก็ใช้ชีวิตอยู่ตามพื้นดิน ประสูติก็ที่พื้นดิน ตรัสรู้ก็ที่พื้นดิน สอนสาวกตามพื้นดิน นิพพานที่พื้นดิน


เมื่อได้ทราบข่าวพระราชโอรสคลอดยู่ในป่า พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชบิดาก็จัดขบวนช้างขบวนม้ามารับพระราชโอรส
กลับพระนคร นี่คนดีมีบุญญาธิการมาเกิดจะเกิดในป่าในดง เขาก็เอาม้าเอารถมารับกลับพระนคร ส่วนคนที่มีเศษบาปเศษกรรม
มาเกิดเขากลับเอาถังขยะเข้าไปรับ หรือรีดใส่โถส้วม ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

ฉะนั้น บุญญาธิการเราควรจะสรรค์สร้าง อย่าดูถูกเรื่อบาปเรื่องกรรม เรื่องเศษบุญเศษบาป เศษกรรมกันนัก ควรจะสร้างสมเอาไว้
ถ้าเราชื่อบาป เชื่อกรรม และตั้งใจทำแต่กรรมดี ชาตินี้เราก็ชื่นอกชื่นใจ เป็นคนสบายใจตลอดชีวิต

มื่อพระราชโอรสกลับมายังพระราชวังแล้ว ปรากฏว่าอสิตดาบสก็ได้เข้าเยี่ยม เมื่อพบพระราชโอรสผู้มีลักษณะบุญญาธิการ
อสิตดาบนถึงกับทรุดตัวลงกราบ ทำให้พระเจ้าสุทโธทนะถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด เพราะอสิตดาบสนั้นเป็นที่เคารพของพระเจ้าสุทโธทนะอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นอสิตดาบสก้มลงกราบพระโอรสของตนก็แปลกพระทัยยิ่งนักจึงได้ตรัสถามอสิตดาบส ท่านอสิตดาบสก็บอกว่า... อย่าได้แปลกใจเลย
บุญญาธิการของพระราชโอรสผู้นี้น่ะมากมายกว่าอาตมานัก ทำไมจะไหว้ไม่ได้ ได้ยินอสิตดาบสกล่าวเช่นนั้น พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดา
จึงกราบพระราชโอรสตามท่านอสิตดาบส

ต่อมาปรากฏว่า มีพราหมณ์จำนวน 8 คนด้วยกัน เข้ามาทำนายพระลักษณะของพระราชโอรส พราหมณ์ทั้ง 7 คน ยกสองนิ้ว
มีแต่เพียงพราหมณ์หนุ่มผมดำเท่านั้นที่ยกขึ้นนิ้วเดียว จึงมีนัยยะว่า พราหมณ์ที่ยกสองนิ้วทำนายเป็นสองนัยว่า...
ถ้าออกบวชก็จะเป็นศาสดาเอกของโลก และถ้าไม่ได้ออกบวชอยู่เป็นกษัตริย์จะได้เป็นจักรพรรดิราช
ส่วนพราหมณ์หนุ่มผมดำผู้นั้นซึ่งยกขึ้นนิ้วเดียว ทำนายเป็นนัยเดียวว่า...พระราชโอรสผู้นี้จะต้องออกบวชอย่างแน่นอน
พราหมณ์หนุ่มผู้นี้ที่ทำนายเป็นนัยเดียวนี้มีชื่อว่าอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
ซึ่งต่อมาได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในพระพุทธศาสนา

ต่อมาพระมารดา พระนางสิริมหามายาก็ถึงแก่ทิวงคตสิ้นพระชนม์ไป พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชบิดา
จึงได้จัดการแสวงหานางนมมาเลี้ยงดูพระราชโอรสต่อไป ผู้เลี้ยงพระราชโอรสนี้ให้แก่พระนางปชาบดีโคตมี
ซึ่งเป็นน้าสาวของพระพุทธเจ้า และเป็นน้องสาวของพระมารดา
ต่อมา พระนางปชาบดีได้เป็นมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะอีก แล้วก็ปรากฏว่าเป็นเหตุให้มีพระราชโอรสธิดาอีกสองคน
เป็นหญิงหนึ่งคน ชายหนึ่งคน ชื่อ รูปนันทา และนันทะ แต่ปรากฎว่าพระราชโอรสสิทธัตถะได้สร้างความน่ารักน่าเลื่อมใส
จึงทำให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงนี่รักมากกว่าลูกตัวด้วยซ้ำ



ต่อมา พระราชโอรสอายุได้สัก 2 ขวบ พระเจ้าสุทโธทนะก็พยายามที่จะให้พระราชโอรสมีความรื่นเริงบันเทิงใจ
จึงพยายามหานางสนมที่มีหน้าตาแปลก ๆ จมูกโด่ง ๆ คางยื่น ๆ มาหยอกเล่นให้สบายพระทัย
แทนที่พระราชโอรสจะสนุกสนานรื่นเริงเหมือนเด็กทั่วไป ได้พูดถามกับพวกเหล่านางสนมหญิงนั้นว่า
พี่หญิง... ที่มาหยอกเล่นให้น้องมีความสนุกเหน็ดเหนื่อยกันบ้างไหม พี่หญิงก็บอกว่า เหนื่อยมากเพคะ
เท่านั้นเอง พระราชโอรสจึงพูดกับพี่หญิงว่า ถ้าต้องเหน็ดเหนื่อยก็หยุดไปเถอะ เราน่ะไม่อยากแสวงหา
ความสนุกบนความทุกข์ของผู้อื่นหรอก นี่ พระราชโอรสมีน้ำพระทัยเมตตามาแต่เล็กแต่น้อย
พวกพี่หญิงเหล่านั้นก็ปลื้มใจในคุณงามความมีน้ำใจอันเมตตาของพระราชโอรสผู้นี้ยิ่งนัก



เมื่อพระราชโอรสอายุประมาณ 7 ขวบ พระราชบิดาก็ปรารถนาให้ลูกมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
จึงได้แสวงหาอาจารย์ผู้มีคุณธรรมที่สามารถถ่ายทอดคุณงามความดีให้พระราชโอรส พร้อม ๆ
ไปกับให้การศึกษาศิลปวิทยาต่าง ๆ ไม่เหมือนกับพ่อแม่สมัยนี้ที่ปรารถนาให้ลูกได้แต่วิชาความรู้
ไม่สนใจคุณธรรม ไม่ให้จรณะ (ความประพฤติ)
พระอาจารย์ของพระราชโอรสท่านนี้ ก่อนจะร่ำจะเรียนจะให้ลูกศิษย์นั้นเตรียมตัวค้นคว้าวิชาการอย่างดี
และงดเว้นสิ่งที่จะเป็นเหตุทำให้จิตใจของลูกศิษย์ตกต่ำ ลูกศิษย์ก็เรียนเก่งมาก สอนอะไรไปก็จำได้หมด
จนกระทั่งอาจารย์ไม่มีอะไรจะสอนให้อีกแล้ว



เจ้าชายสิทธัตถะพระราชโอรส เริ่มเป็นหนุ่มรุ่น ๆ ขึ้นมาเรื่อยตามลำดับตามอายุขัย เพราะท่านก็มีสรีระเหมือนกับคนเราธรรมดา
วันหนึ่งได้ไปนั่งดูสัตว์ ก็เห็นมดถูกกิ้งก่ากัด กิ่งก่าก็ถูกงูกัด งูถูกเหยี่ยวมาเฉี่ยวไป พระองค์มองเห็นอะไรมักจะน้อมนึกไปสู่ธรรมะเสมอ
เมื่อเห็นว่าสัตว์มันเบียดเบียนกัน ก็นึกว่า โอ้ ไม่น่าจะต้องมาเบียดเบียนข่มเหงกัน ทำร้ายกัน สัตว์ใหญ่รังแกสัตว์น้อย
ผู้มีอำนาจเล่นงานผู้ด้อยอำนาจ ผู้ใหญ่บ้านเล่นงานลูกบ้าน ลูกบ้านไม่รู้จะทำอะไรก็วิ่งไล่เตะหมาต่อไป อะไรอย่างนี้ตามลำดับ
มักจะมีการกดขี่ข่มเหงกันก็เลยนั่งนึกว่า โอ จะทำอย่างไรให้สัตว์โลกนี้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีการกดขี่ข่มเหงเบียดเบียนกัน
ผลาญพล่าชีวิตซึ่งกันและกันเสมอ



พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชบิดา เริ่มเห็นอาการของเจ้าชายสิทธัตถะ มักจะมีปกติชอบสงบ
พระองค์เลยทรงหวั่นพระทัย ในสมองมองนึกถึงภาพเมื่อตอนเล็ก ๆ ก็ชอบไปนั่งสงบ เช่น
ตอนไปแรกนาขวัญก็นั่งสงบที่โคนต้นหว้า และนึกถึงคำทำนายของพราหมณ์หนุ่มว่า
พระราชโอรสนี้มีคติอันเดียว คือจะต้องออกบวช จึงทำให้ผู้เป็นพ่อคิดหาทางออกเฮือกสุดท้าย
ที่จะกักขังพระราชโอรสเอาไว้ให้อยู่สืบสันตติวงศ์แห่ง
กบิลพัสดุ์ต่อไป จึงพยายามที่จะหาทางกักขังพระราชโอรสให้อยู่ครองเมืองกบิลพัสดุ์ให้จงได



พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงสั่งเหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลาย ให้จัดสร้างปราสาทที่สวยงาม
เพื่อให้เป็นเครื่องล่อย้อมใจลูกชายให้ติดอยู่ พระองค์สร้างปราสาทขึ้นมาสำหรับสามฤดู
1. ปราสาทฤดูร้อน 2. ปราสาทฤดูฝน 3. ปราสาทฤดูหนาว ให้ประเล้าประโลมพระราชโอรสให้จงได้
สิ้นค่าใช้จ่ายหมดเท่าไรก็ไม่ว่า ขอเพียงแต่ให้พระราชโอรสเป็นกษัตริย์แห่งกบิลพัสดุ์เป็นใช้ได้
ซึ่งปราสาททั้งสามนั้นพระองค์ได้สั่งให้ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร

แต่อนิจจาเอ๋ย... สวนทางกันเสียจริงระหว่างลูกกับพ่อ พ่อต้องการให้ลูกอยู่ในวัง
ลูกต้องการที่จะออกแสวงหาสัจจธรรม เห็นรั้ววังเป็นประดุจดังคุกและตาราง



สิทธัตถะกับเทวทัตเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน วันหนึ่ง เทวทัตเอาศรยิงขึ้นไปถูกหงส์บนอากาศตกลงมา
สิทธัตถะผู้มีน้ำพระทัยเมตตาเข้าไปถอนศรเยียวยารักษาจนฟื้นจึงได้เกิดอาการยื้อแย่งกัน
ฝ่ายสิตธัตถะก็บอกว่าของฉันนะ ฉันช่วยมันให้ฟื้น เทวทัตก็บอกว่าของเรานะ เพราะเรายิงมัน
ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ จึงนำเรื่องไปให้พราหมณ์ผู้ใหญ่ตัดสิน พราหมณ์ก็บอกว่า ผู้ใดทำลายชีวิต
ก็ไม่ควรจะเป็นเจ้าของชีวิต สิ่งที่มีชีวิตควรจะถูกได้รับความคุ้มครองจากผู้มีเมตตาปรานี
เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการให้หงส์ตัวนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็ควรจะให้สิทธัตถะเถอะ


ภาพนี้เป็นภาพแห่งการแข่งม้าของเจ้าชายสิทธัตถะ ธรรมดาเมื่อมีแข่งขันอะไรก็ตามมักจะทรมานสัตว์เพื่อให้ตนเป็นฝ่ายชนะ
เฆี่ยนตีให้มันวิ่งเร็ว ให้มันทำอะไรต่ออะไรคู่ต่อสู้อย่างเลวร้าย โดยหวังแต่จะเอาชนะลูกเดียว สิทธัตถะนั้นม้าก็มีฝีเท้าดี
แต่ถ้าขืนไล่ตีให้วิ่งมันก็จะเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวด เจ้าชายไม่ปรารถนาเอาชัยชนะมาเป็นของตัวแล้วยื่นความเจ็บปวดรวดร้าว
ให้กับผู้อื่นเป็นอันขาด นี่คือนิสัยของสิทธัตถะ จึงพยายามชะลอดึงม้าเอาไว้ไม่ต้องการให้มันเหน็ดเหนื่อยเกินกำลัง
ให้คนอื่นเขาคว้าชัยชนะไป

เรื่องนี้เรามองกันให้ลึก ๆ จะเห็นว่า สิทธัตถะนั้นชนะกิเลส แต่แพ้ในการแข่งขันซึ่งเราพอจะมองเห็นได้ว่า
เจ้าชายของเรามีจิตใจเมตตามากมายขนาดไหน



ต่อมา พระราชบิดาปรารถนาแล้วว่า จะต้องหาทางกักขังเจ้าชายสิตธัตถะให้อยู่สืบสันติวงศ์ให้จงได้
จึงพยายามไปหาบรรดาสาวงามซึ่งเป็นที่ตรึงตาตรึงใจสิทธัตถะ เจ้าชายได้ตัดสินพระทัยเลือกพระนางพิมพา
พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะประมุขแห่งนครเทวทหะ กับพระนางอมิตาซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กของพระเจ้าสุทโธทนะ
นับว่าทั้งสองตระกูลนี้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกัน มีความรักกันฉันท์พี่น้องร่วมสายโลหิต ต่างมีการอภิเษกสมรสกันเสมอมา
พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาจึงได้จัดพิธีหมั้นขึ้นระหว่างเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางพิมพายโสธราด้วยการสวมแหวนให้
เพื่อหมายจะจองครองรักให้เจ้าชายอยู่ติดรั้วติดวังไม่ไปไหน




แต่สิ่งที่พระราชบิดาหามาให้ เป็นเสมือนกรงที่คอยขังคนโง่ให้ยินดีในรูปสวย ๆ เสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ รสอร่อย ๆ
สัมผัสนุ่มนวล ซึ่งสิทธัตถะมิได้ตกหรือสยบอยู่กับสิ่งที่พ่อได้หามาให้ จึงได้ชวนฉันนะอำมาตย์คู่พระทัยให้พาหนีี
ออกไปเที่ยวดูความเป็นอยู่ของประชาชน นายฉันนะบอกว่าไปไม่ได้ เดี๋ยวพ่อจะตัดหัว เพราะสั่งไว้ไม่ให้นำเจ้าชายไปไหน
ด้วยเกรงว่าถ้าไปพบไปเห็นอะไรเข้าจิตใจจะเบื่อหน่ายคลายความพอใจในการอยู่ในรั้วในวังแล้วจะออกบวชเสีย

ภาพนี้สวยงามตรงที่ว่า แหม โพกผ้าปลอมตัวชมรอบชานเมือง สิทธัตถะนำหน้าฉันนะตามหลัง ได้ไปเห็นสิ่งต่าง ๆ
มากมาย เช่นไปเห็นชายแก่รอชะแง้อยู่ที่หน้าบ้านถามว่า ลุงเอ๋ย ทำไมยังไม่นอนอีก จะนอนหลับได้ยังไงล่ะพ่อคุณ
ลูกยังไม่กลับเลยห่วงมันหลับไม่ลง เดินมาเจอหญิงกลางคนร่ำไห้ ยังไม่หลับหรือน้า ได้รับคำตอบว่าสามีฉันยังไม่กลับบ้าน...
ห่วง ถามกี่ราย ๆ ก็หลับไม่ลงเพราะความห่วง โถ...ถูกโซ่ถูกบ่วงถูกห่วงร้อยรัด คำก็ห่วงสองคำก็ห่วง
นี่ความห่วงอาลัยทำให้หลับไหลไม่ลง พะวงพะวังอย



ครั้นเดินต่อมา ก็พบกับชายร้องครวญครางอยู่ใต้สะพานแห่งหนึ่ง เป็นโรคไข้ทรพิษ สิทธัตถะจึงเข้าไปดู
ฉันนะร้องห้าม สิทธัตถะได้กล่าวตอบไปว่า ฉันนะ ฉันไม่ได้เป็นกษัตริย์ที่เห็นแก่ตัวอย่างพวกเธอหรอก
เขาเจ็บป่วยทำไมเราจะช่วยเขาไม่ได้ เมื่อเขามีเรี่ยวแรงทำมาหากินได้ เขายังส่งส่วยส่งภาษีเข้ารัฐ
ฉะนั้นเมื่อเขาเจ็บเขาป่วยทำไมเราจะช่วยเขาไม่ได้ นี่แหละคำทำนายที่ว่า ถ้าเป็นกษัตริย์จะได้เป็นจักรพรรดิราช
เพราะน้ำพระทัยของพระองค์นั้นยอดเยี่ยม ไม่ต้องยกเมืองไปตี ไม่ต้องยกกองทัพไปตี เขาก็จะยกเมืองให้ครอง
เพราะน้ำพระทัยอันเมตตาครอบงำน้ำใจของปวงชน
นี่แหละจึงจะเป็นเหตุให้เป็นจักรพรรดิราชครองเมืองมากมายมหาศาลและนานที่สุด



ต่อมา พระองค์ได้ไปดูคนทำไร่ไถนา แต่จิตใจโหดร้าย ตีวัว ตีควาย อย่างทารุณ ไม่ใช้ไปด้วยความละมุนละไม
เมตตาปรานี เอาแต่ใจเป็นใหญ่ ไปเที่ยวกินเหล้าเมายาพอทะเลาะขัดแย้งมาจากทางบ้านก็มา
ระบายความทุกข์กับวัวกับควาย พระองค์ได้รำพึงว่า...

โถ เจ้าวัวเอ๋ย เมื่อเจ้ามีแรงเขาก็ใช้เจ้าลากไปในนาที่หนักหน่วง ครั้นพอเจ้าแก่หมดเรี่ยวหมดแรงลง
พวกเขาก็ยังจะเอาเนื้อของพวกเข้ามาลากเข้าปากเขาอีก ด้วยการฆ่าแล่เนื้อ เอาเนื้อและเลือดมาลากเข้าปากเขาอีก
เขาใช้ชีวิตเจ้าอยู่กับการลากจากการไถ พระองค์เห็นแล้วก็สลดสังเวชใจ เกิดความกรุณาสงสารเป็นยิ่งนัก


ต่อมาก็ได้เสด็จไปพบเห็นสิ่งที่น่าสลดสังเวชใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือ เห็นคนแก่หลังค่อม ผมหงอก มีหน้าตายุ่งย่น
ทั้ง ๆ ที่พ่อพยายามสั่งว่าลุกของตนเสด็จไปทางไหน อย่าให้เห็นคนแก่คนอะไรที่น่าสังเวชใจผ่านมาให้พบเห็น
เหมือนกับแรงบันดาลดลใจจึงเกิดเห็นสิ่งเหล่านี้มากระตุ้นทำให้พุทธภาวะเริ่มปริ่มประพิมประพายให้แก่หัวใจ
ของสิตธัตถะมากเพิ่มขึ้น เพราะการเห็นของพระองค์แต่ละครั้ง ไม่ใช่เห็นแล้วจะผ่านไปเลย
พระองค์เห็นแล้วได้ใคร่ครวญและพิจารณา สอบถามนายฉันนะว่า นั่นคนแก่ใช่ไหม ฉันนะตอบว่า
ใช่พระเจ้าข้า เราต้องแก่อย่างนั้นไหม ฉันนะก็บอกว่า ต้องแก่พระเจ้าข้า พิมพา ราหุล ต้องแก่ทั้งนั้นพระเจ้าข้า



ต่อมาเจ้าชายก็ได้เห็นภาพที่ชวนให้สลดสังเวชใจ คือเห็นคนตาย แล้วมีญาติพากันร่ำไห้วิปโยคโศกศัลย์ปานจะขาดใจ
ตายตามไปเสียให้ได้ เห็นดังนั้น พระองค์จึงได้เกิดความรู้สึกสลดสังเวช เหนื่อยหน่าย เบื่อหน่าย
พระองค์จึงได้สอบถามนายฉันนะออกไปถึงสิ่งที่พระองค์ได้พบเห็นอยู่นั้น

นายฉันนะก็กราบทูลตอบไปว่า เราก็จะต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างนี้ พระเจ้าข้าเท่านั้นเอง
พระองค์ก็เริ่มรู้สึกค้านขึ้นในใจว่า มีมืด...ยังมีสว่าง เมื่อมีแก่...ก็ควรจะพ้นแก่ มีตาย...ก็ควรจะพ้นตาย ได้บ้าง



เมื่อพระองค์กลับวัง เดินด้วยท่าทางอันเรียบร้อยนุ่มนวล ฟ้าหญิงกีสาโผล่หน้าต่างมาพบเห็นเข้า จึงได้อุทานร้องออกมาว่า
โอ ถ้าหากใครได้ชายคนนี้มาเป็นสามี หญิงผู้เป็นภรรยาก็จะได้นิพพาน ใครได้ชายคนนี้มาเป็นลูก หญิงผู้เป็นแม่ก็จะได้นิพพาน

นิพพานคืออะไร นิพพาน คือ ความเย็นอกเย็นใจ สบายใจ เพราะฉะนั้นใครได้ชายดี ๆ มาเป็นสามี
หญิงผู้เป็นภรรยาก็จะได้นิพพาน ใครได้ลูกดีดีมาเกิด ผู้เป็นแม่ก็จะได้นิพพาน แต่ถ้าได้ไม่ดีก็บ่นกัน
ได้สามีกับเขาคนหนึ่งเหมือนได้ผีเข้าบ้าน มันเอาแต่กินเหล้า เอาแต่เล่นการพนัน อย่างนี้ตกนรกทั้งเป็น




ในวันนี้พระองค์ได้เห็นอะไรต่ออะไรมากขึ้น เห็นทั้งข้างใน ทั้งข้างนอก ออกไปข้างนอกก็เห็นแต่สิ่งที่สลดสังเวชใจ
กลับมาข้างในก็ยังเห็นนางสนมกำนัลนอนหลับใหลอาการน่าเกลียด นอนน้ำลายไหล นอนผ้านุ่งผ้าถุงหลุดลุ่ย
กัดฟัน นอนกรน อาการที่เคยน่าดู ที่เคยหลงใหล เดี๋ยวนี้เหมือนประดุจดังป่าช้าในวัง

ความสลดสังเวชนี่เอง จึงเขย่าพุทธภาวะของสิทธัตถะให้ทอแสงออกมามากขึ้น คิดหาทางพ้นจากความทุกข์นั้น
เพราะความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจาก รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสทางเนื้อหนัง




ในที่สุดเลยเป็นเหตุให้ในคืนวันนี้สิทธัตถะนอนไม่หลับ ได้เห็นภาพต่าง ๆ ที่ได้ไปดูนั้นปรากฏขึ้นในมโนสำนึก
ภาพที่เห็นก็เช่น คนทำมาหากินตีเหล็กอย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลไคลย้อย แต่มัวเมาเสีย พอได้เงินได้ทองก็มากินเล่นฉลองหมด
แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำใหม่ ได้มาใหม่ก็กินเล่นจนหมด ไม่คำนึงถึงอนาคตว่าจะต้องแก่ ต้องป่วย
ต้องใช้หรือหาไม่ได้ก็จะเดือดร้อน เอาแต่กิน...หลง...มัวเมา บางคนก็หน้าเศร้า เลี้ยงลูกมานานแล้ว
ยังต้องมาเลี้ยงหลานตำข้าวป้อนหลานอีก บางคนก็มานั่งวิปโยคโศกศัลย์ สูญสิ้นสามี สูญสิ้นลูกรัก
สูญสิ้นเงินทองข้าวของ ทำให้เจ้าชายยิ่งคิดว่า เมื่อมีมืด ยังมีสว่าง เมื่อมีทุกข์...ก็ต้องหาทางพ้นทุกข์ให้จงได้



วันหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ในอุทยานพร้อมกับคิดในเรื่องหาทางพ้นทุกข์อยู่นั้น อำมาตย์สองคนได้เข้ามากราบทูลว่า
ฟ้าชายพระเจ้าข้า ขณะนี้ พระนางพิมพาได้คลอดพระราชโอรสมาแล้ว ทำให้สิทธัตถะถึงกับอุทานออกมาว่า

"บ่วง" เกิดขึ้นแล้วหรือ ราหุลัง ซาตัง...ราหุลเกิดแล้ว บ่วงเกิดกับเราแล้ว การมุ่งมาดปรารถนาว่าจะเป็นสมณะจะหมดโอกาสเสียแล้วหรือ
ราหุล...ราหุล เจ้าเกิดมาจะเป็นบ่วงพ่อเสียแล้วหรือ ความเป็นสมณะคงจะหมดโอกาสแล้วหรือ
ในที่สุด พระองค์ก็ทรงอุทานและนึกขึ้นว่า จะต้องเป็นสมณะให้จงได้ จะต้องหาทางพ้นจากบ่วงเพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ให้จงได้




ในคืนนั้นจึงได้ชวนนายฉันนะเสด็จหนีออกบวช ในเรื่องนี้มีอยู่สองนัย นัยหนึ่งว่าหนีออกบวช แต่บางแห่งพุทธประวัติบอกว่า
ออกบวชซึ่งหน้า ทำให้พ่อแม่น้ำตาลนองหน้า

ในภาพนี้เล่าว่า เมื่อนายฉันนะได้รับม้า และรับเครื่องทรงกษัตริย์แล้ว พระองค์ก็บอกให้เอาไปคืนพ่อ ฉันไม่ขอแต่งเครื่องทรงกษัตริย์นี้อีกแล้ว
จะขอแต่งเครื่องทรงของนักพรตนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ย้อมน้ำฝาดต่อไป

เจ้าม้ากัณฐกะรู้ว่าเจ้านายที่แสนดีของมันจะต้องจากมันไป มันก็ยืนซึมน้ำตาไหลอาลัยรักเจ้านายที่แสนดีของมัน
ในที่สุดความเสียดายอาลัยรักในเจ้านายที่แสนดีของมันมันก็ถึงกับใจแตกตาย ณ ที่ตรงนั้น



การบวชครั้งนั้น ก็บวชอย่างเรียบร้อย แต่ได้ผลดีที่สุด ได้สุขสงบเย็น ได้สติปัญญา ได้ศีล ได้สมาธิ ได้อริยสัจ ได้โพธิญาณ
ฟ้าชายสิทธัตถะออกบวชใหม่ ๆ นั้น ท่านยังยินดีในรสอาหาร จึงได้น้อมนึกไปถึงอาหารในวัง เพราะบิณฑบาตได้อาหารที่ไม่ดี
น้อมนึกว่า ถ้าเราไม่ไปออกบวช ก็จะได้ฉันของที่ดีกว่านี้ ในบาตรนี่มันปนเปไปหมด นั่งนึกอยู่พักใหญ่ แต่สติอันฉับไวของพระองค์
จึงได้ยั้งเตือนใจตนเองขึ้นว่า ...สิตธัตถะ แกนี่จะมานั่งพิรี้พิไรถึงอาหารในรั้วในวังอยู่ได้ยังไง บัดนี้ออกบวชเพื่อปรารถนาโพธิญาณแล้ว
จะมาหลงใหลในเรื่องการกิน ขัดขวางโพธิญาณของเราทำไม เท่านั้นเองพระองค์ก็ทรงเสวยอาหารที่ได้มานั้นลงคออย่างสะดวก



โถ...อนิจจา พิมพาต้องเศร้าเพราะสามีของเจ้าออกบวชซะแล้ว นางก็ได้แต่รำพึงรำพันว่า...สามีของฉันเขาจากไป

พระนางพิมพานั้นกอดราหุลลูกน้อยร่ำไห้ แล้วก็ตัดพ้อต่อว่า โธ่ ลูกของแม่ ไม่รู้ว่าพ่อของเจ้าเขาเกลียดแม่หรือเกลียดลูกกันแน่
เขาจึงทิ้งเราไป ไม่กลับมาให้เห็นหน้า ถ้ารู้ว่าแม่ไม่ดีก็น่าจะบอกให้แม่แก้ไข ไม่น่าจะจากลูกและจากแม่ไปอย่างนี้เลย
นี่คือการรำพึงรำพันร่ำไห้ของพิมพาผู้น่าสงสาร เมื่อฟ้าชายสิทธัตถะไม่ได้กลับมาร่วมหอ หอรักก็เป็นหอร้าง



เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้ออกบวชเพราะรังเกียจ แต่ออกบวชเพราะห่วงชาวโลกว่าจะต้องทุกข์โศกอยู่กับกิเลสบีบคั้น
จึงแสวงหาปรารถนาโพธิญาณ และเมื่อพบกับปัญหาอะไรขณะที่บวชนั้นก็พยายามจะแก้จะแนะจะสอนเขาเรื่อยไป
หญิงคนหนึ่งลูกของเธอต้องสิ้นชีวิตลง นางวิปโยคน้ำตานองหน้าเข้ามาหานักบวชสิทธัตถะให้ช่วยขจัดทุกข์อันเกิด
จากลูกที่รักมาตายจาก พระองค์ก็ออกอุบายว่าให้ไปหาเมล็ดผักกาดในบ้านที่ไม่เคยมีญาตตายมาสักสองสามเมล็ด จะมาฝนทำยาให้พื้น
หญิงนี้ก็ดีใจมาก อุ้มศพลูกไปหาเมล็ดผักกาดแต่ไม่มีบ้านไหนที่ไม่มีญาติตายสักบ้านเดียว มีแต่เมล็ดผักกาดเท่านั้น
นางอุ้มลูกหาจนลูกเน่าคาอกจึงปลงตก หญิงคนนี้ต่อมาได้เป็นภิกษุณีที่เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง



วันหนึ่ง พระองค์ได้เดินผ่านไปเห็นฝูงแกะฝูงแพะที่เขาไล่ต้อนไปสู่เมืองของพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อจะฆ่าบูชายัญ
พระองค์เห็นตัวไหนขามันหัก เดินไปทัน ก็เข้าไปอุ้ม แล้วไปส่งเขาถึงจุดหมายปลายทาง
นี่แหละน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาของพระองค์ ได้ทำกับฝูงสัตว์เหล่านั้นให้ได้รับความสุขทุกอย่างเท่าที่จะทำได้



เมื่อพระองค์มาถึง เห็นพระเจ้าพิมพิสารกำลังจะจัดการเผาแพะแกะเพื่อบูชายัญ พระองค์ก็ร้องห้าม และถามความประสงค์
พระเจ้าพิมพิสารก็บอกว่า ทำเพื่อต่ออายุให้เราอยู่ยืน และมีความราบรื่นในปราสาทราชวัง พระองค์ทรงตรัสกับพระเจ้าพิมพิสารว่า...

เมื่อต้องการให้กระจกยิ้มกับเรา ทำไมเราไม่ยิ้มให้กับกระจก ต้องการอยู่ยืนยาวนาน ทำไมจึงไม่ปล่อยชีวิตสัตว์ไว้ให้มันยืนยาวนาน
เพื่อชีวิตเราจะได้อยู่ยืนยาวนานได้ เมื่อเราทำชีวิตของเขาให้สั้น ประหารชีวิตของเขา แล้วเราจะได้ความมีอายุยืน
ความมีสุขภาพสมบูรณ์ได้อย่างไร เมื่อเราให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นก็ย่อมถึงเราอย่างแน่นอน



หลังจากพระเจ้าพิมพิสารฟังพระพุทธเจ้าแล้วก็เข้าใจ จึงหยุดกระทำการบูชายัญเช่นนั้นเสีย พระองค์จึงได้หลีกจากไปเพื่อแสวงหาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
ในครั้งกระโน้น ที่เรียกว่าอาฬารดาบสและอุทกดาบส เรียนจนจบสมาบัติเจ็ดและสมาบัติแปด เรียกว่าเรียนจบหลักสูตรสูงสุด ของคณาจารย์ทั้งสองแล้ว

คณาจารย์ทั้งสองจึงได้ชวนพระองค์อยู่เป็นอาจารย์สอนต่อไป แต่พระองค์เห็นว่าสิ่งที่ได้เรียนกับอาจารย์ทั้งสองยังไม่สูง ยังไม่สิ้นอาสวะ
จึงได้ลาจากไป ไม่ขอรับที่จะเป็นคณาจารย์ร่วมสำนักกับอาจารย์ทั้งสอง



เมื่อจากอาจารย์ทั้งสองมาแล้ว พระองค์ก็ได้คิดค้นหาวิชาที่จะตรัสรู้ให้จงได้ ให้พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นเจ็บ พ้นตาย
จึงได้ไปทรมานพระวรกายต่าง ๆ นานา
ภาพการทรมานกายนั้นส่วนใหญ่เราจะได้เห็นแต่เพียงภาพทรมานอดอาหาร แต่ในพุทธประวัติชุดนี้
ได้ทุ่มเทพยายามใช้ทุนรอนในการวาดมากมาย ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพุทธประวัติได้กว้างขวางมากขึ้น
พระองค์ได้ทรมานตัวเองหรือเรียกกันว่าบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำกิริยาที่ทรมานพระองค์เอง
เพราะต้องการทำให้กิเลสเหือดแห้ง นี่เป็นความเข้าใจในตอนแรกของพระองค์



ต่อมาพระองค์เริ่มเห็นว่า การทรมานพระวรกายนี้คงจะไม่ใช่ทางที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ จึงคิดเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่
เริ่มจากการขอนมแพะจากเด็กเลี้ยงแพะ ซึ่งเป็นวรรณะต่ำในอินเดียเมื่อครั้งพุทธกาลถือชั้นวรรณะกันมาก
ถ้าเป็นคนจันฑาลจะไม่แตะต้องพวกวรรณะกษัตริย์หรือพราหมณ์เป็นอันขาด หนูน้อยผู้นี้เมื่อจะยื่นนมให้
ก็ถามว่าเป็นคนชั้นวรรณะไหน พระองค์ก็บอกว่าเดิมนั้นเป็นวรรณะกษัตริย์ เท่านั้นเองหนูน้อยก็ไม่กล้าจะยื่นนมให้
ทั้งที่พระองค์ขอ มือไม้สั่นไปหมด พระองค์ก็บอกว่า ให้เถอะ มือต่อมือน่ะลูกเอ๊ย เรานี้ไม่ได้ถือแล้วชาติชั้นวรรณะ
วางไว้ตั้งแต่วันที่ออกมาแล้ว มุ่งที่จะเอาชนะกิเลสอย่างเดียว ไม่ได้มุ่งหมายในการถือชั้นวรรณะอีกแล้ว



ต่อมาพระองค์ก็ได้นั่งนึกถึงอุปมา 3 อย่าง คือ อุปมาเห็นไม้สดอยู่ในน้ำ ไม้สดอยู่บนที่แห้ง
และไม้แห้งอยู่บนที่แห้ง ถ้าต้องการจะสีให้เกิดไฟลุก มันจะต้องเป็นไม้แห้งที่อยู่บนที่แห้ง
ไม่ใช่ไม้สดที่อยู่ในน้ำ...เราอยากจะได้ไฟ เอามาสีเท่าไรก็คงไม่เกิดไฟ ซึ่งอุปมาได้ว่า
คนที่ออกประพฤติธรรมยังมีจิตใจชุ่มฉ่ำอยู่กับกาม เช่น ออกบวชแล้วยังชอบยังยินดีในรูปสวย ๆ
เสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ ในกุฏิหรือในวัด มีสิ่งประเล้าประโลมมากเกินไป มันก็เหมือนกับเอาไม้สดมาสี
มันไม่มีทางเกิดไฟ หากนักบวชคนใดมีจิตที่ชุ่มไปด้วยราคะ ด้วยความใคร่ในรูปสวย ๆ
เสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ รสอร่อย ๆ สัมผัสนุ่มนวลแล้ว ยากที่จะได้ไฟมาเผากิเลส ฉันใดก็ฉันนั้น
พระองค์ได้เกิดอุปมานี้ขึ้นในหัวใจ

วันหนึ่ง จวนจะเย็นจะค่ำ พระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงแดดเริ่มอ่อนสลัว ๆ พระองค์เห็นหญิงจำนวนหนึ่งกลับจากเล่นดนตรี
แล้ววันนั้นเครื่องดนตรีเขาเกิดดังไม่ ด้วยบ้างก็ขึงตึงไป บ้างก็ขึงหย่อนไป บ่นกันว่าวันนี้ดนตรีมันดังไม่เพราะเลยนะเธอนะ
มันขึงตึงเกินไป คนหนึ่งก็บอกว่าหย่อนเกินไปพระองค์จึงได้แวบขึ้นในหัวใจด้วยคำพูดของเหล่าสตรีเหล่านี้ว่า
โอ ว่าตึง ว่าหย่อนนี้ จึงดังไม่เพราะ เรานี้หนอก็คงจะเป็นเพราะตึงเกินไปก็ได้ จึงยังไม่ได้รู้อะไร
ท่านฟังแล้วก็อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเราว่า มันคงจะตึงเกินไป ที่เราปฏิบัติกันสมัยนี้น่ะไม่ตึงหรอก มีแต่หย่อน
มีแต่ยืดกันไปทุกที ๆ



ภาพนี้เกิดนิมิตครั้งสำคัญอันยิ่งใหญ่ โดยฝันว่า พระองค์นั้นได้บรรทมหลับ มือทั้งสองข้างจรดมหาสมุทรทั้งทิศใต้และทิศเหนือ

พระองค์เล่าว่า ในความฝันครั้งนี้ จะแสดงถึงความตรัสรู้อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์จะแผ่พระศาสนาไปจากเหนือจรดใต้
จากบนพื้นแผ่นดินถึงแม่น้ำมหาสมุทร ข้ามไปหลาย ๆ จุดทั่วโลกเลย หมายถึงว่าแผ่พระศาสนาไปเสมือนกับผู้นอนแผ่แล้ว
มีมือและแขนยืดยาวไปจรดมหาสมุทรทั้งทางทิศใต้และทิศเหนือ เหมือนเขาสร้างวัดให้พุทธสาวกของพระองค์ได้ประทับ
ทั่วสารทิศขยายแพร่ใหญ่ไพศาล

ภาพความฝันข้อที่สอง ที่เห็นต้นไม้ขึ้นที่กลางสะดือนั้นมีความหมายว่า พระองค์นั้นจะได้รู้อริยมรรค แล้วประกาศเกรียงไกร
แก่มนุษย์และเทวดาขึ้นไปจนถึงพรหม หมายถึงว่าเมื่อพระองค์ประกาศไปแล้ว ศาสนาของพระองค์จะงอกงามขึ้น สูงขึ้น
ในจิตใจของมนุษย์ประดุจดังต้นไม้ที่งอกพิสดาร คือไม่ใช่งอกขึ้นตามวันตามคืน หมายถึงว่ามันงอกขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะความตรัสรู้ของพระองค์นั้นถูกต้อง ดีงาม

ข้อต่อมา ความฝันที่เห็นว่ามีหนอนหัวดำตัวสีขาว พากันมาไต่ตอมชอนไชที่หน้าแข้ง และที่เท้าของพระองค์นั้น
ข้อนี้มีความหมายว่า ต่อไปจะมีอุบาสก อุบาสิกา นุ่งขาวห่มขาว แต่ว่าหัวดำ เหมือนหนอนหัวดำ คือยังไม่ยอมโกนผม
ยังไปนุ่งขาวห่มขาวบวชชีพราหมณ์บ้าง อะไรต่าง ๆ นานา ยังเป็นหนอนประเภทตัวขาวแต่หัวดำ แต่ก็พยายามจะชอนไช
ดูดดื่มซับซึมเอาธรรมรสจากพระพุทธองค์ให้จงได้ ก็นับว่าเป็นหนอนที่ใช้ได้ ถึงว่าจะหัวดำแต่ก็ตัวขาวและก็คงจะมีใจขาวต่อไป

ความฝันข้อต่อมา ก็คือฝันว่า เห็นมีนกสีต่าง ๆ กันบินเข้ามารุมล้อมเท้าพระองค์และก็กลายเป็นสีขาวไปหมด หมายความว่า
คนที่ต่างชั้นวรรณะไม่ว่าจะเป็นวรรณะพราหมณ์ แพศย์ กษัตริย์ หรือว่าจะเป็นจัณฑาลคนชั้นต่ำ เมื่อได้ประพฤติธรรมร่วมกัน
แล้วก็จะขาวบริสุทธิ์ ประดุจดังอยู่ในโลกทิพย์โลกสวรรค์อันเดียวกัน จะเป็นชั้นวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์
หรือว่าวรรณะแพศย์ วรรณะศูทร หรือคนงานชั้นต่ำ ถ้าลองได้ประพฤติธรรมตามที่พระองค์ทรงอบรมสั่งสอนแล้ว
ก็จะมีจิตใจขาวบริสุทธิ์ประดุจดังนกที่ต่างสีเหล่านั้น เมื่อมาอยู่ใกล้เท้าพระองค์แล้วก็จะเป็นสีขาวไปหมด

ความฝันข้อที่ห้าฝันว่า พระองค์เดินลุยไปในกองอุจจาระที่เป็นภูเขาใหญ่ แต่อุจจาระไม่ได้ติดเท้าของพระองค์แม้แต่น้อย
หมายความว่า ต่อไปนี้ลาภสักการะจะมีมากขึ้นในพระองค์และสาวกของพระองค์ แต่เมื่อถึงธรรมที่พระองค์สอนแล้ว
ลาภสักการะเหล่านั้นจะไม่ติดเปื้อนจิตใจให้หลงใหลมัวเมา สยบอยู่ ประดุจดังเดินไปในกองอุจจาระ
แต่อุจจาระไม่เปรอะเปื้อนพระองค์แม้แต่น้อย หมายความว่าไม่มัวเมาในลาภสักการะซึ่งเป็นเสมือนน้ำลายและอุจจาระ
ซึ่งเปรอะเปื้อนคนมาเป็นจำนวนมาก คนส่วนใหญ่นั้นชีวิตต้องเศร้าหมองเพราะลาภสักการะ เพราะยินดีในเงินทอง ข้าวของ
ลาภสักการะ ที่เขานำมาปรนเปรอ จนติดสยบอยู่ ไปไหนไม่ได้ บางองค์นั้นบวชเข้ามาแล้วก็มาติดข้าวของเงินทองทรัพย์สมบัติต่าง ๆ
นานาจนแน่นกุฎิ ไปไหนไม่ได้...ห่วงกุฎิ

มีเรื่องเขาเล่าว่า พระหลวงตาองค์หนึ่งบวชมาแล้วเก็บสะสมไว้นาน ปรากฏว่าวันหนึ่งโจรมางัดกุฏิ เมื่อกลับจากบิณฑบาต...
เป็นลมช็อคตาย อย่างนี้ไม่ใช่พุทธสาวก ถ้าเป็นพุทธสาวกของพระองค์แล้ว จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้ครอบงำใจให้เปรอะเปื้อนใจเป็นอันขาด
เพราะพระองค์ได้ทรงสอนไว้ ให้สละ ให้ละ ให้ปล่อย ให้วาง

ฉะนั้น ความฝันครั้งนี้ก็จะได้เกิดขึ้นกับสาวกผู้ทำจริง ปฏิบัติจริง ตามรอยพระองค์ไปจึงเป็นความฝันครั้งยิ่งใหญ่ก่อนที่จะตรัสรู้



เมื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ พระองค์ได้ทรงมีผิวพรรณดีขึ้น และได้เสวยข้าวจากนางสุชาดานำมาถวาย
ข้าวที่นางสุชาดานำมาถวายพระพุทธเจ้านั้นเรียกว่า ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารจำพวกมังสวิรัติ
ไม่ปนเนื้อ ไม่เจือปลา ใช้สำหรับบวงสรวงเทพเจ้าโดยเฉพาะ ข้าวมธุปายาสนี้หุงด้วยนมจากแม่โคจำนวนหนึ่งพันตัว
โดยให้กินชะเอมเครือ กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมาแล้วแบ่งออกเป็นสองฝูง ๆ ละ 500 ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคนมฝูงหนึ่ง
ให้แม่โคอีกฝูงหนึ่งกิน แบ่งและคัดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนเหลือแม่โค 8 ตัว แล้วจึงรีดน้ำนมจากแม่โคทั้ง 8 มาหุงเป็นข้าวมธุปายาส




เมื่อเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาแล้ว ผิวพรรณพระองค์จึงได้เปล่งปลั่งขึ้น ทรงนั่งที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์หรือต้นโพธิ์
โดยการเอาหญ้าคาที่โสตถิยพราหมณ์ถวายมาปูนั่งแล้วอธิษฐานจิต การนั่งบนหญ้าคานั้นหมายถึงจะไม่ให้กิเลสทิ่มแทงจิตใจ
พระองค์ได้อธิษฐานจิตในคืนนั้นว่า เราจะไม่ยอมคลายบัลลังก์ลุกออกจากที่นี้ ถ้าจิตของเราไม่บรรลุถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
แม้เลือดเนื้อในกายจะเหือดแห้ง เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที เราจะไม่คลายบัลลังก์นี้
นี่แหละท่านสาธุชนผู้ชมภาพพระพุทธประวัตินี้แล้ว เคยอธิษฐานอะไรจริงจังในการละกิเลสอย่างพระองค์บ้าง




ในคืนนั้น พญามารฝูงใหญ่ก็ได้แห่กันมารังควานพระองค์ มาร แปลว่าผู้ขวางทางอันไม่ให้ถึงจุดหมายดีงาม
หรือสิ่งที่มาขวางคุณงามความดีที่จะเกิดขึ้นในหัวใจ หรือความประพฤติของเราก็ได้ มารต่าง ๆ ผุดขึ้นในสมอง
มาเรียกร้องเชิญชวนให้พระองค์กลับวัง เดี๋ยวพ่อบ้าง เมียบ้าง ลูกบ้าง ทรัพย์สินต่าง ๆ ในพระราชวังบ้าง
แต่พระองค์ก็ข่มใจไม่ให้หวั่นไหว ข่มใจระงับไว้ แม้มารจะมาขวางทางอย่างไรพระองค์ก็ใจแข็ง
ทรงข่มพระทัยมั่นคงที่จะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณให้ได้
ถ้าเป็นพวกเราอาจจะวิ่งจีวรปลิว สบงปลิว วิ่งผ้าปลิวกันไปตาม ๆ กัน
นี่แสดงว่าน้ำพระทัยของพระผู้มีพระภาคนั้นเหมาะสมที่จะตรัสรู้อย่างยิ่ง



ด้วยจิตใจที่มั่นคง แม้มารจะมาด้วยวิธีไหนก็ไม่สามารถยั่วยวนพระองค์ได้สำเร็จ พระองค์จึงได้ทรงยิ้มเยาะมาร
ทรงแย้มพระสรวลเยาะมารว่า เจ้ามารเอ๋ย เจ้าได้พาเราล่องแล่นไปในสังสารวัฏฏ์ ได้เวียนว่ายมานานนักแล้ว
เจ้ากลับไปเสียเถอะมารผู้มีบาป เจ้าได้ลวงเราโดยเอาความเป็นกษัตริย์มาล่อเราให้หลงยศ หลงตำแหน่ง
เจ้าเอารูปโฉมเลอเลิศของนางสนมกำนัลมาผูกพันเราไว้ เจ้าเอาสวนสระปราสาท เอาพิมพา ราหุลลูกรัก
รูปโฉมงดงามของลูกและภรรยา มาผูกพันเรา บัดนี้อย่าได้หวังเช่นนั้นอีกเลย เจ้ามารเอ๋ย กลับไปเถอะ
เท่านั้นเอง มารผู้มีบาปก็หงายหลังกลับไป



หลังจากมารกลับไปหมดแล้ว พระองค์จึงได้ตั้งความเพียรอันเข้มข้นยิ่งยวดต่อไปแล้วในที่สุดก็ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณในคืนนั้นเอง
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณแล้ว เหล่าพืชพันธุ์ในป่า ต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดเบ่งบานชูช่อชามยิ่งนัก
พระองค์ได้เสวยวิมุตติสุขร่วมกับเหล่าสัตว์เล็กใหญ่ในป่านั้น ทั้งฝูงวิหคนกกาในป่าก็พากันรื่นเริง
ฝูงกวางและสัตว์ต่างๆพากันรู้สึกว่าชีวิตปลอดภัยยิ่งนัก เพราะต่อแต่นี้ไป พระธรรมคำสอนของพระองค์จะแผ่ไพศาล
ไปสู่จิตใจเหี้ยมโหด ให้กลายเป็นผู้เมตตาปรานีต่อเพื่อนร่วมโลก ซึ่งจะทำให้อยู่กันอย่างสงบสุขและปลอดภัย



เมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นไม้เกด มีพ่อค้าวาณิชสองคนชื่อตปุสสะคนหนึ่ง
ภัลลิกะคนหนึ่ง เดินทางมาจากอุกกลชนบท มาพบพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไม้เกด
มีผิวพรรณผ่องใสยิ่งนักก็เกิดความเลื่อมใส ได้นำข้าวสัตตุก้นสัตตุผงหรือข้าวที่ตำเป็นก้อนๆปั้นๆ
ซึ่งเป็นเสบียงของตนเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาค และขอนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพระธรรม
ที่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นที่พึ่งที่ระลึก แต่ยังขาดพระสงฆ์ เรียกว่ามีสองพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยยังไม่ครบ
กล่าวมีเพียงเฉพาะพระพุทธเจ้ากับพระธรรมเท่านั้น



เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆพระองค์รู้สึกท้อพระทัยในการที่จะนำสิ่งที่ตรัสรู้ อันเป็นพระธรรมที่ลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพนั้นสอนชาวโลกเป็นยิ่งยัก
แต่ด้วยน้ำพระทัยอันเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นจึงได้คิดที่จะช่วยสอน แสดงถึงว่าเหมือนมีพรหมผู้ประกอบด้วยเมตตา
กรุณา มุทิตา อุเบกขา มาอาราธนา ซึ่งภาพนี้เขาได้วาดให้เห็นเป็นเสมือนกับว่ามีพรหมมาอาราธนา
เรียกว่าจากนามธรรมมาเป็นรูปธรรมสักหน่อยหนึ่ง ภาพนี้เขาก็วาดได้สวยมากเป็นพรหมโปร่งแสง
สีสันวาว ออกมาอาราธนาให้พระองค์ทรงเห็นใจแก่สัตว์ผู้ทุกข์ยาก มีกิเลสมีธุลีในดวงตาน้อย
แต่ขาดผู้แนะนำพร่ำสอน จึงขาดประโยชน์จากการรู้ธรรม ขอพระองค์ทรงโปรดแก่ชนเหล่านั้นเถิด



ในที่สุด พระผู้มีพระภาคได้อุปมาว่า คนมีสี่จำพวกซึ่งเปรียบได้กับบัวสี่เหล่ากล่าวคือ ๑. บัวประเภทบานแล้ว
ได้แก่คนเข้าใจง่าย พูดนิดเดียวก็เข้าใจสว่างไสว ๒. บัวที่กำลังปิ่มน้ำจะบานจะโผล่ขึ้นมา
หมายถึงคนที่จะจูงพร่ำสอนกันหลายเที่ยวหลายครั้ง ๓. บัวที่ยังอยู่ลึกไปกว่านั้น หมายถึงคนที่ได้รับฟังหลายครั้งหลายหนแล้ว
ก็ยังจะต้องอาศัย เพื่อนฝูงที่ดีคอยกระตุ้นเตือน และ ๔. บัวที่อยู่ใต้น้ำ หมายถึงคนที่สอนเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง
พยายามจะโต้แย้ง จะเถียงจะรั้น จะดันทุรังไปก่อน
ท่านอยู่ประเภทไหน หรืออาจจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเหล่าที่ห้า หุบๆบานๆพอฟังพอรู้เรื่อง อะไรดีก็สว่างไสวขึ้นแวบหนึ่ง
แล้วก็กลับไปมืดมนต่อไปอย่างนั้นหรือ




เมื่อทรงเปรียบคนได้กับบัวสี่เหล่าแล้ว ในที่สุดพระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรได้ตาใน คือธรรมจักษุ มองเห็นบรรดาเหล่าสัตว์โลกทั้งหลาย
ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยาก ถูกเพลิงกิเลสเผาผลาญชีวิต พากันระงมร่ำไห้ เจ็บปวดอยู่ด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ
ทำให้พระองค์ทรงเกิดความสงสารขึ้นอย่างจับใจ และคิดจะนำความจริงที่พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง เผยแพร่ไปสู่เขาเหล่านั้น
เพื่อความดับไปแห่งไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ ให้มอดดับลง เพื่อจะได้อยู่กันอย่างมีความสงบเย็น




เมื่อตัดสินพระทัยจะเผยแพร่สิ่งที่ตรัสรู้ จึงเดินทางออกจากที่ตรัสรู้เพื่อไปยังป่าอิสิปตนมฤทายวัน
เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ผู้ที่เคยดูแลพระองค์มาอาศัยอยู่ ในระหว่างทางได้พบกับอาชีวกผู้หนึ่งชื่ออุปกะ
ได้เข้ามาถามพระองค์ว่า ใครเป็นศาสดา ใครเป็นผู้มอบรมธรรมให้กับท่านมา ท่านจงช่วยแสดงธรรมโปรดเราด้วย
พระองค์ได้ตรัสว่า เราเป็นสยัมภู เป็นผู้ตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง เท่านั้นเองอาชีวกผู้นี้ถึงกับตะลึง
และก็กล่าวคำไม่ศรัทธาออกมาว่า เชิญพ่อรู้ไปคนเดียวเถอะ เป็นไปไม่ได้...
คนที่ไม่มีครูบาอาจารย์และในที่สุดถึงกับแสดงอาการสั่นศีรษะและถ่มน้ำลายแลบลิ้น แล้วเดินหลีกพระพุทธองค์ไป



เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทาย วันนั้นพวกปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า
กำลังสนทนากันถึงพระพุทธองค์ว่า ป่านนี้ประทับอยู่ที่ไหน จะคิดถึงพวกเราอยู่หรือไม่
ทันใดก็แลเห็นพระพุทธองค์เสด็จและไม่ถวายความเคารพ เนื่องจากไม่เลื่อมใสที่พระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา
ซึ่งเป็นเหตุให้พวกตนหนีจากมา และเมื่อพระองค์เสด็จมาถึงจริง ทีแรกปัญจวัคคีย์เหล่านั้นทำท่าว่า
จะไม่เข้าไปต้อนรับพระองค์ แต่แล้วเมื่อพระองค์เข้าไปใกล้ ต่างก็เข้ามาหยิบบาตรหยิบนั่นหยิบนี่
ล้างเท้า หาน้ำให้ ต้อนรับพระองค์เป็นอย่างดี ลืมข้อตกลงกันเสียสิ้น

หลังจากต้อนรับทักทายพูดคุยกันแล้ว พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์เหล่านั้น
และเมื่อได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ แต่เป็นชั้นโสดาบันก่อน
แล้วเรื่อยมาจนได้เป็นพระอรหันต์ด้วยธรรมเทศนาที่เรียกกันว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือพูดถึงสุดโต่งสองอย่าง
หนักหน่วงไปในทางทรมานกายให้ลำบาก และการปล่อยชีวิตไปตามความใคร่ มัวเมาเปียกแฉะ
เพลิดเพลินอยู่กับเรื่องกาม อันเป็นทางที่ไม่พ้นทุกข์ทั้งสองฝ่าย
เมื่อปัญจวัคคีย์ฟังพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโปรด ต่างก็มีจิตใจเห็นตามความเป็นจริงนั้น
จนกระทั่งได้ขอบวชในพระศาสนาของพระองค์ต่อไป




เมื่อพระองค์ไปจำพรรษาอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ก็มีลูกเศรษฐีผู้มั่งคั่งชื่อว่ายส
ได้เกิดความเบื่อหน่ายความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้าน ทั้งๆที่มีทรัพย์มากมาย จึงออกจากบ้านแล้วเดินบ่นไปตามทางว่า
ที่นี่วุ่นวายจริงนะ ที่นี่ขัดข้องจริงหนอ พระองค์ผู้อยู่ในป่าได้ยินเข้าจึงได้สวนคำออกมาว่า มาที่นี่สิ ที่นี่ไม่วุ่นวาย
ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสกุลบุตร รู้สึกเอะอะ เอ๊ะ มีใครที่อยู่ในนี้ ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง จึงได้แวะเข้าไป
ไปพบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงได้แสดงอนุปุพิกถาโปรดยสกุลบุตร จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาไม่กลับบ้าน
แล้วจึงขอบวชเป็นพระภิกษุกับพระพุทธเจ้าต่อไป



เมื่อพระยสบวชแล้ว เพื่อนของพระยสอีกจำนวนมากได้พากันออกบวชตาม รวมพระที่บวชครั้งนี้เป็นจำนวน ๒๐ รูป แล้ว
ได้บรรลุพระอรหันต์ พระองค์จึงได้บอกกับภิกษุเหล่านี้ว่า บัดนี้พวกเราทั้งหลายเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงอันเป็นทิพย์
และบ่วงอันเป็นมนุษย์ จงช่วยกันแยกย้ายไปเผยแพร่พรหมจรรย์ให้งามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด แก่คนผู้มีธุลีในดวงตาน้อย จงแยกกันไปทางละองค์ อย่าไปหลายองค์
นี่พระองค์ทรงส่งมิชชันนารีไปสู่ปวงชนเป็นรุ่นแรกของโลกเลยทีเดียว ไม่ได้ทรงแนะนำว่าเธอจงไปสร้างวัด
เสกเหรียญ ทำน้ำมนต์ พ่นน้ำหมากแข่งกัน แต่พระองค์ทรงบอกให้ไปประกาศพรหมจรรย์ให้งามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด



จากนั้นพระองค์เองก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ขณะที่พักระหว่างทางได้พบกับเหล่าภัททวัคคีย์ที่พากันไปแสวงหาความสุขรื่นเริง
ได้พาผู้หญิงจับคู่กันไปคนละคนสองคนปรากฏว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเกิดฉวยเอาเครื่องแต่งตัวของพวกผู้ชายคนหนึ่งหนีไป
ผู้ชายเหล่านี้ก็ได้วิ่งติดตามหาหญิงเหล่านั้นกันจ้าละหวั่น จนกระทั่งมาพบพระผู้มีพระภาค แล้วก็ได้ถามพระองค์ว่า
" ท่านสมณะ ท่านได้เห็นผู้หญิงเดินผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่ "
แทนที่พระองค์จะตอบว่าเห็นหรือไม่เห็น พระองค์กลับสอนคนเหล่านี้โดยสวนคำออกไปว่า " ท่านทั้งหลาย ท่านจะมัวหาหญิงดีหรือจะหาตนดี "
ปรากฏว่าพวกภัททวัคคีย์เหล่านั้นก็ได้เกิดเอะใจกล่าวไปว่า " เอ๊ะ ก็ตนของฉันก็อยู่นี่ จะต้องไปหาตนอะไรอีกเล่า
ก็ผู้หญิงมันลักทรัพย์ข้าวของเงินทองไป กำลังตามหากันอยู่นี่ ท่านเห็นบ้างหรือไม่ "
พระองค์ก็ยังย้ำคำเดิมว่า " ควรจะหาตนก่อนดี หรือจะหาหญิงดี "
เหล่าภัททวัคคีย์เหล่านี้ก็เริ่มเอะใจก็เลยถามว่า ยังไงกันแน่ แสวงหาตนนั้นดีอย่างไร ลองพูดให้เข้าใจซิ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
" เชิญพวกท่านนั่งลงเถิด อาตมาจะแสดงให้ฟัง "
เมื่อเหล่าภัททวัคคีย์เหล่านั้นนั่งลงเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงไปในลักษณะที่ว่า ...
ก็เรานั่นแหละ ที่ว่าหาหญิงก็คือหาตน เพราะว่าผู้หญิงเหล่านั้นเอาของของตนไปใช่ไหมล่ะ
ถ้ามันไม่ได้เอาของของตนไป เราก็คงจะไม่ตามหาอะไรทำนองนั้น
เหล่าภัททวัคคีย์เมื่อได้ฟังที่พระองค์กล่าว ก็เริ่มเห็นจริงเห็นจังว่า อ๋อ ที่เราตามหาอะไร ก็คือตามหาของตนบ้าง
ตามหาพวกของตนบ้าง ตามหาข้าวของตนบ้าง ตามหาวงศ์วานของตนบ้าง ที่จริงเรามัวแต่ตามหาตนที่เป็นภายนอกนั้นมันไม่ถูก
เพราะเกิดความรู้สึกยึดถือว่า ไอ้นั่นของตน ไอ้นี่ของตน จึงตามหาคน ก็คือตามของของตนนั่นเอง
เมื่อเข้าใจและเห็นจริงดังนั้น ทำให้คนเหล่านี้เกิดเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมาก
จึงหยุดแสวงหาหญิงผู้นำเสื้อผ้าของตนไป กลับมามองเพ่งตนหาตน ว่าอะไรหนอที่ทำให้ตนวุ่นวาย
ก็ได้คำตอบว่าคือความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตนนั่นเอง



ต่อมาพระองค์ได้ไปโปรดชฎิลสามพี่น้องซึ่งถือการบูชาไฟกันอย่างยิ่ง และในที่สุดพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมว่า
สิ่งที่ร้อนกว่าไฟที่น่ากลัว น่าสยดสยองนั้นยังมีอีก อย่ามัวแต่หลงกลัวไฟข้างนอกกันอยู่เลย
ไฟที่ร้ายกาจก็คือไฟที่เผาใจให้เกิดใคร่กระสัน เกิดความร่านทุรนทุราย ที่จะต้องเสพสุขสนุกสนานจากเนื้อหนัง
หรือสิ่งที่เรียกกันว่า ยั่วให้ใคร่ ให้รักทั้งหลาย ซึ่งเป็นไฟเผาใจ ยั่วให้โกรธ ความโกรธก็คือเป็นไฟ ยั่วให้กลัว
ให้หลงก็เป็นไฟ เพราะฉะนั้นไฟทั้งสามนี้เป็นอันตรายมาก ควรจะดับเสีย เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมจบลง
เป็นเหตุให้ชฏิลผู้พี่เกิดศรัทธาถึงกับลอยบริขารไป
ส่วนชฎิลที่เหลืออีกสองก็ถือบวชในเวลาต่อมาร่วมกับบริวารอีกจำนวนมากมาย



ภาพนี้ คือ พระโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมาบวชในพระพุทธศาสนา
เคยศึกษาทางพ้นทุกข์อยู่ในสำนักของอาจารย์สญชัยปริพาชก ผู้มีชื่อเสียและมีคนนับถือมาก
แต่เมื่อศึกษาจบแล้วเห็นว่ายังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงลาอาจารย์ออกแสวงหาความรู้ ต่อมาได้รับการชักชวนจากสหาย
คือ พระสารีบุตร ให้มาบวชกับพระพุทธเจ้า วันหนึ่งพระองค์ได้ทรงมาโปรดพระโมคคัลลานะซึ่งมาปฏิบัติธรรมและง่วงหลับ
พระองค์แก้วิธีง่วงหลับให้หลายอย่างหลายประการ เช่น มีการเอาน้ำลูบเนื้อลูบตัว เอาไม้ทิ่มหู
หรือว่ามีการเดินจงกรม เป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านผู้อ่านอย่ามัวง่วงหลับไหลอยู่ หาทางแก้เสีย




วันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่เรียกกันว่าแบบลักษณะแคนนอน ระบบตีวัวกระทบคราด
หรือว่ายังไงก็ได้ ว่าแต่ไม่ใช่เป็นเจตนาเช่นนั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องของความเข้าใจของผู้ทำหน้าที่พัดอยู่
คือพระสารีบุตร อัครสาวกฝ่ายขวา ทำหน้าที่พัดขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมกับปริพาชกทีฆนขะ
ปรากฏว่าขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่นั้น พระสารีบุตรผู้ทำหน้าที่พัดอยู่ข้างหลัง
ก็เกิดแวบขึ้นในพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงจนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ นี่เรียกว่าเทศน์กับองค์ข้างหน้า
แต่องค์ข้างหลังบรรลุ นี่เป็นการแสดงธรรมในลักษณะแคนนอน

 







หมวด: พุทธประวัติ
»หินแกะสลักพระพุทธเจ้าที่อัพกานิสถาน
05-02-2015
»อภินิหารพระโพธิสัตว์
12-01-2013
»พระพุทธประวัติ อีกรูปแบบหนึ่ง
12-01-2013
»พุทธประวัติ 1
12-01-2013
 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม


คุณครู.คอม ขอแสดงเจตนาว่าทุกข้อความใน เว็บไซต์นี้ให้คัดลอกได้
ไม่จำกัด เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อการศึกษาเท่านั้น . .

email  kunkroo@gmail.com


kkwebv56   Copyright©2017 kunkroo.com
Development from SMEweb 1.5f By คุณครู.คอม