คุณครู.คอม
.









Online: 18 user(s)

สถิติเริ่มต้น 3 กุมภาพันธ์ 2541

click analytics

.



ตรวจสอบแทรคไปรษณีย์ไทย

domain register Admin Only

ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบไอพี(IP check for locate)

..
     


  หน้าแรก  :  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม
หมวด: บทความ
จากบั้งไฟพญานาค ถึง พญานาค
03-01-2013 เข้าชมแล้ว: 4643

บทความ:

พอถึงวันขี้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของทุกปีจะมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศโดยเฉพาะชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้เดินทางมาที่จังหวัดหนองคายเป็นจำนวนมาก เพื่อจะมาดูลูกไฟประหลาด ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าบั้งไฟพญานาค ลักษณะเป็นลูกไฟเท่าไข่ไก่หรือเล็กกว่า พุ่งขึ้นมาจากใต้แม่น้ำโขงแล้วหายไปในบรรยากาศเหนือลำน้ำโขง เหตุการณ์ดังกล่าวได้แบ่งคนออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกเชื่อว่า เป็นผลงานของเหล่าพญานาคที่อาศัยอยู่ใต้แม่น้ำโขง จุดลูกไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จจากเทวโลกลงมามนุสสาโลก หลังจากที่จำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึง เพื่อเทศนาโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา ๓ เดือน พระองค์เสด็จกลับลงมาทางบันไดสวรรค์ ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร อันตั้งอยู่เหนือกรุงสาวัตถี ด้วยพุทธานุภาพบันดาลในการเสด็จคราวนั้นทำให้มนุษย์และเทวดาบรรดาสัตว์ที่อยู่ต่างภพทั้งหลาย ต่างก็มองเห็นกายของกันและกันปรากฏชัด เมื่อตกมาถึงกาลสมัยปัจจุบันแม้นไม่เห็นกายพญานาค แต่ก็เห็นการแสดงออกในความจงรักภักดี ดังนั้นเราจึงมองเห็นบั้งไฟพญานาคที่ได้แสดงสัญลักษณ์เป็นลูกไฟดังกล่าว กลุ่มที่สองไม่เชื่อว่าเป็นบั้งไฟพญานาค มันเป็นเพียงกฎของธรรมชาติที่เป็นวัฏฏจักรหมุนเวียนตลอดไป ซึ่งจะต้องใช้แนวทางของวิทยาศาสตร์พิสูจน์เท่านั้น กลุ่มที่สาม เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

บั้งไฟพญานาคคืออะไร เกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคเท่าที่ปรากฏมีอยู่ ๔ ทฤษฎี ที่สื่อต่าง ๆ กล่าวอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องนี้                                              

        ๑.ทฤษฎีมนัส
        ของนายแพทย์มนัส กนกศิลป์ เชื่อว่า บั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของก๊าซมีเทนระเบิด จากหลุมอินทรีย์วัตถุขนาดเล็ก ทับถมกันอยู่ในแอ่งแม่น้ำโขง เสนอภาพการทดลอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง จากการตรวจสอบพบว่าเป็นก๊าซมีเทนติดไฟได้

        ๒.ทฤษฎีมนตรี
       ของอาจารย์มนตรี บุญเสนอ นำเสนอข้อมูลทางธรณีวิทยา ศึกษาสภาพดินใต้แม่น้ำโขงสายหลักพบว่า เป็นหินดินดานหรือหินโคลน โอกาสที่จะเกิดก๊าซมีเทนจึงเป็นไปได้น้อยมาก

        ๓.ทฤษฎี ปืนส่องแสง ณ บ้านโดน
       ของสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี นำเสนอภาพของทหารลาวบ้านโดนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งลาว ยิงปืนพลุส่องแสงขึ้นบนท้องฟ้า ในขณะที่มีเสียงโห่ร้องตอบรับขึ้นมาจากนักท่องเที่ยว ที่เฝ้าดูจากฝั่งไทย เมื่อทุกคนได้ดูการนำเสนอภาพจากสถานีในครั้งนั้น ๖๐ เปอร์เซ็นเชื่อว่า บั้งไฟพญานาคเกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำขึ้นภาพที่เห็นคือการสัมภาษณ์ทหารลาวที่อ้างว่ายิงปืนอาก้าขึ้นท้องฟ้าในบริเวณแม่น้ำโขง แล้วมีเสียงโห่ร้องของคนไทยที่รอชมบั้งไฟพญานาคอยู่ฝั่งประเทศไทย พร้อมกับมีภาพไปนำเอาปืนกระบอกดังกล่าวที่บ้านพักออกมาโชว์    หลังจากนั้นอีก หนึ่งปี ทหารคนนั้นถูกทางการลาวจำคุก 12 ปี ("ไม่ทราบสาเหตุ) ไอทีวี โดนประชาชนทางจังหวัดหนองคายไม่ให้เข้าพื้นที่ เป็นข่าวดังในสมัยนั้น

        ๔.ทฤษฎีกระทรวงวิทย์
       ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่โดยมี ทีมเก็บข้อมูลประมาณ ๒๐ คน ในจุดที่สำคัญ ๙ จุด
        ๑.บ้านน้ำเป อำเภอรัตวาปี
        ๒.ปากห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย
        ๓.หนองสรวงอำเภอโพนพิสัย
        ๔.ปากห้วยงึมน้อย อำเภอโพนพิสัย
        ๕.ปากน้ำปากคาด อำเภอปากคาด
        ๖.ปากห้วยวัดอาฮง อำเภอบึงกาฬ
        ๗.ปากห้วยวังฮู อำเภอเมืองหนองคาย
        ๘.ห้วยเปลวเงือก อำเภอโพนพิสัย
        ๙.จุดอ้างอิงเหนือบ้านท่าม่วง อำเภอรัตนวาปี
         สรุปว่า ได้พบก๊าซมีเทนที่มีน้ำหนักเบา ติดไฟได้ง่ายเมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน แต่ไม่สามารถติดไฟได้เองต้องมีพลังอื่นมาช่วย และยังไม่สามารถ อธิบายของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เกิดบั้งไฟพญานาคได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมบั้งไฟพญานาคถึงเกิดขึ้นมากในวันออกพรรษา

ลักษณะการขึ้นของบั้งไฟพญานาค

             ๑.เป็นลูกไฟสีแดงอมชมพูมีขนาดเท่าไข่ไก่หรือเล็กกว่าพุ่งขึ้นมาจากใต้แม่น้ำโขง แล้วหายเข้าไปในบรรยากาศเหนือลำน้ำโขง โดยไม่โค้งกลับลงมาเหมือนกับหายเข้าไปอีกโลกหนึ่ง

             ๒.ความเร็วต้นจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า จะเห็นชัดเจนเมื่อลูกไฟพุ่งขึ้นมาเหนือระดับน้ำโขงประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร

             ๓.ลูกไฟจะไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีควัน ไม่มีสะก็ดย้อยตาม ลูกไฟขนาดเท่าเดิมในช่วงขณะที่อยู่ในอากาศแล้วหายวับไปเฉย ๆ

             ๔.การไต่ระดับความสูงจะใช้เวลาประมาณ ๕-๓๐ วินาทีต่อ ๕๐-๑๕๐ เมตร

ทำไมบั้งไฟพญานาคเกิดเฉพาะที่หนองคาย

         ในแนววิทยาศาสตร์มีคำตอบว่า แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตที่ราบสูงธิเบต ไหลผ่านประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม มีความยาวถึง ๔,๘๙๐ กิโลเมตร เป็นไปได้ที่จะพัดเอามวลสารต่างๆ ติดมาด้วย เช่น หิน ดิน แร่ธาตุ และในช่วงที่แม่น้ำโขงไหลผ่านพรมแดนไทย-ลาว ในส่วนของจังหวัดหนองคาย ตั้งแต่อำเภอสังคม ถึงอำเภอบึงกาฬ มีความยาวประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร น่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้

           ๑.ด้วยแม่น้ำโขงไหลมาเป็นระยะยาวไกล พอมาถึงช่วงโค้งจังหวัดหนองคาย เกิดการทับถมตะกอนแร่ธาตุต่าง ๆ พอหมักได้ที่ก็เกิดเป็นก๊าซดันพุ่ง ออกไปติดไฟในอากาศเหนือผิวแม่น้ำโขง

          ๒.เกิดปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างดวงจันทร์กับโลก โดยอ้างความจริง จากการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลก อิทธิพลของดวงจันทร์ ต่อปรากฏการณ์บนโลก อย่างบั้งไฟพญานาค ก็น่าจะมีส่วนเป็นไปได้ เพราะวันออกพรรษาเป็นวันเพ็ญดวงจันทร์เต็มดวง

          ในแนวศาสนาพุทธมีคำตอบว่า ประเทศไทยและประเทศลาว ส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะประเทศลาวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงมีพุทธโบราณสถานและพุทธโบราณวัตถุตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้งทางประเทศฝั่งไทยและฝั่งประเทศลาว  เช่น พระพุทธรูป พระธาตุ รอยพระพุทธบาท ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยและชาวลาวได้กราบไหว้บูชา เพราะเชื่อว่าพุทธสถานโบราณเหล่านี้ มีพญานาคปกป้องคุ้มครองอยู่ โดยเฉพาะนครเวียงจันทน์ซึ่งมีตำนานเล่าสืบทอดกันมาว่า เป็นเมืองพญานาคเป็นผู้สร้างหรือเนรมิตขึ้นมา ให้เจ้านครเวียงจันทน์ขึ้นครองและไม่มีใครมารุกรานได้ เพราะมีพญานาคช่วยปกป้องคุ้มครองดังเช่นเหตุการณ์ที่ข้าศึกยกทัพมาล้อมนครเวียงจันทน์ด้วยกำลังทหารอย่างมากมาย เหลือที่ทหารเวียงจันทน์จะรบสู้ได้ พญานาคที่ อาศัยอยู่ใต้ฐานพระธาตุหลวง ก็จะแปลงกายเป็นชายชาติทหารกรูกันออกมาช่วยทหารเวียงจันทน์รบกับข้าศึกอย่างห้าวหาญ ทำให้ข้าศึกเสียกำลังพลไปอย่างมากมายจนแตกพ่ายไปในที่สุด ต่อมาเจ้านครเวียงจันทน์ถูกล่อลวงจากศัตรู ให้ปิดรูพญานาคที่อยู่ใต้องค์พระธาตุหลวงนั้นเสีย ส่งผลให้พญานาคขึ้นมาช่วยเหลือไม่ได้เมื่อมีศัตรูมารุกราน จึงทำให้นครเวียงจันทน์ต้องผจญกับศึกสงครามและภัยพิบัติตลอดมา ดั่งเช่นสงครามไทยกับลาว ในการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ในรัชกาล  ที่ ๓ การสงครามครั้งนั้นนอกจากปรากบฏเจ้าอนุวงศ์แล้ว เหมือนกับสงครามแย่งพระพุทธรูปกันด้วย เมื่อไทยรบชนะลาวก็เที่ยวค้นหาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มารวมไว้ที่เจดีย์ปราบเวียงจันทน์ที่ค่ายพันพร้าว แต่พอทัพลาวบุกยึดคืนได้ก็รื้อเจดีย์เอารพระพุทธรูปเหล่านั้นคืนสู่นครเวียงจันทน์ พญานาคมีความจงรักภักดีและศรัทธาต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้มารวมตัวกันที่แม่น้ำโขงเพราะแม่น้ำโขงและนครเวียงจันทน์ หรือเมืองศรีสัตตนาคนหุต ซึงเป็นสถานที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้นมาและนอกจากนั้นแม่น้ำโขงยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทั้งสองฝั่งไทย-ลาว ที่นับถือพุทธศาสนา โดยมีพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คือ พระสุกได้ประดิษฐานอยู่ใต้แม่น้ำโขงบริเวณเวินพระสุก(เหนือบ้านน้ำเป) ซึ่งเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่เหล่าพญานาค จะต้องมาปกปักรักษาและบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ โดยยึดเอาเป็นองค์ประธาน ในการบำเพ็ญตบะในช่วงเข้าพรรษาตลอดเวลา ๓ เดือน โดยงดเว้นการเบียดเบียน ชีวิตสัตว์อื่นมุ่งบำเพ็ญสมาธิภาวนา เมื่อเข้าถึงฌานก็ได้ตบะอำนาจนำมาแสดงเป็นบั้งไฟพุ่งทะยานออกมาจากใต้แม่น้ำโขง เพื่อเป็นพุทธบูชา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก

คำปรารภเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค

เป็นข้อสงสัยที่เกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคที่ตั้งคำถามอยู่ภายในใจของนักท่องเที่ยว อยากให้ผู้รู้มาตอบชี้แจงแถลงไขให้หายข้องใจ

              ๑.การเกิดบั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการที่เที่ยงตรงแน่นอนทุกปี ในวันออกพรรษาของประเทศไทยและประเทศลาว ดุจว่าธรรมชาตินั้น มีการนัดวันเอาไว้
             ๒.ทฤษฎีการเกิดก๊าซ ที่ว่าเกิดจากซากพืชซากสัตว์ที่ตายทับถมอยู่ในแอ่งแม่น้ำโขงจนเกิดเป็นก๊าซจริง แต่คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซทั่วไปที่เราเห็น เช่นก๊าซหุงต้มมันจะกระจายไปทั่วไม่เกาะกันเป็นก้อนกลม แล้วลอยขึ้นบนอากาศ เหมือนบั้งไฟพญานาค
             ๓.แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากในเทศกาลออกพรรษากระแสน้ำจะเย็นและไหลแรงมาก ไม่ใช่น้ำอยู่นิ่ง ๆ ที่จะเกิดก๊าซขึ้นมาติดไฟได้ง่าย ๆ
              ๔.การจุดติดไฟจากใต้แม่น้ำโขง อาจมีผู้สามารถประดิษฐ์คิดค้นทำได้ แต่การทำเช่นนั้นทำเพื่ออะไร เมื่อกระบวนการจุดไฟให้ลุกขึ้นจากใต้น้ำ จนกระทั่งสามารถพุ่งออกมาเป็นรูปร่างกลมๆ แบบบั้งไฟพญานคต้องใช้ความร้อนอย่างมหาศาลถึงขนาด ๑,๐๐๐ องศาเซลเซียส จึงจะสามารถลุกเป็นลูกไฟ พุ่งขึ้นเหนือแม่น้ำโขงเฉกเช่นบั้งไฟพญานาคได้
             ๕.จากทฤษฎีของไอทีวี ว่าทหารลาวเอาอาก้าไปยิง ถ้าหากมีมนุษย์ถือปืนอาก้า ดำน้ำลงไปถึงก้นพื้นดินใต้แม่น้ำโขงแล้วยิงขึ้นมา       ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะก็ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากและใช้ลูกปืนหลายร้อยลูก ปืนหลายร้อยกระบอก ต้องกระจัดกระจายกันมุดน้ำลงไปยิงในแม่น้ำโขง ตั้งแต่อำเภอสังคมถึงอำเภอบึงกาฬระยะความยาวถึง ๒๒๐ กิโลเมตร

 โบราณสถานโบราณวัตถุสองฝั่งโขง

               ดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงและที่ราบลุ่มตามลำน้ำสายต่างๆ ที่ไหลลงสู่ แม่น้ำโขง ต่างมีร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองในอดีตเห็นได้จาก ซากปรักหักพัง ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่ทับถมกันอยู่มากมาย เหมือนหนึ่งกำลังรอการปฏิสังขรณ์จากพุทธศาสนิกชน ชาวพุทธในแถบนี้นิยมปฏิสังขรณ์ก่อนอื่นใดคือ พระพุทธรูป และโบสถ์ โดยเชื่อว่าศาสนโบราณสถานเหล่านี้มีพญานาคเป็นผู้ปกปักรักษาอยู่ ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาบูรณะและกราบไหว้ จะได้รับอิทธิฤทธิ์วิธีจากพญานาค ให้รอดพ้น จากภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น มาเข้าฝันบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดล่วงหน้า หรือนำโชคลาภมาให้

                 สองฝั่งแม่น้ำโขงมีศาสนโบราณ ที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น พระพุทธรูป เจดีย์ รอยพระบาท หลายองค์แต่จะขอยกมาเพียงบางส่วน ที่ผู้เขียนได้เห็นผู้คนไปสักการบูชามิได้ขาด
        ๑.หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
        ๒.หลวงพ่อองค์ตื้อ วัดศรีชมพู องค์ตื้อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
        ๓.หลวงพ่อพระเสี่ยง วัดมณีโคตร อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
        ๔.หลวงพ่อพระใหญ่วัดโพธาราม อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย
        ๕.พระธาตุหลวง กำแพงนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว
        ๖.พระบาทโพนฉัน แขวงบริคำไช ประเทศลาว

นาค หรือ พญานาค เป็นความเชื่อในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกชื่อต่าง ๆ กัน แต่มีลักษณะร่วมกัน คือ เป็นงูขนาดใหญ่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสู่จักรวาลอีกด้วย

ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะมาจากอินเดีย ด้วยมีปกรณัมหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ นาคถือเป็นปรปักษ์ของครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่

ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี 7 สี เหมือนสีของรุ้ง และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช (อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียรสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม

ตระกูลของนาคนาคเป็นเจ้าแห่งงู
แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะกายเป็นทิพย์ และก็จัดอยู่ฝ่ายสุคติภูมิ อยู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา นาคแบ่ง ออกเป็น 4 ตระกูลใหญ่ คือ

ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง
ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว
ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง
ตระกูลกัณหาโคตมะ พญานาคตระกูลสีดำ

พญานาคเกิดได้ทั้ง 4 แบบ คือ
1.แบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที
2.แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมม
3.แบบชลาพุชะ เกิดจากครรภ์
4.แบบอัณฑชะ เกิดจากฟองไข่
พญานาคชั้นสูงเกิดแบบโอปปาติกะ เป็นชนชั้นปกครอง ที่อยู่ของพญานาคมีตั้งแต่ในแม่น้ำ หนอง คลอง บึงต่างๆ ในอากาศ จนไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พวกพญานาคอยู่ในการปกครองของท้าววิรูปักษ์ ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก เหตุที่มาเกิดเป็นพญานาคเพราะทำบุญเจือด้วยราคะ

 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณสมบัติชาวฮินดูถือว่า นาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้

นาคมีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ มีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตใกล้กับคน สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น

นาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 จะต้องปรากฏรูปลักษณ์เป็นนาคเช่นเดิม คือ ขณะเกิด, ขณะลอกคราบ, ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับโดยไม่มีสติ และตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

นาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง, ตะขาบ, คางคก, มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน

นาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์

นาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วสมสู่กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร

สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลกจนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ[1]

 ความเชื่อเกี่ยวพันกับชีวิต น้ำและธรรมชาตินาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ จึงปรากฏความเชื่อเรื่องนาคที่เกี่ยวกับน้ำไว้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

ในตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช[[ไฟล์:

ที่ปราสาทพนมรุ้ง คูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณ ดังนั้น นาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่น การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริงๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น

แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์

 นาคให้น้ำ
โขนเรือ (หัวเรือ) อเนกชาติภุชงค์ ซึ่งทำเป็นรูปหัวพญานาคด้วยความที่นาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำ ดังนั้น คำเสี่ยงทายในแต่ละปีที่จะทำนายถึงปริมาณของน้ำและฝนที่จะตกในแต่ละปีเพื่อใช้ในการเกษตร จึงเรียกว่า "นาคให้น้ำ" จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา ซึ่งคำทำนายเรื่องนาคให้น้ำนี้ จะปรากฏเห็นได้ชัดที่สุด คือ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันพืชมงคลของแต่ละปี

 ในประติมากรรมไทยในประติมากรรมไทย มักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ซึ่งเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค

อีกทั้งยังเป็นโขนเรือ (หัวเรือ) ในขบวนเรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในพระราชพิธีอีกด้วย อันได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

 
พระพุทธรูปปางนาคปรก พญานาคกับตำนานในพระพุทธศาสนาเมื่อ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อมุจลินทร์ เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นชายหนุ่มยืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

   

ความเชื่อดังกล่าวทำให้เป็นที่มาของการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา

พญานาค เป็นสะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โลกศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อที่ว่า พญานาค กับ รุ้ง เป็นอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง

นาคสะดุ้ง ซึ่งเป็นประติมากรรมที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้

ตุง ในวัฒนธรรมของล้านนาและพม่า ก็เชื่อกันว่าคลี่คลายมาจากพญานาค และหมายถึงบันไดสู่สวรรค์

ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือว่า นาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู่วิษณุโลก เช่น ปราสาทนครวัด จึงทำเป็น พญานาคราช ที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หรือบั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทำเป็นลวดลาย และเป็นรูปพญานาค พญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลงมา

ในสมัยพระพุทธเจ้า มีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวัน หลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน

ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่นๆ บวชอีกเป็นอันขาด และก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อันตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า" และจึงเรียกการบวชนี้ว่า "บวชนาค"

 ความเชื่อในดินแดนต่าง ๆ ของไทยในประเทศไทย ดินแดนที่มีความเชื่อเรื่องของนาคมักจะเป็นภาคที่ติดกับแม่น้ำโขง คือ ภาคเหนือ และ ภาคอีสาน หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ประติมากรรมเศียรพญานาคพ่นน้ำที่ริมทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา ภาคเหนือมีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอยู่เช่นกัน ดังในตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของทางภาคเหนือเอง “เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมืองเป็นเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมายกทัพปราบเมืองอื่นได้และรวมดินแดนเข้าด้วยกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนคร ต้นวงศ์ของพญามังรายผู้ก่อกำเนิดอาณาจักรล้านนานั่นเอง”

พระยานาค อารักขาพระธาตุพนม 

เรื่อง "พญานาคราชเข้าประทับทรงนี้เกิดขึ้นในยุคที่พระเดชพระคุณท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส ปธ. ๖ , น.ธ.เอก ) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (พ.ศ.๒๔๘๐-๒๔๕๓ ) พระเดชพระคุณองค์นี้ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไปมักเรียกท่านว่า “ ท่านพ่อ” ซึ่งเป็นคำยกย่องของศิษยานุศิษย์และประชาชนบ้านได้ถวายนามนี้ให้กับท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร ท่านเกิดเมื่อปี ๒๔๕๐ บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ มีนามเดิมว่าแก้ว อุทุมมาลา มีชาติภูมิใกล้ๆ กับพระธาตุพนมนี้เองศึกษาทางธรรมได้เปรียญ ๖ ประโยค ได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านเป็นผู้มีความรู้ และชอบค้นคว้าวิชาโบราณคดี ประวัติศาสตร์จนได้รับขนานนามว่า นักปราชญ์แห่งลุ่มน้ำโขง ท่านได้ทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมารมหาวิหารและให้เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและได้ส่งพระภิกษุ สามเณรและแม่ชีไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากหลายสำนัก ได้ฝึกพระภิกษุสามเณรในวัดอยู่เสมอ ๆ

ในเรื่องการนั่งประทับทรงเกี่ยวกับพญานาคนี้ ท่านพ่อเคยกล่าวว่า “ ฉันเป็นคนชอบค้นคว้า และพิสูจน์เรื่องลึกลับต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่เรื่องพญานาคทั้งเจ็ดองค์เข้าทรงที่วัดนี้นะ เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากอยู่ทีเดียว ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล” สำหรับเรื่องพญานาคนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ท่านพ่อฯ ได้ตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นได้ ๑ ปี เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณตี ๒ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ พ.ศ. ๒๕๐๐ คืนนั้นฝนตกหนักครึ่งชั่วโมง แล้วตกพรำ ๆ มาอีกกว่า ๒๐ นาที ขณะที่ฝนตกฟ้าร้องดังสนั่นแผ่นดินสะเทือน นายไกฮวด ชาวธาตุพนมได้ออกมารองน้ำฝนที่หน้าร้านของตน เห็นแสงประหลาดเป็นลำงามโตเท่าลำต้นตาลขนาดใหญ่มีสีต่าง ๆ กันถึงเจ็ดสี พุ่งแหวกอากาศแข่งกันเป็นลำยาวหลายเส้น จากทางด้านทิศเหนือ มองเห็นได้แต่ไกล จึงได้ร้องเอะอะเรียกภรรยามาดูแสงสีงามประหลาด หน้าสะพรึงกลัวขนหัวลุกนั่น พอมาถึงหน้าซุ้มประตูแสงนั้นก็หายเข้าไปในองค์พระธาตุพนม โดยที่ไม่ได้ตาฝาดไปเอง ต่อมาอีกสองวัน คือวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือนเดียวกัน ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร ได้ให้สามเณรทรัพย์ นั่งทางในตรวจดูเหตุการณ์ว่า แสงประหลาดเจ็ดสีเท่าลำต้นตาล ที่นายไกฮวดเห็นเข้ามาในวัดนี้มีความจริงเท็จแค่ไหน สามเณรทรัพย์เจ้าฌานสมาธิอยู่คู่หนึ่ง ก็เข้าไปพบพญานาคราชทั้งเจ็ดเรียงกันเป็นแถวอยู่บริเวณลานพระธาตุพนม ลำตัวโตใหญ่เท่าลำต้นตาล มีหงอนแดงน่าสะพรึงกลัวสยองพองหัวเหลือที่จะกล่าว สามเณรทรัพย์ยืนงงงันอยู่ด้วยความประหลาดใจ พลันประเดี๋ยวเดียวพญานาคทั้ง ๗ ได้กลับกลายเป็นมาณพ ๗ ชาย ทรงเครื่องขาวเรียงกันเป็นแถวอยู่ที่เดิม จะว่าก้มมิใช่ ยืนก็มิใช่ อากัปกิริยาอยู่ระหว่างยืนกับก้ม สามเณรทรัพย์สนเท่ห์ใจงงจนพูดอะไรไม่ออก ทันใดมาณพผู้เป็นหัวหน้าได้ร้องถามว่า พ่อเณรมีธุระอะไร อย่ากลัวจงบอกมา สามเณรยืนงงอยู่มิได้ตอบว่ากะไร ตั้งใจจะกลับกุฏิ พญานาคผู้เป็นหัวหน้าได้พูดขึ้นอีกว่า “ พ่อเณรจะกลับแล้วหรือยัง ขอไปด้วย จะไปสนทนากับท่านเจ้าคุณ” พอขาดคำก็เข้าประทับร่างสามเณรทรัพย์ ทันทีด้วยจิตอำนาจที่เหนือกว่า สามเณรทรัพย์พลันหมดความรู้สึกวูบไปทันที สักครู่ก็หันมายกมือไหว้ ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร พร้อมกับพูดว่า “ สวัสดีท่านเจ้าคุณ หม่อมฉันมาสองคืนแล้วมิรู้หรือ” ท่านพ่อฯ รู้สึกแปลกใจและสงสัยจึงถามว่า “ ท่านเป็นใคร ? มาจากไหน ? เสียงประทับทรงตอบว่า “ พวกหม่อมฉันเป็นพญานาคราช มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย มีนามตามลำดับเป็นมงคลตามอริยทรัพย์อันประเสริฐ คือ ๑. พญาสัทโทนาคราชเจ้า เป็นประธาน ๒. พญาศีลวุฒินาโค ๓. พญาหิริวุฒนาดโค ๔. พญาโอตตัปปะวุฒนาโค ๕. พญาสัจจะวุฒินาโค ๖. พญาจาคะวุฒนาโค ๗. พญาปัญญาเตชะวุฒนาโค
หม่อมฉันทั้งเจ็ดได้รับบัญชาจากพระอินทราธิราชเจ้าให้มารักษาพระอุรังคธาตุ พวกเทพยดาที่รักษาองค์พระธาตุอยู่ก่อนนิสัยไม่ดีอาศัยกินสินบนและเครื่องเซ่นสรวงของชาวบ้าน พวกหม่อมฉันไม่ต้องการอามิสสินจ้างรางวัลของเซ่นสรวงใดๆ ทั้งนั้นขอแต่น้ำบูชาถวายเดียวก็พอใจแล้วจะอยู่รักษาองค์พระธาตุไปจนกว่าจะหมดสิ้นศาสนาพระสมณโคดม”
ท่านพ่อฯ ได้ซักถามเรื่องราวต่าง ๆ อีกหลายประการ แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อแต่อย่างใด ต่อมาพญานาคก็เข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เรื่อย ๆ เป็นต้นว่า แสดงธรรมสั่งสอนเมื่อทางวัดมีเรื่องเดือดร้อนก็บอกได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ และแนะแนวทางแก้ไข ท่านพ่อฯ เริ่มเอาใจใส่อยากจะพิสูจน์หเห็นแจ้งจึงได้ให้พระวิปัสสนาธุระในวัดนั่งทางในตรวจสอบด้วย “ ตาญาณ” ในขณะที่พญานาคเข้าประทับทรงร่างของสามเณรทรัพย์ ครั้นแล้วก็ได้พบมาณพรูปงามแต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายเจ้าฟ้ามหากษัตรย์จำนวน ๗ องค์ ปรากฏร่างทิพย์ มีรัศมีกายสีสันสวยงามต่าง ๆ กันเช่น สีน้ำเงิน สีเขียวนิล สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีชมพู สีแสด และสีขาว องค์ที่กำลังเข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เป็นสง่าหาได้แทรกซ้อนอยู่ในร่างคนทรงแต่อย่างใดไม่
พระวิปัสสนาผู้มีตาฌาณ หรือทิพยจักษุรู้สึกประหลาดใจ ได้ไต่ถามทักทายทางในโดยไม่ผ่านทางร่างของสามเณรทรัพย์ “ ท่านทั้งเจ็ดองค์เป็นใคร ? มาจากไหน ? มีนามว่าอะไร ?
ร่างทิพย์ที่มีกายสีน้ำเงินตอบไพเราะเปี่ยมเมตตาว่า “ หม่อมฉันมีนามว่าพญาสัทโทนาคราชเจ้า เป็นหัวหน้า หรือประธานหมู่คณะ องค์ถัดไปที่มีสีเขียวนิลคือพญาศีลวุฒินาโค องค์สีเขียวอ่อนคือพญาหิริวุฒินาโค องค์สีเหลืองคือพญาโอตตัปปะวุฒินาโค องค์สีชมพูคือพญาพาหุสัจจะวุฒินาโค องค์สีแสดคือพญาจาคะวุฒินาโค องค์สีขาวคือพญาปัญญาเตชะวุฒินาโค มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย พระอินทราธิราชเจ้าบนสวรรค์ทรงมีบัญชาให้มาเฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมด้วยว่าพวกเทพยดาที่เคยรักษาที่นี่อยู่ก่อนมีนิสัยไม่ดี อาศัยแต่อามิสของชาวบ้าน เครื่องเซ่นสรวง หมูเห็ดเป็ดไก่ เหล้ายาปลาปิ้ง เป็นที่อับอายขายหน้าแก่คนต่างศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาหมอง หม่อมฉันจึงได้ ขับไล่พวกเทพยดาชั่วช้าเหล่านั้นให้หนีไปแล้วเข้ารักษาองค์พระธาตุพนม”
พระวิปัสสนาธุระผู้มีทิพยจักษุพอใจในคำตอบมากจึงออกจากฌาณสมาธิ แล้วคลานเข้ามากระซิบที่หูท่านพ่อฯ แล้วบอกว่าลองสอบถามสามเณรทรัพย์ดัง ๆ เพื่อให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ในหมู่ผู้เข้าสังเกตการณ์ในวันนั้นจำนวนมากว่า “ ท่านเป็นใคร? ” มาจากไหน ? มีนามว่าอะไร ?”
ปรากฏว่าสามเณรทรัพย์ที่ถูกประทับทรงตอบได้ถูกต้องตรงกันกับที่พระวิปัสสนาจารย์ได้ไต่ถามทางตาในหรือทิพยจักษุ ทุกประการ เป็นที่น่าพอใจของท่านพ่อฯ มาก และเริ่มจะเชื่อมาบ้างแล้ว จึงได้สอบถามต่อไปอีกว่า
“ พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้ามาปรากฏในที่นี้เหตุไฉนจึงแปลงร่างเป็นเทพบุตรมา จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเป็นพญานาคราชจริง”
ร่างสามเณรที่ประทับทรงหัวเราะน้อย ๆ ก่อนตอบอย่างไพเราะว่า
“ ที่ไม่ปรากฏกายเป็นพญานาคมาก็เปรียบเสมือนคนเราได้เห็นผ้าขาดย่อมจะไม่สวยงามตา อันว่าสภาพร่างกายของพญานาคนั้น ย่อมจะเป็นที่น่าสะพรึงกลัวไม่งามตาสำหรับมนุษย์มิใช่หรือท่านเจ้าคุณ” ท่านพ่อฯ พอใจในคำตอบอันคมคายนี้ แล้วได้ถามต่อไปว่า
“ พระองค์เฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมนี้ เฝ้าอย่างไร?”
พญานาคราชตอบว่า
“ หม่อมฉันพญาสัทโทนาคราชเจ้า รักษาองค์พระธาตุพนมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พญาศีลวุฒินาโคและพญาหิริวุฒินาโค รักษาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ พญาโอตตัปปะวุฒินาโคและพญาพาหุสัจจะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ พญาจาคะวุฒินาโคและพญาปัญญาเตชะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ”
“ "พระองค์ทรงอยู่กินหลับนอนอย่างไร” ท่านพ่อถามต่ออีก
“ พวกหม่อมฉันมีทิพยวิมานอยู่ใต้องค์พระธาตุนี้เอง จะเรียกว่าอยู่ใต้บาดาลก็ได้เป็นทิพยวิมานที่สวยงามมาก มีสระน้ำ มีสวนดอกไม้ มีภูเขาเงิน ภูเขาทอง ว่าง ๆ นิมนต์ท่านเจ้าคุณลงไปชะมดูก็ได้ ผู้ใกสมาธิทางสมถวิปัสสนาได้สมาธิแก่กล้าดับพละได้แม้เพียงห้านาทีก็สามารถจะเห็นพวกหม่อมฉันได้ทางฌาณ ท่านเจ้าคุณก็ดับพละได้มิใช่หรือ ?” ร่างทรงสามเณรตอบ
ท่านพ่อ ถามต่อไปอีกว่า
“ พระองค์จะให้หม่อมฉันเข้าใจว่า ที่พระธาตุพนมนี้เป็นสวรรค์ชั้นฟ้าชั้นจาตุมหาราชิกากระนั้นหรือ”
“ ถูกต้องแล้ว เมื่อสร้างองค์พระธาตุพนมเสร็จพญาทั้ง ๕ นครผู้สร้างได้กลับบ้านกลับเมืองและพระมหากัสสปะเถระเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งห้าร้อยองค์ ได้เสด็จกลับชมพูทวีปด้วยอธิษฐานจิตวิญญาณแล้ว พระอินทราธิราชเจ้า ได้ทรงแต่งตั้งให้เทวดามีชื่อเป็นหัวหน้าพากันอยู่ปกปักรักษาองค์พระธาตุพนมพร้อมบริวารจำนวนสี่พันหกพระองค์ และมเหศักดิ์หลักเมืองอีกสามพระองค์ เมื่อที่ไหนมีเทพยดามาสิงสถิตอยู่ ที่นั่นจะต้องมีสวรรค์วิมานสำหรับให้เทพยดาอยู่เป็นธรรมดา เมื่อพวกหม่อมฉันมาถึงที่นี่เพื่อรับหน้าที่แทน ได้ขับเทพยาดาเหล่านั้นไปหมดแล้ว สภาวะทิพย์หรือประสาทวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าของพวกเทพยดาก็สลายไปโดยอัตโนมัติ คือ ว่าสภาวะทิพย์ของเทพยดาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นด้วยบุพฤทธิ์ ไม่ใช่มีขึ้นอยู่ก่อนแล้ว อย่างพวกหม่อมฉันนี้ พอมาถึงที่นี่สภาวะทิพย์ด้วยบุพฤทธิ์ก็เนรมิตทิพย์วิมานใต้บาดาลอยู่ภายใต้องค์พระธาตุพนมให้เลยทีเดียว”
พญาสัทโทนาคราชเจ้า ทรงให้อรรถาธิบายผ่านร่างทรง ท่านพ่อฯ พอใจมากจึงถามต่อไปอีกว่า
“ พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้าอยู่ในบาดาลหรือใต้ดินนี้หายใจได้อย่างไร?”
“ ทารกในครรภ์มารดาหายใจได้ ตัวด้วงในไม้หายใจได้ ไส้เดือนในดินหายใจได้อย่างไร หม่อมฉันก็หายใจได้อย่างนั้นดุจเดียวกัน” ร่างทรงตอบ ท่านพ่อถามต่อไปว่า “ สามเณรทรัพย์ผู้นี้มีศีลบริสุทธิ์ มีฌาณสมาธิแก่กล้า ขณะเข้าฌานตรวจสอบในวันแรก ได้พบพระองค์ที่ลานพระธาตุนั้น เหตุไฉนพระองค์จึงเข้าประทับทรงร่างสามเณรผู้กำลังอยู่ในฌาณได้ หม่อมฉันสงสัย”
“ ผู้มีฌานแก่กล้า มีศีลบริสุทธิ์อย่างสามเณรน้อยรูปนี้ วิญญาณผีปิศาจเข้าสิงเข้าทรงไม่ได้หรอก แต่สำหรับวิญญาณชั้นสูงคือ เทพพรหมแล้วละก็ สามารถจะเข้าประทับทรงได้ด้วยสาเหตุสองประการ คือ หนึ่งเข้าเพราะมีกรรมเก่าพัวพันมาก่อนในอดีตชาติ สองเข้าเพื่อเจตนาจะมาสร้างกุศลผลบุญ ทำความดีไว้ในโลกมนุษย์ หม่อมฉันเข้าประทับทรงสามเณรน้อยรูปนี้ก็ด้วยเหตุประการหลัง คือ ต้องการติดต่อกับท่านเจ้าคุณ เพื่อแจ้งประสงค์ให้ทราบว่า พวกหม่อมฉันทั้ง ๗ นี้ นอกจากจะมีหน้าที่รักษาองค์พระธาตุพนม

 

หลวงปู่ชอบกับพญานาค

 

     หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นศิษย์รูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ... มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชอบได้ธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์มั่น ท่านเล่าไว้ว่า

     “เราตามท่านพระอาจารย์มั่นไปปักกลดอยู่ริมบึงน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ในเขตป่าดงดิบ เราเดินสำรวจรอบๆ ปากบึง ได้พบความผิดปกติอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะปกติแล้ว น้ำในบึงย่อมเป็นที่พึ่งพาอาศัยของเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลาย เมื่อมีสัตว์มากินน้ำแล้ว ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้ แต่ที่นี่ ทำไมไม่ปรากฏรอยเท้าสัตว์เลย...

     เราจึงได้กำหนดจิตตรวจดู ก็ทราบว่า พญานาคไร้คุณธรรมตนหนึ่ง ได้พ่นพิษครอบคลุมน้ำในบึงเอาไว้ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ หากกินน้ำในบึงนี้แล้ว ย่อมถึงความสิ้นชีวิต ด้วยพิษอันร้ายกาจนั้น เราจึงเข้าไปบอกพระธุดงค์รูปอื่นๆ อย่าแตะต้องน้ำในบึงนี้ และได้ไปเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบ... ท่านอาจารย์ก็บอกว่า “เธอพูดถูกต้องแล้ว ขอให้งดให้น้ำก่อน เราจะไปติดต่อกับพญานาคเอง”

     ต่อมาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์เรียกเราไปบอกว่า "เธอไปบอกให้พระรูปอื่นใช้น้ำในบึงได้แล้ว” ซึ่งเราได้ทราบภายหลังว่า ท่านอาจารย์ได้ทรมานพญานาคจนหมดทิฐิ แล้วบอกว่า “ท่านใยจึงพ่นพิษลงมา หมายจะสังหารพระสงฆ์ผู้ทรงศีล มิรู้หรือว่าเป็นกรรมหนักถึงตกนรกอเวจี ท่านจงรีบไปถอนพิษออกเสียเถิด”

     พระยานาคจึงไปถอนพิษออกจนหมดสิ้น ... ต่อมาพญานาคนั้น ได้ชวนพวกพ้องบริวารมาฟังธรรมจากท่านอาจารย์ และถวายอารักขาแก่คณะพระธุดงค์ จนย้ายไปที่อื่น



     หลวงปู่ชอบ เมื่อคราวท่านนำหมู่คณะพระสงฆ์ธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว แล้วปักกลดอยู่ใกล้หมู่บ้านลาว ไม่ไกลจากแม่น้ำโขง ...หลังจากท่านฉันภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านได้นำบาตรขอท่านไปล้าง และเทเศษอาหารลงไปในน้ำโขง

     ณ ขณะนั้น ท่านก็ได้ยินเสียง ตลิ่งพังครืนๆ พร้อมกับชาวบ้านที่อยู่ริมตลิ่ง วิ่งหน้าตื่นตกใจหนีมาหาท่าน.. ท่านกำหนดจิตตรวจดูก็รู้ทั่วทั้งหมด... พอชาวบ้านวิ่งมาถึง ก็เล่าให้ท่านฟังว่า

“น้ำในแม่น้ำโขงที่ใสๆ  อยู่ๆ ก็ขุ่นคลั่ก เหมือนมีอะไรมากวนน้ำจนน้ำเป็นน้ำวนใหญ่รุ่นแรง แรงหมุน ทำให้คลื่นน้ำมากระทบตลิ่ง จนตลิ่งพังทลายลง ถ้าวิ่งหนีไม่ทัน มีหวังจมลงไปในน้ำวนแน่ๆ”

     หลวงปู่ทราบแล้วว่า พญานาคในลำน้ำโขง มีความโกรธที่คนเหล่านั้นเอาน้ำพริก น้ำปลาร้าไปถูกตัวเขาซึ่งอยู่แถวนั้นพอดี เขาจึงใช้ลำตัวฟาดไปมาด้วยแรงฤทธิ์ ทำเอาน้ำวนและตลิ่งพัง.. หลวงปู่ชอบจึงบอกชาวบ้านว่า

“อย่าเอาน้ำพริกน้ำปลาร้า เศษกับข้าว ไปเทลงในน้ำอีกเด็ดขาด”


     ต่อมา มีพระรูปหนึ่งถือดี ไม่เชื่อฟังหลวงปู่ชอบ... วันหนึ่งแอบเอาเศษน้ำล้างบาตร ไปเทลงในแม่น้ำ ก็เกิดเหตุอาเพท น้ำหมุนวน ตลิ่งพัง จนต้องรีบวิ่งหนี แทบเอาชีวิตไม่รอด... หลังจากนั้น ทุกคน จงยอมเชื่อฟังแต่โดยดี

     เมื่อเข้าพรรษา หลวงปู่ชอบ ได้จำพรรษาอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ไม่ไกลแม่น้ำโขงนัก... คืนหนึ่งพญานาคตนนั้น ได้ขึ้นมาถวายความเคารพหลวงปู่ ที่ได้ห้ามคนไม่ให้ทิ้งเศษอาหารลงแม่น้ำ ทำให้น้ำสะอาด อยู่สบาย. นาคตนนั้น ส่วนหัวมานมัสการที่ปากถ้ำ ส่วนหาง ยังอยู่ที่ฝั่งน้ำโขงซึ่งห่างกันไกลเป็นกิโลเลยทีเดียว...

     หลวงปู่ชอบเล่าว่า

“เราพบว่า เขาสร้างกรรมไว้โดยไม่ตั้งใจ คือ เมื่อชาติก่อน เขาเป็นชายหนุ่มผู้มั่นในศีล๕ แต่วันหนึ่ง ถือวิสาสะว่าคุ้นเคย ได้ถือมีดของพระสงฆ์ไปใช้เป็นของส่วนตัว ด้วยกรรมนี้ เมื่อตายไป จึงมาเกิดเป็นพญานาค แม้แสดงฤทธิ์ได้ แต่อับวาสนาไม่ได้เป็นคน...”


 พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น
พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม
.พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน
พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์
พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ
              จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี

 พญานาคคืออะไร

          พญานาค คือสัตว์ที่เป็นนามสมมุติหรือสัญลักษณ์ สร้างจากจิตนาการที่เข้ามามีบทบาทในบางช่วงกับการสอนศาสนาของพระพุทธเจ้า พญานาคไม่มีตัวตนจริง มองไม่เห็น ไม่สามารถสัมผัสแตะต้องทางกายภาพได้ ไม่มีสาระบบในทางชีววิทยา

       ศาสนาพุทธ  พญานาค คืองูขนาดใหญ่มีหงอน มีพิษ มีอิทธิฤทธิ์อย่างมากมาย อยู่ในสภาวะระหว่างเทพและสัตว์เดรัจฉานที่อยู่อาศัยเป็นทิพย์ ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะอาศัยอยู่คนละภพภูมิกับมนุษย์โดยมีมิติต่างระดับทับซ้อนกันอยู่ ผู้ที่มองเห็นพญานาคได้ต้องเป็นผู้ฝึกฝนจิตจนบรรลุชั้นที่จะมองเห็นด้วยตาข้างใน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวดองเป็นทายาท เป็นอดีตคู่รักกับพญานาคเมื่อภพที่ผ่านมาแล้วจึงจะสามารถมองเห็น พญานาคได้ เท่าที่บันทึกไว้คนที่เห็นพญานาคล้วนแต่เป็นอริยะสงฆ์ ถ้าเป็นสามัญชนยังไม่ชัดเจน อริยะสงฆ์ที่มองเห็นพญานาคมีดังนี
        ๑.พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เห็นที่ถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๑
        ๒.หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เห็นพญานาคที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเมื่อครั้งไปวิเวกที่ประเทศลาวและเห็นพญานาคชื่อเทพนาคาบนภูเขาสูงใกล้กับดอยแม้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม
        ๓.หลวงปู่หลุย จันทสาโร เห็นพญานาคที่ถ้ำ ภูบักเบิด จังหวัดเลย เมือปี พ.ศ.๒๔๙๙ และถ้ำแจ้งยาว เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙
        ๔.หลวงปู่สิม พุทธาจาโร เห็นพญานาคที่ถ้ำผาป่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐
        ๕.หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี เห็นพญานาคที่ถ้ำมืด เขตอำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี

พญานาคอาศัยอยู่ที่ไหน

       ในแนววิทยาศาสตร์ ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เพราะคำว่าพญานาค ไม่มีในสาระบบของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโลกปัจจุบัน

       ในแนวศาสนาพุทธ พญานาคอาศัยอยู่ในภพหรือภูมิหนึ่งที่อยู่ใต้บาดาลลึกลงไปในดินประมาณ ๑ โยชน์มีปราสาทราชวังถึง ๗ ชั้น จะปรากฏกายอยู่ในภพภูมิของตนเอง ไม่สามารถดำรงตนอยู่บนโลกมนุษย์อย่างถาวรได้  แต่ก็สามารถติดต่อสัมพันธ์และสร้างความรักกับมนุษย์ได้ โดยปกติพญานาคถ้าจะปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์ในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง บนภูเขาหรือป่าดงดิบในน้ำในถ้ำจะเป็นในช่วงเวลาระยะสั่น ๆ นอกจากว่าเคยมีความสัมพันธ์กันแต่อดีตชาติปางก่อนเท่านั้น ที่จะต้องใช้เวลายาวนานเพื่อเหตุผลบางอย่าง จะปรากฏกายในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเป็นงูใหญ่ เป็นงูเผือก เป็นมนุษย์เพศชายและหญิง เพียงปรากฏกายให้เห็น เพื่อตามหาคนรัก หรือตามแก้แค้นคนที่เคยก่อกรรมกันไว้ในอดีตชาติ ดั่งอมตะนิยายของภาคอีสานเรื่อง ผาแดงนางไอ่ มีคนให้สมญานานอีกชื่อหนึ่งว่า รักที่รอคอย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าสืบทอดกันมาแต่โบราณกาล จนมาถึงปัจจุบัน และเรื่องเล่าต่างๆ เกี่ยวกับพญานาค ที่เกี่ยวพันธ์กับชาวจังหวัดหนองคาย ตั้งแต่อำเภอสังคม จนถึงอำเภอบึงกาฬ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมลำแม่น้ำโขงจะมีเรื่องเล่าขานกันมาตลอด


อิทธิฤทธิ์และหน้าที่ของพญานาคมีอย่างไร
  
        ๑.สามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้เพียงแต่คิด สร้างความรักและความสัมพันธ์กับสัตว์อื่นได้ พญานาคเป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น
          ๒.สามารถขึ้นลงได้ ๓ โลก คือโลกบาดาล โลกมนุษย์ โลกสวรรค์    
         ๓.พิษพญานาคสามารถฆ่าสัตว์อื่นตายอย่างช้า ๆ และรวดเร็วได้ พญานาค มีพิษร้ายสามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง ๖๔ ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหางไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก ๑๕ วัน 
         ๔.ดลบันดาลให้ฝนตก ทำหน้าที่รักษาแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง
         ๕.ปกปักรักษาพุทธศาสนาโบราณสถานโบราณวัตถุ
       ๖.บอกเหตุการณ์ล่วงหน้าแก่คนที่สมควรบอก ให้โชคลาภแก่บุคคลที่สมควรให้ พญานาคถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไรได้ แต่ในสภาวะ ๕ อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับโดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม

 

ความเชื่อของชาวพุทธเกี่ยวกับพญานาค
            เชื่อเรื่องพญานาคไม่เฉพาะพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ต่างเชื่อในอิทธิฤทธิ์วิธีของพญานาค สังเกตได้จากรูปพญานาคที่บันได โบสถ์ วิหารปราสาท ต่าง ๆ เช่น โบสถ์หลวงพ่อองค์ตื้อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย หอพระแก้วเวียงจันทน์ ประเทศลาว นครวัดนครธม ประเทศกัมพูชา เป็นต้น บางประวัติมีเรื่องเล่าขาน และตำนานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หรืออักครสาวกที่เสด็จมาจากประเทศอินเดีย มาเยือนพื้นที่ต่าง ๆ ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้ประทับรอยพระบาทเอาไว้ เพื่อเป็นที่ระลึกให้พุทธศาสนิกชนในถิ่นนั้นได้กราบไหว้ ต่อมาก็ได้ช่วยกันสร้างมณฑปครอบรอยพระบาทเอาไว้ สร้างกำแพงล้อมรอบสร้างซุ้มประตู สร้างบันไดพญานาคเพื่อเป็นสัญลักษณ์ร่มเย็น เสมือนหนึ่งเป็นการเชื่อมโยงชุมชนของพระพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาคแถบนี้ โดยมี ความเชื่อว่า พญานาคคือเทพเจ้าที่มีอิทธิฤทธิ์ ทำหน้าที่ปกปักรักษาศาสนาพุทธ รักษาศาสนสถานต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ แม่น้ำ ลำคลอง ห้วยหนองคลองบึงต่างๆ      ดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล รักษาโบราณสมบัติต่างๆ เช่นแก้วแหวนเงินทอง ของแผ่นดินที่อยู่บนบกและในน้ำ และนอกนี้ยังเป็นเครื่องวัดเรื่องฝน เช่นนาคให้น้ำ พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน ๗ ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ ๑ ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ ๗ ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคกลืนน้ำไว้ในท้อง
 

พญานาคกับพุทธศาสนา
          พญานาคเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามีหลายเหตุการณ์เช่น 

        ๑.มุจลินทร์นาคราช
       เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๕๒ วัน พระองค์ได้ประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุติสุขอยู่ใต้ต้นจิกเป็นเวลา ๗ วัน ในระหว่างที่พระองค์เสวยวิมุติสุขอยู่นั้น ท้องฟ้าบังเกิดฝนตกพรำๆทั้ง ๗ วันทำให้พญานาคชื่อว่า “มุจลินทร์นาคราช” เฝ้ามองพระองค์อยู่กลัวว่าพระองค์ท่านจะได้รับความลำบากจึงได้ออกมาจากภพภูมิของตนเอง ตรงมาที่ประทับครั้นมาถึงก็ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ ปกคลุมเบื้องบนพระเศียรของพระองค์เพื่อให้พ้นจากละอองฝนและลมหนาว ที่มาต้องพระวรกาย เมื่อ ฝนขาดเม็ด พญามุจลินทร์นาคราช จึงคลายขนดออกแล้วแปลงร่างเป็นมาพนหนุ่ม พนมมือถวายสักการะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นต้นกำเนิดหรือที่มาของพระพุทธรูปปรางค์นาคปรก ซึ่งเป็นพระบูชาคนที่เกิดวันเสาร์
        ๒.พญานาคในสถานที่บูชาไฟของชฎิล สามพี่น้อง คืออุรุเวลากัสสปะ ตอนที่พระพุทธองค์ไปขออาศัยอยู่ในโรงบูชาไฟ ดังภาพในวิดีโอ


    

    
ทรงทรมานนาคราชร้าย ขดกายพญานาคใส่บาตรให้ชฎิลดู ชฎิลก็ยังไม่เลื่อมใส

 
 ชฎิลสามพี่น้อง  โดยเฉพาะอุรุเวลกัสสปผู้พี่ชายใหญ่เป็นหัวหน้านักบวช  ที่ชาวเมืองราชคฤห์
นับถือมาก  ท่านผู้นี้ประกาศตนเป็นผู้วิเศษ  เป็นพระอรหันต์  บำเพ็ญพรตบูชาไฟ

 เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึง  และตรัสขอพักอาศัยในโรงไฟ    ซึ่งพวกชฎิลถือว่าเป็นสถานศักดิ์
สิทธิ์    และเป็นอันตรายแก่ผู้จะไปอยู่อาศัยภายในโรงไฟ    เพราะมีพญานาค    หรือพญางูใหญ่มีพิษร้ายกาจ
อาศัยอยู่ในนั้น  ชฎิลจึงนึกในใจว่า  พระพุทธเจ้าทรงอวดดีที่ไม่กลัวอันตราย

 ตามท้องเรื่องในปฐมสมโพธิกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับภายในโรงไฟ  พญา
นาคก็มีจิตขึ้งเคียดทุกขโทมนัส   คือ   โกรธมาก  จึงพ่นพิษใส่พระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าเตโชกสิน
สมาบัติ (หมายถึง  การเข้าฌานชนิดหนึ่ง ซึ่งบันดาลให้เกิดเปลวไฟขึ้นจากายได้)  พิษของพญานาคและเปลว
เพลิงจากเตโชกสินของพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นเป็นแสงแดงสว่าง  ดุจเผาผลาญโรงเพลิงนั้นให้เป็นภัสมธุลี 
(แหลกละเอียด)

 พวกชฎิลได้เห็นแสงเพลิงนั้นก็ปริวิตกว่า  พระสมณะรูปนี้  (หมายถึงพระพุทธเจ้า)   เห็นทีจะ
วอดวายด้วยพิษพญานาคคราวนี้เป็นแน่

 ปฐมสมโพธิว่า  "ครั้นล่วงราตรีรุ่งเช้า  พระสัพพัญญูเจ้าก็ยังเดชแห่งพญานาค  ให้อันตรธาน
หาย  บันดาลให้นาคนั้นขนดกายลงในบาตร  แล้วทรงสำแดงแก่อุรุเวลกัสสป  ตรัสบอกว่า  นาคนี้สิ้นฤทธิ์ด้วย
เดชตถาคต..."


 ๓.นาคศรัทธาคำสอน
       ได้มีพญานาคตนหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังพระเทศนา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงได้แปลงร่างเป็นชายหนุ่มมาขอบวชกับพระอุปัชฌาย์ และก็ได้บวชตามความประสงค์ วันหนึ่งภิกษุ นาครูปนั้นนอนหลับสนิทอยู่บนกุฏิจึงกลายร่างเป็นงูใหญ่ (นสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม )   จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตนต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาด เพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อัตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม ๘ ข้อเสียก่อน ในจำนวน ๘ ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า “มนุสโสสิ  แปลว่า ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า”

 

        ๔.เนื่องจากบทสวด “ถวายพรพระ”
       บทสวดปราบมาร  มีตำนานว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปะนันทะนาคราช เป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จน พระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต ดังนั้น พระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง ๑๔ รอบ นาคนันโทฯทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน นันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหว จึงถามว่า ท่านผู้เจริญท่านเป็นใครพระโมคคัลลานะ ตอบว่าเราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของพระตถาคต นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นนาคที่ไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่าง ๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี

พญานาคกับพุทธศาสนา 

พญานาคมีปรากฎหลายแห่งทั้งในพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาท และอรรถกถาดังต่อไปนี้

• ในวินัยปิฎก มหาวรรค (๔/๕/๗)

กล่าวถึง มุจจลินทนาคราช ความว่า

ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น
เสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธ เข้าไปยังต้นไม้มุจจลินท์
แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว
เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจจลินท์ ตลอด ๗ วัน
ครั้งนั้น เมฆใหญ่ในสมัยมิใช่ฤดูกาลตั้งขึ้นแล้ว
ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาว ตลอด ๗ วัน

มุจจลินทนาคราช ออกจากที่อยู่ของตน
ได้แวดวงพระกายพระผู้มีพระภาคด้วยขนด ๗ รอบ
ได้แผ่พังพานใหญ่เหนือพระเศียรสถิตอยู่ด้วยหวังใจว่า
ความหนาว ความร้อนอย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค
สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน
อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค

ครั้นล่วง ๗ วัน มุจจลินทนาคราช รู้ว่า
อากาศปลอดโปร่งปราศจากฝนแล้ว
จึงคลายขนดจากพระกายของพระผู้มีพระภาค
จำแลงรูปของตนเป็นเพศมาณพ
ได้ยืนประคองอัญชลีถวายมนัสการพระผู้มีพระภาค
ทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค

• ในอรรถกถาพระวินัย สมันตปาสาทิกา
มหาวิภังควรรณนา หน้า ๒๐๒

 


 
[ภาพพุทธประวัติ เมื่อพระพุทธองค์ทรงอธิษฐานลอยถาดทวนกระแส
และตกไปยังพิภพของท้าวกาฬนาคราช]


• อรรถกถาปาสราสิสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
เล่ม ๑ ภาค ๒ หน้าที่ ๔๕๖

ได้กล่าวถึงพญานาคไว้ว่า
เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
แล้ววางถาดทองไว้ริมฝั่งลงสรงน้ำเสด็จขึ้นแล้ว
ทรงปั้นข้าวมธุปายาสจำนวน ๔๙ ก้อน
เสวยข้าวมธุปายาสแล้วทรงเสี่ยงทายว่า

ถ้าเราจะเป็นพระพุทธเจ้าวันนี้
ขอถาดจงลอยทวนกระแสน้ำดังนี้แล้วทรงเหวี่ยงถาดไป
ถาดก็ลอยทวนกระแสน้ำแล้วหยุดหน่อยหนึ่ง
เข้าไปสู่ภพของ ท้าวกาฬนาคราช
วางทับถาดของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์

• อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก
เล่ม ๓ ภาค ๑ หน้าที่ ๑๑๕

กล่าวไว้ทำนองเดียวกันว่า
พระโพธิสัตว์ครั้นเสวยข้าวข้าวปายาสนั้นแล้ว
จับถาดทองทรงอธิษฐานว่า

ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ไซร้
ถาดของเราใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป
ถ้าจักไม่ได้เป็นจงลอยไปตามกระแสน้ำ

ครั้นทรงอธิษฐานแล้วได้ลอยถาดไป
ถาดนั้นลอยตัดกระแสน้ำไปถึงกลางแม่น้ำ
ณ ที่ตรงกลางแม่น้ำนั่นแลได้ลอยทวนกระแสน้ำ
ไปสิ้นสถานที่ประมาณ ๘๐ ศอก

เปรียบเหมือนม้าซึ่งเพียบพร้อมด้วยฝีเท้าอันเร็วไวฉะนั้น
แล้วจมลงที่น้ำวนแห่งหนึ่งจมลงไปถึงภพของกาลนาคราช
กระทบถาดเครื่องบริโภคของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
มีเสียงดังกริ๊ก ๆ แล้วได้วางรองอยู่ใต้ถาดเหล่านั้น

กาลนาคราช ครั้นได้สดับเสียงนั้นแล้ว
กล่าวว่า เมื่อวานนี้พระพุทธเจ้าทรงบังเกิดแล้วองค์หนึ่ง
วันนี้บังเกิดอีกองค์หนึ่ง
จึงได้ยืนกล่าวสดุดีด้วยบทหลายร้อยบท ได้ยินว่า

เวลาที่มหาปฐพีงอกขึ้นเต็มท้องฟ้า
ประมาณหนึ่งโยชน์สามคาวุต
ได้เป็นเสมือนวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้แก่ กาลนาคราช นั้น
อายุของกาลนาคราชยืนยาวมาก
เพราะหากถือตามนี้หนึ่งพุทธันดร
เท่ากับ ๑ วันของพญานาค


 

อ่าน พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพญานาค

พระพุทธเจ้าปราบนาคแปลง 

ในสมัยพุทธกาล มีพระมหากษัตริย์ผู้เรืองอำนาจพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองปัญจาลราษฐพระนามว่า"พญาชมพูบดี" โดยกล่าวกันว่า พร้อมๆกับการประสูติของพระองค์ ขุมทองในที่ต่างๆก็ผุดขึ้นมากมาย อันแสดงถึงบุญญาธิการของพระองค์  ประชาชนในเมืองนี้จึงมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่งคั่งสมบูรณ์
      พญาชมพูบดี ทรงมีอาวุธวิเศษ2อย่างคือ ฉลองพระบาทแก้วซึ่งเมื่อสวมเข้าไปแล้วก็จะพาพระองค์เหาะไปในที่ต่างๆได้ ทั้งยังใช่อธิษฐานแปลงเป็นนาคราชเข้าประหัตประหารศัตรูได้อีกด้วย อาวุธวิเศษอย่างที่สองคือ วิษศร ซึ่งเป็นลูกศรวิเศษใช่ต่างราชฑูต หากกษัตริยเมืองใดไม่มาอ่อนน้อมขึ้นต่อพระองค์ ซวิษศรนี้ก็จะไปร้อยพระกรรณพาตัวมาเข้าเฝ้าพระองค์จนได้ ทำให้กษัตริย์ทั้งหลายพากันยำเกรงในพระเดชานุภาพแห่งพญาชมพูบดี            
การรุรานพระเจ้าพิมพิสาร
      ด้วยอาวุธวิเศษคู่พระกาย พระองค์ได้ขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง กระทั่งถึงกรุงราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพุทธอุบาศกแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งอาวุธวิเศษขององค์พญาชมพูบดีก็ไม่อาจทำอันตรายแก่พระเจ้าพิมพิสารได้ ด้วยอาศัยพระพุทธานุภาพ พญาชมพูบดีทรงแค้นพระทัยมาก แม้จะส่งอาวุธวิเศษอย่างใดมาก็พ่ายแพ้แก่พุทธจักรและพระพุทธานุภาพแห่งพระพุทธองค์
พระพุทธงค์ทรงนิมิตองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
       เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพญาชมพูบดีประสบความพ่ายแพ้มีทิฏิมานะเบาบางลง ประกอบกับทรงเล็งเห็นวาสนาปัญญาของพญาชมพูบดีที่จะสามารถสำเร็จมรรคผลได้   จึงมีพุทธฎีกาตรัสใช้องค์อินทร์แปลงเป็นราชฑูตพาพญาชมพูบดีมาเข้าเฝ้า ส่วนพระพุทธองค์ทรงเนรมิตองค์เป็น พระเจ้าจักรพรรดิทรงเครื่องราชาภรณ์ล้วนแต่งดงามยิ่ง ส่วนพระสารีบุตรและพระโมคัลลานเถระเจ้า พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงค์สาวกก็เนรมิตกายเป็นเสนาบดีใหญ่น้อยล้วนแล้วแต่น่าเกรงขาม ทั้งเนรมิตเวฬุวันให้เป็นพระนครใหญ่ประกอบด้วยกำแพงถึง7ชั้น และมีพุทธฎีกาตรัสสั่งให้เทวดา อินทร์ พรหม คนธรรพ์
และนาค ร่วมเนรมิตเป็นตลาดน้ำและตลาดบก
พญาชมพูบดีเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
       เมื่อองค์อินทร์ซึ่งเนรมิตกายเป็นราชฑูตไปถึงเห็นพญาชมพูบดีและเหล่าเสนอำมาตย์ยังถือดี จึงแสดงฤทธานุภาพเป็นที่ประจักษ์ พญาชมพูบดีไม่อาจแข็งขืนจำยอม ต้องยกพลเดินทัพเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อพญาชมพูบดี เดินทางเข้าเขตพระนครก็ตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่อลังการแห่งพระนครที่พระพุทธองค์ทรงเนรมิตขึ้น  ซึ่งแม้แต่เหล่าแม่ค้าริมทางก็ยังงดงามกว่าพระอัครมเหสีของพญาชมพูบดี จนชวนให้รู้สึกขวยเขินก้าวเดินไม่ตรงทาง และเมื่อผ่านมายังกำแพงพระนครแต่ละชั้น ทอดพระเนตรเห็นเหล่าเสนาอำมาตย์ที่รักษาพระนคร พระทัยก็ประหวั่นพรั่นกลัว พระเสโทไหลโทรมพระสกลกาย ถึงกำแพงชั้นในซึ่งเป็นแก้ว ก็ทำท่าจงกระเบนเหน็บรั้ง ด้วยเข้าพระทัยผิดคิดว่าเป็นน้ำเสียงนางในร้องเย้ยเยาะว่ากษัตริย์บ้านนอก กระทำเชยๆพระองค์ก็รู้สึกได้รับความอัปยศอย่างยิ่ง
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพญาชมพูบดี
       พญาชมพูบดีเมื่อมาถึงต่อหน้าพระพักตร์แห่งพระบรมศาสดา ซึ่งเนรมิตกายเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่หมดทิฏฐิมานะ และเมื่อพระพุทธองค์เชื้อเชิญให้แสดงฤทธิ์เดชอำนาจและของวิเศษทุกสิ่งทุกอย่างออกมา พญาชมพูบดีก็ต้องได้รับความอัปยศยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยไม่อาจทำอันตรายพระพุทธองค์ได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าพญาชมพูบดีคลายทิฏฐิมานะลงมากแล้ว จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพญาชมพูบดี และเหล่าเสนาอำมาตย์ที่ติดตามมาด้วย จำนวนมากให้เห็นสิ่งที่เป็นสาระและมิใช่สาระ ให้เห็นโทษแห่งการเวียนเกิด เวียนตาย ในวัฏสงสาร ทั้งให้เห็นคุณแห่งนิพพาน พญาชมพูบดีและเหล่าเสนาอำมาตย์ ต่างรู้สึกปิติโสมนัสปลดมงกุฎและเครื่องประดับของตนวางแทบพระบาทแห่งพระศาสดา เพื่อสักการะด้วยความรู้สึกเทิดทูลและขออุปสมบทต่อพระพุทธองค์   จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิษุสงฆ์สาวก เทวดา อินทร์พรหม คนธรรพ์และนาคก็คลายฤทธานุภาพกลับสู่สภาพเดิม พระพุทธองค์ทรงประทานอุปสมบทแก่พญาชมพูบดีพร้อมทั้งเหล่าเสนาอำมาตย์และทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้คลายควาลุ่มหลงในเบญจขันธ์มีรูปเป็นต้นว่าอุปมาดั่งพยับแดดหาระตัวตนที่เที่ยงแท้อันใดมิได้และแสดงธรรมเทศนาต่างๆเป็นเอนกปริยาย พญาชมพูบดีและเหล่าเสนาอำมาตย์ก็ดื่มด่ำในพระอมตธรรมสลัดเสียซึ่งตัณหา อุปทาน จิตของท่านก็เข้าอรหัตตผล สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนา.......

แสดงเจตนา
เรื่องและภาพรวบรวมมาจากอินเตอร์เน็ตที่เจ้าของไม่ได้สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ไว้
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในเจตนากุศลในการเผยแพร่ธรรมทานอย่างบริสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น
หากข้อความใดหรือภาพใดมีผู้หวงห้าม ข้าพเจ้าขออภัยและขอบอกกล่าวว่า ไม่มีเจตนาลักขโมยของท่าน
เพียงนำมาเผยแพร่เป็นธรรมทานให้ผู้สนใจทั่วไป และมีเจตนาให้นำไปเผยแพร่ต่อได้
ขอขอบคุณ เรื่องและภาพจากอินเตอร์เน็ต 
นายนิคม พวงรัตน์  รวบรวม เรียบเรียง เผยแพร่








หมวด: บทความ
»อันตราย! ใช้ “ทิชชู” ซับน้ำมันอาหาร เจอสารก่อมะเร็ง-โซดาไฟ
02-07-2014
»ม.ขอนแก่นทำได้ ก้าวแรกทำน้ำมันดิบจากใบอ้อย
14-06-2014
»เครื่องไฟฟ้าในบ้านกินไฟอย่างไรมาดูกัน
24-05-2014
»ฝนฟ้าคะนอง เล่นเน็ต โทรศัพท์ ระวังฟ้าผ่า
13-05-2014
»ชักนำต่างชาติเขาฮุบที่ทำกินชาวนา
25-03-2014
»สุดยอดข้อมูลประเทศไทยกับ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล
15-02-2014
»เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
08-02-2014
»โรคใหม่จากการสูบบุหรี่
18-02-2014
»อะไรเอ่ย ลองทายดูซิ ก่อนอ่าน นะครับ
23-01-2014
»polar vortex คืออะไร
23-01-2014
»นักวิจัยชี้สารสกัดจากผลไม้ในอาหารเสริมได้ประโยชน์จริง
21-01-2014
»กินผักผลไม้วันละครึ่งกิโล ลดมะเร็ง50%
19-01-2014
»วันครู ปี 2557
19-01-2014
»เพาะถั่วงอกในขวดน้ำดื่ม(เก่า)
19-01-2014
»ทำได้อย่างนี้หนุ่มตลอดกาล
19-01-2014
»มะเร็ง ที่มากับอาหารจากกล่องโฟม
28-12-2013
»อ่านแล้วจึงรู้ว่า ที่รู้มานั้นยังรู้ไม่หมดจริง...
25-12-2013
»ไลฟ์สไตล์มรณะ ทั้ง 14 ประการ
25-12-2013
»กินผลไม้ก่อนอาหารรักษามะเร็งได้
18-12-2013
»คนไป ชุมนุมไล่รัฐบาลทรราช ทำตามรัฐธรรมนูญ
10-12-2013
»โรคไมเกรน
08-12-2013
»วีดิโอสาระเพื่อบ้านเมือง มันส์มาก
04-12-2013
»รถยนต์ติดแก๊สควรตรวจสอบอะไรบ้าง
27-11-2013
»แบคไฟร์ในรถยนต์ติดแก๊ส
27-11-2013
»นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ระวังโรค CVS
22-10-2013
»5 เคล็ดลับบอกลาโรคเบาหวาน
20-10-2013
»เรื่องถังเช่า (อีกที)
19-10-2013
»4 เป้าหมายช่วยให้เลิกสูบบุหรี่
15-10-2013
»ปวดศีรษะจากความเครียด จนถึงดึงเส้นผมเพื่อบรรเทาปวด
13-10-2013
»เก็บผลไม้ป่าต่างแดน บลูเบอร์รี่
08-10-2013
»กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก โอกาสมีฝนตก ร้อยละ 90 และมีฝนตกหนักบางแห่ง
05-10-2013
»ดูกันชัด ๆ หวู๋ติ๊บถล่ม ไทยวันนี้ พรุ่งนี้ และมะรืนนี้
01-10-2013
»น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ในปี 2556 ?
28-09-2013
»เขื่อนแม่วงก์
29-09-2013
»สรรพคุณ พริกไทย
29-09-2013
»เกลือบ่อดินอันตราย
16-09-2013
»ศึกษาเฉพาะกรณีธรรมกาย" โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
14-09-2013
»ถังเช่า (เพียงอยากให้รู้)
14-09-2013
»ถั่วงอก เรื่องน่ารู้
07-09-2013
»ข้าวพันธุ์ลืมผัว
07-09-2013
»กดจุดหายปวด บำบัดอาการปวดผู้ทำงานนั่งนานๆ
05-09-2013
»บุญเดือนเก้า ห่อข้าวประดับดิน
05-09-2013
»ดีปลี ยาพื้นบ้านไทย ที่ควรรู้จัก
04-09-2013
»ดิจิตอลทีวี คืออะไร
27-08-2013
»วันเดียว เที่ยว 3 ประเทศ ข้ามโขงสะพานไทยลาวแห่งที่ 3 ที่นครพนม
23-08-2013
»แม่น้ำโขง
11-08-2013
»ถนอมแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน
10-08-2013
»?แกรนด์ แคนยอน? ฟ้าผ่าปีละหลายหมื่นครั้ง! อยู่ที่แจ้ง รู้เอาตัวรอด
30-07-2013
»หลวงพ่อชาตอบปัญหาการกินเจกับกินเนื้อ
17-07-2013
»วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา
17-07-2013
»โน๊ตบุ๊ค สะดวกแต่เสี่ยงโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ
04-07-2013
»มะตูมซาอุ
23-06-2013
»มะตูมซาอุ
23-06-2013
»ตกใจไหม ถ้าบอกว่า "น้ำตาลคือสารเสพติด"
24-02-2013
»ประวัติของพระอินทร์ (พระอินทร์ในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์)
06-02-2013
»เรื่องจิต หรือ ใจ
19-01-2013
»วันครู
14-01-2013
»เซียงกง คืออะไร มาจากไหน?
03-01-2013
»ทำบุญตักบาตรพระ อาจได้บาป เพราะอะไร เชิญทางนี้
03-01-2013
»ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่
03-01-2013
»กระดูกพรุนศัตรูผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้หญิงเสี่ยงมากที่สุด
03-01-2013
»การฉีดวัคซีนโรคคอตีบ
03-01-2013
»การสร้างบุญบารมี
03-01-2013
»ธรณีสูบ ตั้งแต่พุทธกาลมาจนถึงสมัยปัจจุบัน
03-01-2013
»ที่มาของการสวดภาณยักษ์
03-01-2013
»วันมาฆะบูชา
03-01-2013
»ประเมินตนเองบ้าง
03-01-2013
»ตำนานเทวเกษียรสมุทร มีคนอ้างว่าเป็นที่มาของเหล้า
03-01-2013
»แพทย์เตือนดื่มสนุกทุกข์ถนัด
03-01-2013
»สุดยอดอาหารเพื่อ "สุขภาพสมอง"
03-01-2013
»การใช้และบำรุงรักษาแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊ค
03-01-2013
»เนื่องจากคำทำนายของเด็กชายปลาบู่
03-01-2013
»มณีกัณฐชาดก ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ
03-01-2013
»เทคโนโลยียานพาหนะในยุคน้ำท่วม
03-01-2013
»จากบั้งไฟพญานาค ถึง พญานาค
03-01-2013
»เนื่องจากซองกฐิน
03-01-2013
»ปัญหาเรื่องไวรัส หน้าจอฟ้า ไอค่อนหายหมด
03-01-2013
»คลิปยูเอฟโอ ล่าสุดมีผู้อ้างว่าถ่ายได้
03-01-2013
»การกระตุ้นสมอง ทำให้เกิดความจำดี
03-01-2013
»เตือน พวงมาลัยดอกมะลิ ริมทางอันตรายสารพิษอื้อ!
03-01-2013
»พบสารไล่ยุงในต้นตีนเป็ด
03-01-2013
»ความเป็นมาการถวายผ้าอาบน้ำฝน
03-01-2013
»มักกะลีผล
03-01-2013
»ยอดภูเขาทอง วัดสระเกษ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
10-01-2014
»แผนที่ธรรม
11-01-2013
»เทศนาจากหลวงปู่โต พรหมรังสี
03-01-2013
»วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา
10-01-2013
»เกร็ดความรู้ในการรักษาศีล
03-01-2013
»5 ศุกร์ 5 เสาร์ 5 อาทิตย์ในเดือนกรกฎคม 2554
03-01-2013
»แมงมุม ที่มีพิษทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวสี่ชั่วโมง
03-01-2013
»ชาเขียวต้านโรค
03-01-2013
»แว่นกันแดดตอน ฝนตก มองเห็นชัด 90%
03-01-2013
»การนอนกลางวันช่วยลดความเครียด จึงลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
03-01-2013
»อารมณ์ดี แต่สมองไม่ค่อยจำ
03-01-2013
»จิตรกรกับเทพธิดา
03-01-2013
»โอกาสหรือวิกฤติที่ไทยยังไม่มี 3G
03-01-2013
»สำรวจพบ8อาชีพ มีเงินเดือนเกินแสน นักบินรายได้สูงสุด
03-01-2013
»ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ แขนขาอ่อนแรง
03-01-2013
»ชลอความเสื่อมของร่างกายทำอย่างไร? ยีน มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร?
03-01-2013
»เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีแผ่นดินไหว?
03-01-2013
»เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ควรทำอย่างไร?
03-01-2013
»ตำนานพระพุทธรูปปางนาคปรก
03-01-2013
 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม


คุณครู.คอม ขอแสดงเจตนาว่าทุกข้อความใน เว็บไซต์นี้ให้คัดลอกได้
ไม่จำกัด เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อการศึกษาเท่านั้น . .
โทร  087-955-8090 ,085-00
email  kung991@hotmail.com,kunkroo@gmail.com


kkwebv56   Copyright©2014 kunkroo.com
Development from SMEweb 1.5f By คุณครู.คอม