คุณครู.คอม
.









Online: 12 user(s)

ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2541



ตรวจสอบแทรคไปรษณีย์ไทย

domain register Admin Only

ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบไอพี(IP check for locate)

..
     


    :  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม
หมวด: เหตุการของโลก
ประเทศไทยเคยสร้างเครื่องบินใช้เองมาแล้ว ตอน 2
25-01-2015 เข้าชมแล้ว: 6668
ต่อมาสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรปได้ระเบิดขึ้น ประเทศมหาอำนาจ คู่สงครามต่างก็สร้างเครื่องบินออกมาใช้
ทำยุทธเวหากันอย่างอุตลุด มีการพัฒนาแสนยานุภาพทางการบินกันอย่างใหญ่โต และในครั้งนั้นเครื่องบิน
จึงได้มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย ทั้งทางด้านการทหารและพลเรือน เทคโนโลยีการบินจึง
ได้ถูกออกแบบอย่างซับซ้อน มีการพัฒนากันอย่างไม่หยุดหย่อน



วันที่ 19 มีนาคม 2461 กระทรวงกลาโหมของไทย ได้ยกฐานะกองบินทหารบกขึ้นเป็น “กรมอากาศยานทหารบก”
จากนั้น ไทยเราก็มีการสร้างเครื่องบินขึ้นอีกเรื่อยๆ ในอีก 9 ปีถัดมา นายทหารช่างไทย ก็สามารถสร้างตัวถังเครื่องบิน
ประกอบเข้ากับเครื่องยนต์ฝรั่งได้เองสำเร็จ เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดปีก 2 ชั้นแบบบริพัตร



วันที่ 23 มิถุนายน 2470 ทำการทดลองบินเมื่อ และอีก 2 ปีถัดมา ได้ออกแบบเครื่องบินขับไล่ให้กองโรงงานสร้างขึ้น
ได้รับพระราชทานชื่อว่า “ประชาธิปก” ทั้ง 2 รุ่นนี้ ก็ได้เข้าประจำการในกองทัพหลายสิบปี
เป็นความสำเร็จครั้งแรกและครั้งเดียวที่คนไทยสามารถผลิตเครื่องบินเองได้



พอสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง ก็ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วย
ทำให้การสร้างเครื่องบินใช้เองนั้น เป็นการลงทุนที่สูงมาก การผลิตเครื่องบินของคนไทยยังทำกันได้น้อย
เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดซื้อเครื่องบินจากฝรั่ง และมหาอำนาจเอเชียประเทศใหม่ คือ ประเทศญี่ปุ่น



การจัดซื้อจากประเทศเหล่านี้จึงคุ้มค่ากว่า และนับจากนั้นคนไทยก็ไม่เคยผลิตเครื่องบินเองอีกเลย แต่ในช่วงเวลานี้
กองทัพไทย ก็ยังมีการพัฒนาศักยภาพการบินขึ้นเรื่อยๆ จำนวนเครื่องบินที่ถูกสั่งเข้ามามีมากขึ้น
เพื่อใช้งานทางด้านกิจการทหารและพลเรือน

วันที่ 9 เมษายน 2480 สืบเนื่องมาจากการพัฒนาทางด้านอากาศยานของโลกได้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก
จึงต้องมีการขยายการดำเนินงานของกองทัพให้ใหญ่โตขึ้นด้วย กระทรวงกลาโหม จึงได้ยกฐานะของกรมทหารอากาศเดิม ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ”
บ้านเราจึงได้มีกองทัพอากาศไทยขึ้นในปีนั้นเอง ช่วงนั้นไทยมีเครื่องบิน คือ



- เครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว ปีก 2 ชั้นคือ เคอร์ติส ฮอว์ก - 2 ขาแข็ง (พับฐานไม่ได้) จำนวน 1 ฝูง และเคอร์ติส ฮอว์ก - 3 พับฐาน จำนวน 2 ฝูง
- เครื่องบินโจมตี และตรวจการแบบ วอจ์ต คอร์แซร์ ปีก 2 ชั้น 2 ที่นั่ง มีพลปืนหลัง จำนวน 2 ฝูง
- เครื่องบินทิ้งระเบิด มาร์ติน 139 WSM แบบปีกชั้นเดียว 2 เครื่องยนต์ จำนวน 6 เครื่อง แต่เมื่อถูกส่งมาถึงได้ไม่นาน
ลำตัวเครื่องก็มีอันหักพังเสียหายไป 1 เครื่อง ตกในทุ่งนาแถวสถานีรถไฟหลักสี่
- ต่อมากองทัพอากาศไทยได้ซื้อลิขสิทธิ์แผนแบบ ฮอว์ก – 3 กับคอร์แซร์ มาให้กรมช่างอากาศยานผลิตออกมาใช้เป็นจำนวนมาก



กองทัพอากาศไทย ถือได้ว่าเป็น หนึ่งในกองทัพอากาศที่เก่าแก่ ในยุคที่รุ่งเรืองสูงสุดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอากาศไทย
คือ กองทัพอากาศที่มีอานุภาพมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่น กองทัพอากาศไทย
จึงมีบทบาทอย่างสูงในกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส

พ.ศ.2483 ประชาชนจำนวนมาก เกิดความเคียดแค้นชิงชังฝรั่งเศส จนพาออกมาเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลไทย
ในการเรียกร้องขอดินแดนคืนจากฝรั่งเศส สงครามอินโดจีน เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลไทย ในสมัยนั้น ได้เกิดปัญหาข้อพิพาท
การปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับเขตอินโดจีน (ลาว – กัมพูชา) ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

หลังการรบทหารบกที่เขมร และทหารเรือที่เกาะช้าง กองทัพอากาศไทยก็ได้แสดงศักยภาพการเป็นเสืออากาศการรบในสมรภูมิจริงอันห้าวหาญ
ให้ปรากฏเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ปีนั้น เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลไทย จะประกาศสงครามกับฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ

ช่วงนั้น อินโดจีนฝรั่งเศส มักส่งเครื่องบินเข้ามาบินก่อกวนในเขตของไทยเราบ่อยๆ และในวันนี้เอง เครื่องบินทิ้งระเบิด ฟามัง จำนวน 2 เครื่อง
บินล้ำเข้ามาเหนือน่านฟ้า อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ไทยเราจึงส่งเครื่องบินขับไล่ 3 เครื่องขึ้นไปสกัดกั้น จนมีทีท่าว่าจะปะทะกันอยู่แล้ว
แต่อยู่ดีๆ เครื่องฟามัง ของฝรั่งเศสชิ่งหนีกลับไปทางเวียงจันทน์เสียก่อน



หลังจากนั้น ฝรั่งเศสก็ได้ปฏิบัติการบินยุแหย่ไทยเราไปพักใหญ่ กองทัพอากาศไทย จึงสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่
ที่มีสมรรถนะเท่าเทียมกับเครื่องบินของฝรั่งเศส จากสหรัฐอเมริกา คือ เครื่องบินขับไล่ปีกชั้นเดียว เคอร์ติส ฮอว์ก 75 N
จำนวน 16 เครื่อง มูลค่า 468,000 US (อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น 1 เหรียญ เท่ากับ 2.50 บาท)

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2483 ในขณะที่กำลังขนส่งมาทางเรือถึงกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รัฐบาลสหรัฐ ได้สั่งกักเครื่องบินทั้งหมด
ที่จะนำมาให้กองทัพอากาศไทยไว้ที่นั่น เพราะขณะนั้นไทยกำลังพิพาทกับฝรั่งเศส อเมริกา
กลัวไทยจะมีอาวุธทัดเทียมอินโดจีนฝรั่งเศส แล้วจะชนะสงคราม

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 เวลา 08.00 น. เครื่องบินไทย 2 เครื่อง ขึ้นบินสกัดกั้นเครื่องบินของฝรั่งเศส 4 เครื่อง
เหนือน่านฟ้าจังหวัดอุดรธานี ปะทะกันได้ครู่หนึ่ง ฝรั่งเศสก็ถอนตัวกลับไป ในวันเดียวกัน และเวลาเดียวกันนี้เอง
ได้มีเครื่องบินแบบโมราน ซอนเยร์ ของฝรั่งเศสจำนวน 5 เครื่อง บินเข้ามาทิ้งระเบิดที่นครพนม

ฝ่ายไทย ได้ส่งเครื่องบิน บ.ข. 17 ฮอร์ค 3 จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องบิน บ.ต. 23 คอร์แซร์ 1 เครื่อง ขึ้นบินสกัดกั้น
เมื่อเครื่องบินของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าปะทะกัน เครื่องบินฝรั่งเศส 2 เครื่องดำดิ่งลงมาหาเครื่องบินของไทย เพื่อล่อให้แตกหมู่ออกมา
ส่งผลให้เครื่องของไทย 1 เครื่อง หลุดเดี่ยวออกไป เครื่องบินฝรั่งเศส อีก 3 เครื่อง จึงบินเข้ามารุมกินโต๊ะทันที

เป็นศึกรุม 3 ต่อ 1 แต่เสืออากาศไทย ควบคุมสติไว้มั่น พยายามล่อหลอกให้เครื่องบินฝรั่งเศส ที่มีสมรรถนะสูงกว่าไล่เกาะหลัง เมื่อยิงพลาดเป้า
เครื่องบินฝรั่งเศส ทั้ง 3 เครื่องจึงบินถลำหน้าไปแล้วตกเป็นเป้าเสียเอง เลยถูกไทยยิงใส่จนควันโขมง เครื่องบินไทยอีกลำหนึ่งได้เข้าช่วยแก้สถานการณ์
ชุลมุนกันอยู่พักใหญ่ เครื่องของฝรั่งเศส ก็โกยแน่บบินหนีไป

รวมเวลารบกันทั้งสิ้น 17 นาที ต่อมา เครื่องบินของฝรั่งเศส ที่ถูกไทยยิง ได้ไปตก 1 เครื่องในเขตอินโดจีน
ส่วนเครื่องบินฝ่ายไทยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของกองทัพอากาศไทยในครั้งนั้น
ที่หักหน้าอินโดจีนฝรั่งเศสได้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2483 มีเครื่องบินฝรั่งเศส เข้ามาบินตรวจการณ์เหนือเมืองนครพนม ไทยเราจึงส่งเครื่องบิน ฮอว์ก – 3
ขึ้นขับไล่จนฝรั่งเศสต้องบินหางจุกตูดหนีออกไปอีก พอวันต่อมา ฝรั่งเศส ก็มาบินตรวจการณ์เหนือบ้านศรีเชียงใหม่ และอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
อีก ไทยจึงส่งเครื่องบินคอร์แซ บุกไปทิ้งระเบิดทำลายหน่วยที่ตั้งทางทหารของฝรั่งเศส ที่เมืองท่าแขก
ผลก็คือ หน่วยทหารแห่งนั้น โดนถล่มยับเยินไม่มีชิ้นดี



วันที่ 1 ธันวาคม 2483 เกิดการปะทะกันกลางอากาศเหนือน่านฟ้านครพนม ระหว่างเครื่องบินของไทย 1 เครื่องกับเครื่องบินฝรั่งเศส 2 เครื่อง
ปะทะกันอยู่ราว 10 นาที เครื่องบินฝรั่งเศสจึงโกยอ้าวถอยหนีไปอีก และไม่ปรากฏความเสียหายทั้งสองฝ่าย

ในวันเดียวกันนั้น เวลา 08.30 น. ฝั่งชายทะเลตะวันออก นาวิกโยธินฝรั่งเศส แอบยกพลมาทางเรือพยายามจะขึ้นบกที่ฝั่งทะเลจังหวัดตราด
เมื่อไทยเราทราบ กองบินจังหวัดจันทบุรี จึงส่งเครื่องบินขับไล่ เข้าถล่มกองเรือนาวิกโยธินฝรั่งเศส ทำให้ไม่สามารถยกพลขึ้นบกได้
และโกยแน่บถอยกลับไปทางเกาะกง เขมร

วันที่ 8 ธันวาคม 2483 เพื่อตอบแทนคุณงามความดีอินโดจีนฝรั่งเศส ไทยได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด คอร์แซร์ ขึ้นบินจากฐานบินอุดรธานี
ไปโจมตีที่ตั้งทางทหารของฝรั่งเศสที่เวียงจันทน์ ผลปรากฏว่าฐานที่มั่นฝรั่งเศสเสียหายยับเยิน แต่เครื่องบินทิ้งระเบิดของไทย
ก็ถูกปืนต่อสู้อากาศยานยิงอย่างหนักหน่วง ถูกกระสุนถึง 20 แผล แต่ก็ยังสามารถประคองเครื่องกลับมาถึงฐานบินไทยได้สำเร็จ นักบินทั้ง 2 นายปลอดภัย

วันนั้นเอง ญี่ปุ่น ก็ยกพลขึ้นบกสู่ประเทศไทย เข้ามาทางอ่าวไทย จึงได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทย และทหารญี่ปุ่น
ตลอดแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย นักบินของไทย จึงนำเครื่อง ฮอร์ค 3 จำนวน 3 เครื่อง บินขึ้นจากสนามบินวัฒนานคร เ
ข้าห้ำหั่นต่อสู้กับเครื่องบินแบบนากาจิมา กิ -27 (โอตะ) ของญี่ปุ่น 20 เครื่อง

ซึ่งไทยเราเสียเปรียบทั้งทางด้านความเร็ว สมรรถนะ และจำนวนเครื่อง ทำให้ไทยถูกเครื่องบินญี่ปุ่นยิงตกจนหมด นักบินเสียชีวิต
ไทยประกาศหยุดยิง และยอมให้ญี่ปุ่น เดินทัพผ่านประเทศไทย ซึ่งต่อมาไทยเราก็ได้เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายญี่ปุ่นในที่สุด

วันรุ่งขึ้น ฝรั่งเศส เสียหน้าจัด จึงตอบโต้โดยการเข้ามาทิ้งระเบิดที่อุดรธานี เครื่องบินขับไล่ของไทยจึงบินขึ้นสกัดกั้น
แต่คราวนี้เครื่องบินไทยถูกยิงตกและนักบินเสียชีวิต ในระหว่างนี้เครื่องบินทยอีกลำ มีการรบกันกลางอากาศในรูปแบบตัวต่อตัวกับฝรั่งเศส
ผลปรากฏว่านักบินฝรั่งเศส ถูกยิงตายและเครื่องบินตกลงสู่พื้นดิน



วันที่ 10 ธันวาคม 2483 ไทยส่งเครื่องบินคอร์แซร์ไปทิ้งบอมบ์ฝรั่งเศสที่เวียงจันทน์ใหม่อีกครั้ง เครื่องของไทยได้ถูกปืนต่อสู้อากาศยานของฝรั่งเศส
ยิงโดนเข้าที่ถังน้ำมัน จนไฟลุกไหม้ นักบิน ถูกกระสุนเข้าที่เข่า และถูกไฟลวก แต่ก็ยังพยายามประคองเครื่องบินคู่ชีพเข้ามายังฝั่งไทย
และกระโดดร่มลงมา ส่วนพลปืน ตกลงพร้อมกับเครื่องเสียชีวิต ต่อมานักบินบาดเจ็บสาหัสและได้เสียชีวิตไป




 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม


คุณครู.คอม ขอแสดงเจตนาว่าทุกข้อความใน เว็บไซต์นี้ให้คัดลอกได้
ไม่จำกัด เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อการศึกษาเท่านั้น . .

email  kunkroo@gmail.com


kkwebv56   Copyright©2017 kunkroo.com
Development from SMEweb 1.5f By คุณครู.คอม