กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

บุญกิริยาวัตถุ ความหมายของการทำบุญที่แท้จริง

บุญกิริยาวัตถุ (อ่านว่า บุน-ยะ-กิ-ริ-ยา-วัด-ถุ) แปลว่า เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หมายถึงเหตุเกิดบุญ,
วิธีการทำบุญ,
วิธีที่เมื่อทำแล้วได้ชื่อว่าทำบุญและจะได้รับผลเป็นความสุข

บุญกิริยาวัตถุโดยย่อมี 3 ประการคือ
1.ทานมัย การให้ทาน
2.ศีลมัย การักษาศีล
3.ภาวนามัย การเจริญภาวนา

บุญกิริยาวัตถุโดยพิสดาร มี 10 ประการ คือ

1. ทานมัย การให้ทาน
2. ศีลมัย การักษาศีล
3. ภาวนามัย การเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย การอ่อนน้อมถ่อมตน
5. เวยาวัจมัย การช่วยเหลือผู้อื่น
6. ปัตติทานมัย การแผ่ส่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามัย การอนุโมทนาบุญ
8. ธัมมัสสวนมัย การฟังธรรม
9. ธัมมเทสนามัย การแสดงธรรม
10.ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ตรง

---------------------------------------------------------------------------
บุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต - หน้าที่ 187-189
ปุญญกิริยาวัตถุสูตร [๑๒๖]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน
คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานนิดหน่อย
ทำบุญ กิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลนิดหน่อย
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนชั่วในมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณ
ทำบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลพอประมาณ
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อตาย ไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนดีในมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อ ตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อ ตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพในชั้นดาวดึงส์นั้น กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรกย่อมก้าวล่วงพวกเทวดาชั้น ดาวดึงส์โดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อ ตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสยามเทพบุตรในชั้นยามานั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นยามาโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อ ตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสันดุสิตเทพบุตรในชั้นดุสิตนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นดุสิตโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อตาย ไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสุนิมมิตเทพบุตร ในชั้นนิมมานรดีนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นนิมมานรดีโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อ ตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเทพบุตรในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีโดยฐานะ ๑๐ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้แล ฯ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บุญกิริยาวัตถุ หมายถึง เหตุแห่งการทำบุญ หรือสิ่งที่ทำให้บุญเกิดขึ้น ในที่นี้หมายถึง บุญที่เกิดขึ้นด้วยการกระทำ 10 อย่าง แต่ในระดับชั้น ป. 5 นี้ จะเรียนเพียง 3 อย่าง คือ

1.ทานมัย
2. สีลมัย
3.ภาวนามัย
1.
ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยทาน) คือ ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของการทำความดีด้วยการเสียสละวัตถุของตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยวิธีการ ที่ชอบธรรม สิ่งของที่เป็นทาน ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อันเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิต การให้ทานมี 2 ลักษณะ คือ .....
1) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีฐานะยากจนกว่า หรือผู้ที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งการเสียสละทรัพย์สมบัติ การสร้างถาวรวัตถุที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น โบสถ์ วิหาร โรงเรียน โรงพยาบาล สะพาน ถนน เป็นต้น .....
2) เพื่อบูชาต่อผู้มีพระคุณ เป็นการให้เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ เช่น การถวายทานแด่พระสงฆ์ ผู้ทรงศีล ผู้บำเพ็ญประโยชน์ การให้เครื่องอุปโภคบริโภคแก่บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณอื่นๆ เป็นต้น

2. สีลมัย (บุญสำเร็จด้วยศีล) คือ ทำบุญด้วยการตั้งใจรักษาศีล โดยการฝึกหัดกาย วาจา ให้เรียบร้อยเป็นปกติ ฝึกควบคุมตนเอง งดเว้นจากการประพฤติในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร พยายามแก้ไข ปรับปรุงความประพฤติของตนเองให้ดีขึ้น ด้วยการรักษาศีล 5
3. ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยภาวนา) คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือ ฝึกอบรมจิตใจให้มีความสงบ เยือกเย็น ไม่ดิ้นรนหรือกระวนกระวายไปตามความผันผวนของเหตุการณ์ต่างๆรอบตัว กล่าวคือ เป็นความสุขอันเกิดจากการทำความดีให้เกิดขึ้นภายในตัวตน ด้วยการบำเพ็ญเพียรสมาธิภาวนา

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุปประเด็น

คนไทยชอบทำบุญ แต่ไม่ค่อยจะรู้จักบุญได้ลึกซึ้งพอ และไม่ค่อยชอบทำกุศล ซึ่งก่อให้เกิดบุญได้ จึงทำให้ทำบุญแบบผิด ๆ บุญที่ได้รับจึงไม่ได้มาก แม้นว่าจะลงทุนอย่างหนักทั้งแรงกายและเงินตราวัตถุ ประสิทธิภาพการทำบุญจึงต่ำ บางครั้งการทำบุญก็มีการแถมบาปมาด้วย ดังนั้นเราจึงควรมาบริหารบุญกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม อย่างสูงสุด

บทคัดย่อ บุญคือ กระบวนการทำดี ทำให้บริสุทธิ์ ทำให้สะอาดจากความชั่วและสิ่งเศร้าหมอง บุญมี 10 อย่าง หรือบุญกิริยาวัตถุ 10 ประกอบด้วยให้ทาน (มีวัตถุทาน-ธรรมทาน-อภัยทาน) รักษาศีล เจริญภาวนา อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยทำกิจ ให้ส่วนบุญ อนุโมทนาส่วนบุญ ฟังธรรม แสดงธรรม และทำความเห็นให้ตรง การทำบุญโดยการทำความดี ทำได้ 3 ทางตามกุศลกรรมบถ 10 มี ทางกาย 3 (เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นผิดในกาม) ทางวาจา 4 (เว้นพูดเท็จ เว้นพูดส่อเสียด เว้นพูดคำหยาบ เว้นพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ 3 (ไม่อยากได้ของคนอื่น ไม่คิดร้าย เห็นถูกต้อง)


การทำบุญระวังเปื้อนบาปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเคยชินต่อการปฏิบัติ สืบต่อกันมา ทำอย่างไรจึงจะทำบุญแล้วได้กุศลแรง ก็ต้องมุ่งไปสู่ทางจิตใจที่ละกิเลส ละความเห็นแก่ตัว ละการยึดมั่น ถือมั่น อุปทาน และทำตามกระบวนการที่ถูกต้อง การบริหารบุญ ต้องปฏิบัติตามหลัก ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ตั้งแต่ความรู้ การปฏิบัติ และพิจารณาผลที่ส่งต่อจิตใจที่ทำให้มีความสุขอิ่มใจ เกิดปีติ และผ่องใส
1. ความหมายของบุญและบาป จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ โดย รศ.ดนัย ไชยโยธา (2543) หน้า 116 และ 119-120

นิยามบุญและบาป ดังนี้ บุญ หมายถึง (บุญในพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 3 ประการ)
1) ความสะอาด ความบริสุทธิ์ และความดี อันหมายถึง สภาพจิตที่ผ่องใส บุญจะทำหน้าที่ชำระล้างความชั่วหรือมลทินในจิตใจให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาเบา บางลง (เป็นกระบวนการ)
2) การกระทำความดีต่าง ๆ มีสภาพที่เป็นเหตุ แล้วส่งผลเป็นความสุข (เป็นกิริยา)
3) ความสุข มีสภาพที่เป็นผล เพราะความสุขเป็นผลของการทำความดี (เป็นผล) [ จำง่าย ๆ คือ ทำบุญ (สิ่งป้อน) แล้วจิตผ่องใส (ปฏิกิริยา) ใจเป็นสุข (ผล) ]

สิ่งใดที่ทำไปแล้วไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน สิ่งนั้นจัดเป็นบุญ ความดีที่ทำไปแล้วก่อให้เกิด บุญเรียกว่า "บุญกิริยาวัตถุ" การทำความดีทำได้ 3 ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งเรียกว่า กุศลกรรมบถ 10 ประกอบด้วย กายสุจริต 3 วจีสุจริต 4 มโนสุจริต

3 บาป หมายถึง บาปในพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 3 ประการ
1) ความชั่ว ความเลวทราม และสภาพจิตที่เศร้าหมอง ทำให้จิตใจตกต่ำ เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม
2) การกระทำความชั่วต่าง ๆ มีสภาพที่เป็นเหตุ แล้วส่งผลเป็นความทุกข์
3) ความทุกข์มีสภาพที่เป็นผล เพราะความทุกข์เป็นผลของการกระทำความชั่ว สิ่งใดที่ทำไปแล้วทำให้ตนเองและผู้อื่น ต้องเดือดร้อน สิ่งนั้นจัดเป็นบาป ความชั่วที่ทำแล้ว ก่อให้เกิดบาป เรียกว่า "อกุศลกรรมบถ"

2. ความหมายของกุศลกรรมบถ 10 จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ โดย รศ.ดนัย ไชยโยธา (2543) หน้า 26 -- 29 นิยามกุศลกรรมบถ 10 ไว้ดังนี้ กุศลกรรมบถ 10 คือ ทางแห่งกุศลกรรม ทางแห่งการทำบุญ ทางแห่งความดี ที่เป็นทางนำไปสู่สุคติ มี กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3 ดังนี้
1) กายกรรม (กระทำทางกาย 3 อย่าง)
    1.1) เว้นจากการฆ่าสัตว์ (ปาณาติปาตา เวรมณี) เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยสันติวิธี คิดถึงใจเขาใจเรา รู้จักการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ไม่ ใช้วิธีทำลายผู้ด้อยกว่าอย่างโหดร้ายทารุณ และต้องการให้มนุษย์รู้จักให้อภัยกัน ไม่จองเวร กัน ไม่สร้างเวรภัยให้แก่กันและกัน
   1.2) เว้นจากการลักทรัพย์ (อทินนาทานา เวรมณี) เพื่อต้องการให้มนุษย์หาเลี้ยงชีพในทางสัมมาอาชีพ (อาชีพสุจริต) หลีกเลี่ยงการทำมาหา กินที่เบียดเบียนบุคคล ก่อทุกข์ให้บุคคลอื่น ต้องการให้สร้างตัวด้วยสติปัญญา ด้วยความ สามารถในทางที่ถูกต้อง และไม่ต้องการให้มนุษย์ก่อเวรภัยให้แก่กันและกันด้วยเรื่องการทำ มาหากิน
   1.3) เว้นจากความประพฤติผิดในกาม (กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี) เพื่อต้องการให้มนุษย์เคารพในสิทธิ์ของเพื่อนมนุษย์ (สิทธิมนุษยชน) ด้วยเรื่องคู่ครอง ต้องการให้มนุษย์รักษาเชื้อสายมนุษย์ด้วยกันไว้ ให้รู้จักควบคุมอารมณ์ปรารถนา ในเรื่อง เพศได้ และป้องกันความผิดทางเพศและป้องกันอาชญากรรมทางเพศได้
2) วจีกรรม (กระทำทางวาจา 4 อย่าง)
    2.1) เว้นจากพูดเท็จ (มุสาวาทา เวรมณี) เพื่อต้องการให้มนุษย์มีความสัตย์จริงต่อกัน เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ทำลายประโยชน์ของ บุคคลอื่นด้วยวาจา และต้องการให้มนุษย์รู้จักใช้วาจาจริงเป็นเครื่องสมานประโยชน์แก่กัน และกัน
    2.2) เว้นจากพูดส่อเสียด (ปิสุณาย วาจาย เวรมณี) เพื่อต้องการให้มนุษย์เป็นคนมีความละอายใจ ไม่ประจบสอพลอเพื่อผลประโยชน์ เป็นคน มุ่งความสามัคคีของหมู่คณะ และต้องการให้หมู่คณะอยู่กันด้วยความสงบสุข สมาน ประโยชน์แก่กันและกัน
    2.3) เว้นจากพูดคำหยาบ (ผรุสาย วาจาย เวรมณี) เพื่อต้องการให้มนุษย์เป็นคนสุภาพมีวาจาอ่อนหวาน พูดจาไพเราะน่าฟัง รู้จักใช้คำพูดให้ เหมาะกับฐานะและถูกกาลเทศะ ไม่พูดจาด่าทอ ประชดประชันบุคคลอื่นให้เขาเจ็บใจ ระคายเคือง
    2.4) เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ (สัมผัปปลาปา เวรมณี) เพื่อต้องการให้มนุษย์เป็นคนระวังปาก ระวังคำ มีสติ และสัมปชัญญะในการพูด มีความรับ ผิดชอบถ้อยคำที่ตนพูดออกมา และต้องการให้มนุษย์รู้จักใช้คำพูดเฉพาะที่เป็นประโยชน์ให้ รู้จักกาลเทศะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า วาจาใดไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือจริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ก็ไม่กล่าววาจานั้น คำใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น คำใดไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์หรือจริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตก็ไม่กล่าววาจานั้น คำใดจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์และเป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น ทั้งนี้เพราะตถาคต มีความอนุเคราะห์ในสัตว์ทั้งหลาย (ที่มา อภยราชกุมารสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ สุตตันตปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ 13) ตารางสิ่งควรพูดจาก อภยราชกุมารสูตร สิ่งที่พูด ประโยชน์ที่ได้รับ ผู้ฟังพอใจ ควรพูด จริงแท้/เท็จ จริงแท้ จริงแท้/เท็จ จริง ไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่พอใจ ไม่เป็นที่รักที่พอใจ เป็นที่รักที่พอใจ เป็นที่รักที่พอใจ ไม่พูด รู้กาลที่จะพูด ไม่พูด รู้กาลที่จะพูด สรุป ให้รู้กาลที่จะพูดแต่สิ่งที่เป็นจริง มีประโยชน์ต่อผู้พูดและผู้ฟัง ไม่ว่าผู้ฟังจะพอใจหรือไม่ก็ตาม
3) มโนกรรม (กระทำทางใจ 3 อย่าง)
      3.1) ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของของเขา (อนภิชฌา) เพื่อต้องการให้มนุษย์ยินดีพอใจ เฉพาะในทรัพย์สมบัติ ซึ่งเป็นของตัวโดยถูกต้อง ไม่ดิ้นรนทะเยอทะยานเพื่อให้ได้ทรัพย์ของคนอื่นมาโดยไม่ถูกต้อง และต้องการให้มนุษย์รู้จักแสวงหาความสุขทางใจด้วยตนเอง ด้วยความยินดีพอใจนั้น
      3.2) ความไม่คิดปองร้ายคนอื่น (อพยาบาท) เพื่อต้องการให้มนุษย์เป็นคนหนักแน่น รู้จักระงับใจ ระงับอารมณ์ได้ รู้จักปล่อยวางความคิดอาฆาตจองเวรกันและกัน และต้องการให้มนุษย์หาความสุขทางใจ ไม่ต้องเดือดร้อนดิ้นรน เพราะความอาฆาต
      3.3) ความเห็นชอบถูกต้องตามคลองธรรม (สัมมาทิฎฐิ) เพื่อต้องการให้มนุษย์เป็นคนมีเหตุผล รู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ ไม่เป็นคนงมงาย เชื่อง่าย มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง เข้าถึงสภาวะต่าง ๆ ด้วยปัญญา และรู้จักผิดชอบชั่วดีด้วยตนเอง เป็นการให้อิสระในทางความคิด ให้รู้จักคิดถูก คิดเป็น ใช้เป็น และประยุกต์เป็น

(ที่มา : ปายาสิราชัญญสูตร มหาวัคค์ ทีฆนิกาย สัตตันตปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ 10)



3. ความหมายของบุญกิริยาวัตถุ 10 จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ โดย รศ.ดนัย ไชยโยธา (2543) หน้า 120-124 พูดถึงบุญกิริยาวัตถุ และฉลาดทำบุญ โดยพระชาย วรสัมโม และพระไพศาล วิสาโล พอสรุปได้ดังนี้
บุญกิริยาวัตถุคือ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ การทำดีมี 10 อย่าง มี
บริจาคทาน
รักษาศีล
เจริญภาวนา
ถ่อมตน
ช่วยทำกิจ
ให้ส่วนบุญ
อนุโมทนาส่วนบุญ
ฟังธรรม
แสดงธรรม
และเห็นให้ตรง



บุญกิริยาวัตถุ 2 อย่าง คือ
บุญกิริยาวัตถุ 3 และ
บุญกิริยาวัตถุ 10
1) บริจาคทาน (ทานมัย) บริจาคทานหรือให้ทานเป็นการแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วยสิ่งของ เพื่อช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความยึดติดในวัตถุ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลหรือ ชุมชนโดยส่วนรวม
     1.1) การให้วัตถุสิ่งของ (อามิสทาน) เป็นการให้วัตถุสิ่งของแก่ผู้ที่สมควรให้ ประกอบด้วย 3 อย่าง คือ สิ่งที่ให้ เป็นสิ่งที่สนองความต้องการโดยชอบธรรม เป็นสิ่งจำเป็น เช่น ปัจจัยสี่ เจตนาให้ นั้นเต็มใจ 3 ระยะ คือ ก่อนให้ก็ยินดี ขณะให้ก็ยินดี และให้แล้วก็ยังมีความยินดี หากเกิดรู้สึกเสียดายในระยะใด บุญที่ได้จะบกพร่องไป ผู้รับ บุญจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้รับ ให้แก่ส่วนรวมหรือส่วนบุคคล
     1.2) การให้ธรรม (ธรรมทาน) เป็นการให้คำแนะนำสั่งสอน เช่น พระภิกษุเทศนา บรรยายธรรม ครูอาจารย์สอนวิชา ต่าง ๆ การให้คำแนะนำ ปรึกษาหารือในการแก้ปัญหา การชี้แนะหนทางให้เขาได้รับประโยชน์
     1.3) การให้อภัย (อภัยทาน) เป็นการให้ความปลอดภัย การไม่เอาโทษ การลดโทษ เช่น การให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องขัง การ นิรโทษกรรม การให้อภัยแก่ผู้ที่ทำล่วงเกิน และการให้ความคุ้มครองแก่สัตว์ชนิดต่าง ๆ
2) รักษาศีล (ศีลมัย) ศีล แปลว่าปกติทางกายและวาจา โดยมีเจตนาที่จะเว้นความชั่วต่าง ๆ โดยความสำรวม ระวัง ควบคุม บังคับ กิริยาอาการทางกายและทางวาจาให้ปกติธรรมดา ไม่ล่วงละเมิด ระเบียบกฎเกณฑ์หรือวินัยของหมู่ที่กำหนดไว้ตามที่ใจปรารถนา ทางแห่งความเสื่อมเสียของบุคคล และทำให้สังคมไม่เป็นปกติสันติสุขมี 5 ทางคือ
    (1) ความโหดร้ายในสันดาน ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายของผู้อื่นหรือรังแกผู้อื่นให้เดือดร้อน (ทางกาย)
    (2) ความอยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่น การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้มาเป็นของตน (ทางกาย)
    (3) การประพฤติผิดทางเพศต่อคู่ครองหรือบุคคลในครอบครัวของผู้อื่น (ทางกาย)
    (4) ความไร้สัจจะประจำใจ การพูดหลอกลวงผู้อื่น (ทางวาจา)
    (5) ความประมาทขาดสติสัมปชัญญะมี การเสพสุรา และเสพสิ่งเสพย์ติดทั้งปวง (ทางกาย)

ทางแก้ไขป้องกันโดยการรักษาศีลห้า การรักษาศีลเป็นการฝึกฝนตนที่จะลดละเลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แก่ผู้อื่น เป็นการรักษาความดีงามไว้ ไม่ให้ คุณภาพชีวิตตกต่ำ
3) เจริญภาวนา (ภาวนามัย) ภาวนา แปลว่า การอบรมจิต หรือการอบรมจิตใจให้มีความสงบ สะอาด สว่าง ด้วยการปฏิบัติ ธรรม เช่น ปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อพัฒนาจิตใจให้สงบ เกิดปัญญา ทำให้กิเลสอันเป็นรากเหง้าของความชั่ว ทางกายและทางวาจา สงบไปชั่วคราวบ้าง กำจัดให้หมดสิ้นไปเป็นบางอย่างบ้าง กำจัดให้หมดไปอย่างสิ้น เชิงบ้าง

บุญกิริยาวัตถุ 3 นี้ มาจาก อัฎฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย สุตตันตปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ 23

สำหรับบุญกิริยาวัตถุ 10 จะรวมบุญกิริยาวัตถุ 3 และเพิ่มอีก 7 อย่าง ดังนี้
4) อ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่ เป็นการทำความดีด้วยการประพฤติอ่อนน้อม เคารพ ยำเกรงผู้ที่ควรเคารพอ่อนน้อม เช่น พระภิกษุสามเณร องค์พระมหากษัตริย์ บิดามารดา พี่ ป้า น้า อา ครู อาจารย์ เป็นต้น สำหรับผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย ให้เกียรติให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่ง กันและกัน การอ่อนน้อมถ่อมตนนี้ เพื่อลดความยึดมั่นในความเป็นตัวตนว่าข้าแน่ข้าใหญ่ ข้าเก่ง
5) ช่วยทำกิจ (เวยยาวัจจมัย) ช่วยทำกิจ หรือช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกายเพื่อส่วนรวม การช่วยขวนขวาย ช่วยเหลือในทางศีลธรรม เช่น ช่วยขนของไปทำบุญ ช่วยนำเด็ก นำคนชราข้ามถนน
6) ให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) การทำบุญอุทิศให้คนอื่นผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เช่น บิดามารดา ญาติมิตร เป็นต้น ตลอดจนเฉลี่ยส่วนความดีให้แก่ผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำร่วมแสดงความคิดเห็น
7) อนุโมทนาส่วนบุญ (ปัตตานุโมทนามัย) การอนุโมทนาส่วนบุญเป็นการทำความดีด้วยการยอมรับและพลอยยินดีในความดีหรือ การทำบุญของผู้อื่น เช่น เห็นผู้อื่นบริจาคทรัพย์สร้างตึก โรงพยาบาล สร้างโรงเรียนก็พลอยยินดี เป็นต้น
8) ฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) การฟังธรรมเป็นการทำความดีด้วยการฟังธรรม การฟังเทศน์ การศึกษาธรรม และการศึกษาหาความรู้อื่น ๆ เป็นต้น เป็นการบ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว
9) แสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) การแสดงธรรมเป็นการทำความดีด้วยการสั่งสอนธรรม การให้วิชาความรู้ การส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียน การดำเนินการตั้งโรงเรียน เช่น การแสดงธรรมของ พระภิกษุ การแสดงปาฐกถาธรรมของผู้มีความรู้ การถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนนักศึกษา การให้ข้อคิดที่ดีต่อผู้อื่น เป็นต้น
10) ทำความเห็นให้ตรง (ทิฎฐุชุกัมม์) การทำความเห็นให้ตรงถูกต้องและเหมาะสม เป็นการทำความดีด้วยการทำให้เป็นสัมมาทิฐิ ให้มีความเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว เป็นต้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญทุกชนิด และทุกโอกาส เพื่อให้บุญนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องตามความมุ่งหมายพร้อมได้ผลได้ถูกทาง (ที่มา : ทีฆนิกาย อัฏฐกถา เล่มที่ 3 (สุมังคลวิลาสินี)

4. ฉลาดทำบุญ
       4.1 รู้จักบุญ บทนี้สรุปย่อประเด็นที่สำคัญของ " ฉลาดทำบุญ" รวมเรื่องน่ารู้ คู่มือทำบุญให้ถูกวิธี โดยพระชาย วรธัมโม และพระไพศาล วิสาโล (2544) ดังนี้ ท่านพุทธทาสกล่าวว่า "คนไทยชอบทำบุญ แต่ไม่ชอบทำกุศล" มนุษย์เป็นโรคบกพร่องทางจิตวิญญาณ ทำให้ขาดความสุขที่แท้ เมื่อพร่องไปก็ไปหาอะไรมาเติมในทางที่ผิด เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง ซึ่งแก้ไม่ตรงกับโรค ต้องแก้ที่เหตุ ที่ปรับปรุงจิตใจให้มีความดีงาม บางคนเข้าใจผิดว่าทำบุญนี้ให้กับพระ ให้กับคนที่เรียกว่าทำทาน ดังนั้นขอให้เข้าใจใหม่ให้ถูกต้องคือ ทานคือการให้ทั้งปวง กับใครก็ได้ บุญคือ ความดีทั้งปวง มี ทาน ศีล ภาวนา นั่นคือ ทานเป็นวิธีการหนึ่งของการทำบุญนั่นเอง

บุญคืออะไร อะไรคือเครื่องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญสามารถทำได้โดยวิธีการกำจัดสิ่งเศร้าหมองกิเลส เช่น การให้ (ทาน) การไม่เบียดเบียน (ศีล) และการพัฒนาจิตใจให้ดียิ่งขึ้น (ภาวนา) ผลของบุญจะทำให้ช่วยลดละเลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความมีใจคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ผู้อื่น และสังคมส่วนรวม พัฒนาปัญญาและพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น ทำให้เกิดภาวะน่าเคารพบูชา ทำให้จิตใจอิ่มเอิบ เป็นสุขที่สงบปราณีต
  4.2 บุญ 3 แบบ (เปื้อนบาป-เมาบุญ-ไม่ยึดติด) ท่านพุทธทาส พูดถึงวิธีการทำบุญ 3 แบบเหมือน บุคคล 3 ประเภท เอาน้ำ 3 ชนิดมาอาบชำระล้างตัว คือ
         1) บุคคลทำบุญเหมือนเอาน้ำโคลนมาอาบ เป็นคนที่ทำบุญด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนสัตว์ ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ และ เอาเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาจัดงานบุญเลี้ยงกัน รวมทั้งมีการเลี้ยงสุรายาเมาด้วย จนบางครั้งเกิดการ ทะเลาะวิวาททำร้ายกัน เป็นการทำบุญด้วยการทำบาป เหมือนเอาน้ำโคลนมาชำระล้างตัว จะ สะอาดได้อย่างไร
        2) บุคคลทำบุญเหมือนเอาน้ำเจือด้วยแป้งหอมมาอาบ เป็นคนทำบุญด้วยอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นในบุญเป็นอย่างมาก เมาสวรรค์ เมาวิมาน เป็น การทำบุญด้วยกิเลสหรือความยึดติดอย่างรุนแรง ทำบุญแล้วหวังผลเช่นนี้เหมือนเอาน้ำที่เป็น เครื่องหอมมาอาบชำระล้างกาย จะสะอาดได้อย่างไร
        3) บุคคลทำบุญเหมือนเอาน้ำสะอาดมาอาบ เป็นคนที่ทำบุญด้วยในสงบร่มเย็น ไม่ได้ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา (อาจจะมี บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นเหตุจริงจังให้จิตฟุ้งซ่าน หวั่นไหว หรือยึดติดเป็นอุปาทาน) เหมือนคน เอาน้ำสะอาดมาอาบย่อมสะอาดกว่าบุคคล 2 ประเภทแรก ดังนั้นการทำบุญควรพยายามที่จะเป็นบุคคลประเภทที่ 3 จึงจะได้บุญที่บริสุทธิ์
  4.3 วัตถุประสงค์ของการทำบุญ (ทำบุญไปทำไม)
        4.3.1 บุญเพื่อประโยชน์ 3 ระดับ (รับสุข-รับธรรม-รับอิสระ)
             1) เราทำบุญเพื่อประโยชน์สุขปัจจุบัน (ทิฎฐธัมมิกัตถะ) ต่อตนเอง จากสังคมมี ลาภ บริวาร คำชมเชย การสนองตอบกลับมา ต่อคุณภาพชีวิต มีเศรษฐกิจดี สังคมยอมรับ ต่อสังคม มีสังคมเป็นสุข ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน ไม่ทอดทิ้งกัน เห็นอกเห็นใจกันและกัน
            2) เราทำบุญเพื่อประโยชน์สุขที่สูงขึ้น (สัมปรายิกัตถะ) ต่อตนเองเมื่อยังมีชีวิตอยู่ มียกระดับจิตเราให้สูงขึ้น พัฒนาตนเองให้เจริญ มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสุขใจด้วยศรัทธา ภาคภูมิใจ อิ่มใจ แกล้วกล้ามั่นใจในชีวิต ที่ได้ทำบุญ ต่อตนเองเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว
            3) เราทำบุญเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง (ปรมัตถะ) เป็นประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิต ได้แก่ การรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความ เป็นจริง รู้เท่าทันคติธรรมดาของโลกของสังขารธรรม ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต มีจิตเป็น อิสระปลอดโปร่ง ผ่องใส ไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนปรวนแปรของชีวิต หรือการพลัดพราก จากสิ่งอันเป็นที่รักในชีวิตไม่ถูกบีบคั้น โดยความยึดมั่นของตนเอง เย็นสว่างไสวโดยสมบูรณ์
       4.3.2 ประโยชน์ 4 ด้าน ของบุญ (วัตถุ-สังคม-จิตใจ-ปัญญา)
           1) ด้านวัตถุ หรือความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยการให้ทาน บริจาคทาน
           2) ด้านสังคม ทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน ความสนิทสนมกลมเกลียวในชุมชน ทำให้ สังคมสงบสุขเกิดเป็นวัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิต
           3) ด้านจิตใจ ทำให้เกิดสร้างจิตสำนึกต่อชุมชน
           4) ด้านปัญญา ทำให้เราเข้าใจและรู้เท่าทันความจริงตามธรรมชาติของชีวิต ไม่เป็นทาส และรู้วิธีหลุดพ้นเป็นอิสระ ลองกลับไปทบทวนบุญกิริยาวัตถุ 10 ว่าแต่ละข้อให้ประโยชน์ ด้านไหนบ้าง เช่น วัตถุทานให้ด้านวัตถุ เห็นให้ตรงให้ด้านปัญญา เป็นต้น
  4.4 การตรวจสอบผลบุญ
     4.4.1 การตรวจสอบผลบุญตามบุคคลและวัตถุ (ผู้รับ-ของให้-ผู้ให้)
            1) ผู้รับเป็นผู้มีศีลมีคุณธรรมมีความดี (ปฏิคาหก) การทำบุญกับผู้รับที่ดี บริสุทธิ์ย่อมได้บุญมาก ซึ่งผู้รับไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์เสมอไป อาจเป็นสามเณร แม่ชี ชาวบ้านทั่วไปก็ได้ หากเราไปทำบุญกับคนไม่ดีเป็นคนชั่ว เขาก็เอาสิ่งที่เรา ให้ไปเป็นอุปกรณ์ทำความชั่วต่อไป เช่น ได้อาหารไปกินพอมีแรงก็ไปกิจการร้ายได้อีก อย่างนี้ได้ บุญน้อย เพราะเราจะได้บุญจากสิ่งที่เราทำไป ลบหรือมัวหมองบาปที่เขาเอาของเราไปไม่ตลอด จนหมดอายุใช้งาน (Life Cycle) หากทำบุญกับคนดี เขาก็เอาสิ่งที่เราให้ไปทำความดีต่อไปอีก บุญที่เราทำไปจึงเป็นทวีคูณ หรือเป็นบุญจากผู้รับที่เอาไปทำบุญต่อจนหมดอายุการใช้งานสิ่งนั้น
           2) วัตถุสิ่งของที่มอบให้มีความบริสุทธิ์ สิ่งของที่ทำบุญ ควรได้มาโดยสุจริต เป็นของดี มีประโยชน์ มีคุณค่า และมีความเหมาะสมกับ ผู้รับ เช่น ถวายจีวรแก่พระสงฆ์ ให้เสื้อผ้าแก่เด็ก ๆ เช่นนี้ย่อมได้บุญมาก หากสิ่งของนั้นไม่ดี เช่น อาวุธปืน ยาเสพติด สุรา หนังสือยั่วยุกามรมณ์ หรือสิ่งที่ก่อกิเลส อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ แถมยังมีโทษ เป็นบาป ไม่เป็นบุญ ผู้รับอาจนำสิ่งที่เราให้ไปทำความชั่ว อย่างแน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ทำความชั่ว
          3) ผู้ให้เป็นผู้มีศีลมีธรรมมีเจตนาที่เป็นบุญเป็นกุศล (ทายก) ถ้าตั้งใจดี เจตนานั้นประกอบด้วยปัญญา ก็ยิ่งมีบุญมาก ถ้าผู้ใช้มีเจตนาไม่ดีหวังผลตอบ แทนในทางมิชอบ ก็มีบุญน้อย
    4.4.2 การตรวจสอบผลบุญตามเจตนา (ก่อน-ขณะ-หลัง)
         1) เจตนาก่อนให้ (บุพเจตนา) ตั้งแต่ตอนแรกเริ่มต้น ตั้งใจดี มีศรัทธา มีความเลื่อมใสจิตเบิกบาน ตั้งใจทำจริง มีศรัทธามาก
         2) เจตนาขณะให้ (มุญจนเจตนา) หรือขณะถวายของให้ หรือมอบให้ ก็จริงใจจริงจัง ตั้งใจทำ ด้วยความเบิกบาน ผ่องใส มีปัญญา รู้เข้าใจ   
         3) เจตนาหลังให้ (อปราปราเจตนา) เมื่อมอบของไปแล้ว หลังจากนั้นระลึกขึ้นเมื่อใด จิตใจก็อิ่มเอิบผ่องใสขึ้น เกิดความภูมิใจในทานที่ให้ไปว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้รับจริง ๆ ระลึกได้เมื่อใดก็ได้บุญเพิ่มขณะนั้น
  4.5 ละบาปก่อนทำบุญ เพื่อทำให้ผู้ให้บริสุทธิ์ก่อนทำบุญ จึงมีการนิยมให้มีการสมาทานศีลก่อนทำบุญทุกครั้ง เป็นการ เตือนสติว่าการทำบุญครั้งนี้ เราได้ผิดศีล 5 มาเพื่อทำบุญหรือไม่ เมื่อคิดจะทำบุญระวังจะเผลอไปทำบาป มาเพื่อทำบุญ เช่น ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตมาทำบุญ โกงเงินเขามาทำบุญ เป็นการตรวจสอบสิ่งของที่จะนำมาทำ บุญมีความบริสุทธิ์จะได้บุญมาก ๆ เมื่อพิจารณาบุญตามโอวาทปาฏิโมกข์ มีใจความ 3 ประการ คือ
       1) การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
      2) การบำเพ็ญแต่ความดี
      3) การทำจิตของตนให้ผ่องใส ซึ่งจะเห็นว่าจะต้องเริ่มต้นทำบุญ ทำความดี ด้วยการละเลิกทำชั่วก่อนเช่นกัน หากทำบุญด้วย บาปก็คงไม่มีความหมายอะไรแก่ชีวิต

4.6 การทำบุญในชีวิตประจำวันที่เปื้อนบาป
     4.6.1 เอาน้ำขวดใส่บาตรพระ มีบางคนตายแล้วฟื้น แล้วบอกว่าไม่มีน้ำกิน ก็เลยเกิดความเชื่อว่าต้องทำบุญด้วยน้ำขวดเพื่อ จะได้มีน้ำกินชาติหน้า เอาน้ำขวดใส่บาตรพระทำให้ท่านต้องถือของหนักกลับวัด ทั้งที่วัดก็มีน้ำอยู่ แล้วมากมาย
     4.6.2 สังฆทานถังเหลือง สังฆทาน คือ การถวายสิ่งของแก่หมู่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการถวายกลาง ๆ ไม่จำเพาะเจาะจง ภิกษุรูปหนึ่งรูปใด พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปมีสิทธิ์ใช้สอยสิ่งของนั้น แต่อาจมีตัวแทนสงฆ์เพียงรูปเดียวมา รับประเคน ก็ถือว่าเป็นสังฆทานเหมือนกัน สังฆทานเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณทาน การให้ทานส่วน รวมได้อานิสงฆ์บุญมากกว่า สังฆทานถังเหลือง ที่ชาวพุทธนิยมซื้อไปถวายพระสงฆ์นั้นมีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล อยู่ในนั้น เช่น ยัดหนังสือพิมพ์เต็มก้นถัง (ปัญหาขยะที่วัดต้องทิ้ง) มีสิ่งของคุณภาพต่ำ เช่น หางผงซักฟอก ธูปเทียนคุณภาพต่ำ แปรงสีฟันแข็งโป๊ก ผ้าอาบน้ำฝนที่บางเบาสั้นนิดเดียว (ใช้ไม่ได้) น้ำปลาราคาถูก (น้ำเกลือใส่สี) ข้าวสารหยิบมือเดียว เศษข้าวสารหัก มีแต่เกลือป่นราคาถูกเต็มถัง ไปหมด ใบชารสเข้มที่ไม่มีพระไหนชงฉันกัน น้ำดื่มบรรจุขวดเปิดขวดมาดมดูมีแต่กลิ่นสบู่ผงซักฟอก ผงซักฟอก เวลาได้ถังสังฆทานมา ก็ใช้ไม่ได้เป็นขยะล้นวัด ทั้งวัดมีแต่กล่องใส่สบู่ เพราะมาพร้อมกับ สบู่ ก่อนใช้สังฆทานทำบุญกรุณาเปิดดู แล้วลองใช้สอยดู ถ้าตนเองยังใช้ไม่ได้ แล้วเอาไปถวาย พระ คิดว่าคงไม่เป็นบุญ น่าจะเป็นบาปมากกว่า บางสังฆทานถังเหลืองพบหนังสือโป๊อีกต่างหาก พระสงฆ์เขาต้องการอ่านหนังสือธรรมะ ไม่ใช่หนังสือโป๊
    4.6.3 จัดงานบุญด้วยการทำบาป เช่นฆ่าสัตว์มาทำบุญ เลี้ยงสุราในวัด ฉายหนังโป๊ จัดมโหรสพที่ยั่วยุกามารมณ์ในเขตวัดหรือ บ้านงานที่แข่งขันกับการฟังพระสวด เอาดอกไม้สดที่มักอาบฟอร์มาลีนไปให้งานศพ ทั้งงานมีแต่กลิ่น ฟอร์มาลีน ทั้งคนทั้งพระมึนศรีษะไปหมดจากสารพิษ พอดอกไม้สดแห้งก็เป็นภาระให้วัด เสียแรงเสีย ค่าใช้จ่ายนำขยะไปกำจัดอีก บังคับขู่เข็ญหรือหมากกล ให้มาร่วมทำบุญด้วยกลัวเสียหน้า หรือ พวงหรีดมีแต่โฟมเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เอาของไม่มีประโยชน์ต่อพระสงฆ์ไปให้วัด เช่น หมาขี้เรื้อน สัตว์ป่าพิการ สัตว์เลี้ยงที่มีจำนวนมากแต่ต้องการระบายออกไป เป็นเหตุให้พระสงฆ์ท่านลำบาก ขัด ขวางการปฏิบัติธรรม หรือสร้างความเป็นห่วงให้พระสงฆ์
  4.7 ทำบุญอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน
      4.7.1 สังฆทาน มีสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟันขนอ่อน ยาสระผม เอาไว้ใช้ก่อนโกนศรีษะ ใบมีดโกนผม ผงซักฟอก ไว้ซักจีวร เครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมชง ผ้าอาบน้ำฝนเลือกที่เนื้อหนา ๆ สบง อังสะ สังฆทานแม่ชีหรือผ้า ขาว ยาว 2-4 เมตร หนังสือธรรมะ หนังสือสิ่งแวดล้อม หนังสือสุขภาพ ยาสมุนไพร เครื่องเขียน ไฟ ฉาย ถ่านไฟฉาย จานช้อนส้อม จอบ เสียม พลั่ว ฆ้อน ตะปู ไขควง ไม้กวาด ถังขยะ ของเก็บได้นาน เหลือก็บริจาคได้อีกต่อหนึ่ง เช่น ข้าวสาร กระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ ทางที่ดี ลองดอม ๆ ไปดู ว่าวัดขาดอะไรก็ทำบุญอย่างนั้น และระวังของที่ถวายปนเปื้อนกับสารพิษ เช่นข้าวสารอบยาฆ่าแมลง อาหารบรรจุโฟม อาหารกระป๋อง (มีสารกันบูด) ใบชา กล่องสบู่ (มีมากแล้ว) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัด ลม น้ำที่ผ่านการปรุงแต่งใส่สี เหล่านี้ไม่ควรนำไปถวายพระ
     4.7.2 งานวันเกิด มีทำบุญเลี้ยงพระ อาจเป็นสามเณรหรือแม่ชีบ้างก็ดี บริจาคทรัพย์แก่องค์กรสาธารณะ ประโยชน์ เอาเงินไปไถ่ชีวิตโคกระบือที่กำลังจะถูกฆ่า ส่งเงินไปช่วยตามโรงพยาบาล ซื้อหนังสือ บริจาคห้องสมุด ปลูกป่า
     4.7.3 งานแต่งงาน นิมนต์พระมาทำบุญ ของชำร่วยแทนที่จะพวงกุญแจ หรือของสวยงามที่เอาไว้เก็บอย่างเดียว เปลี่ยนมาเป็นเทปธรรมะ หนังสือธรรมะ หนังสือที่เหมาะกับผู้รับ และบรรยากาศงานแต่งงาน หนังสือ วรรณกรรมเด็ก เช่น เจ้าชายน้อย ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก เป็นการช่วยสังคมอีกทางหนึ่ง หากสังคมคนติดยาเสพติดมาก ก็อาจแจกคู่มือลดละเลิกยาเสพติด
     4.7.4 ทำบุญตักบาตร ทำอาหารเองตักบาตรดีกว่าซื้อข้าวถุงตามตลาด เพราะของเหล่านั้นไม่ปราณีตมักปนสารกัน บูด ฟอร์มาลีน ไม่สด ใส่สี ช่วงเช้าตักบาตรควรถวายของสด ไม่ควรถวายดอกไม้ ธูปเทียน อาหาร กระป๋อง น้ำขวด น้ำอัดลมใส่สีแต่งกลิ่น เป็นภาระในการถือของหนักกลับวัด ช่วงเทศกาล ชาวพุทธตักบาตรพร้อมกันมาก ถ้าเป็นอาหารสดจะเหลือและต้องทิ้ง ช่วงนี้ควร เลี่ยงไปตักบาตรอาหารแห้งจะดีกว่า หรือถวายเงินเพื่อการศึกษาของพระสงฆ์     4.7.5 งานศพ งานบุญเมืองไทยที่น่าปรับปรุงมากที่สุดก็คือ งานศพ โดยเฉพาะในเมือง เพราะเป็นปัญหาทั้ง ค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม งานศพนอกจากนิมนต์พระมาสวดแล้ว ควรนิมนต์มาเทศน์บรรยายธรรม เรื่อง การเกิด การ แก่ การเจ็บ การตาย ความเป็นอนิจจังไม่แน่นอน เรื่องสุขภาพ คติชีวิตจากประวัติผู้ตาย บริจาคเงิน ในนามผู้ตายเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สนับสนุนการศึกษาของพระสงฆ์ ทำให้เกิดบรรยากาศมรณสติ การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จัดงานศพหลายวันนั้นควรหลีกเลี่ยง เพราะค่าใช้จ่ายสูงและยังกินที่วัด สำหรับศพรายอื่น ต่อไป ประเพณีกินข้าว กินเหล้าในงานศพ เป็นสิ่งไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือยเปล่า ๆ คนมางานศพก็ต้องจ่าย เงินเพิ่มเพื่อช่วยงานเลี้ยงด้วย และบางคนก็ทานมาแล้วจากที่บ้าน พวงหรีดนี้เป็นแหล่งกำเนิดสร้างขยะ ดอกไม้สด โฟม กระดาษ หลังเลิกงานก็จะเป็นภาระใน การกำจัดขยะ ผ้าขนหนูก็พอมีประโยชน์บ้างแต่ถ้ามีมาก ๆ ก็เป็นของเหลือใช้ ถ้าจะให้ดีเจ้าภาพควร สำรวจดูว่ามีอะไรขาดเหลือในวัด หรือในสาธารณะ เช่น ต้นไม้ ก็เป็นพวงหรีดต้นไม้ ถ้าเป็นเก้าอี้ก็ให้ เป็นพวงหรีดเก้าอี้ ของแจกในงานศพ อาจเป็นหนังสือธรรมะก็มีมากแล้ว ก็เป็นหนังสือสุขภาพ บางรายทำเป็น ดิกชันนารีแจกโดยเอารูปผู้ตายเป็นปก หรือเขียนบรรยายความรู้สึกการสูญเสียผู้ตาย บรรยายถึง วินาทีสุดท้ายแจกในงานศพ หรือทำผลิตภัณฑ์ประดิษฐ์เองแจกเป็นของชำร่วยอื่น ๆ ก็มีพวงกุญแจ ตลับยาหม่อง พระเครื่อง เทปธรรมะ
     4.7.6 ทำบุญแบบไม่เสียเงิน ลองเก็บไปดูบุญกิริยาวัตถุ 10 ว่ามีการทำบุญที่ไม่ต้องเสียเงินอีกตั้งมากมาย แต่เรามักคุ้น เคยกับการทำบุญแบบเสียเงิน ตามภาวะสังคมแบบบริโภคนิยม ทำบุญแบบไม่เสียเงิน ส่วนใหญ่มักได้บุญมากกว่าเสียเงิน ลองย้อนกลับไปดูพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มบำเพ็ญความดีจากการสละเวียงวังมาเข้าป่าหาสัจธรรม หันหลังให้กับทรัพย์สิน เงินทองและราชวัง และก็ไม่มีเงินติดตัวอีกต่างหาก ทำไมถึงสามารถบำเพ็ญบุญบารมี จนตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าได้
          1) ทำอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า จากของที่มีอยู่ในบ้าน
          2) ทำกิจกรรมสันทนาการกับเด็ก ๆ ตามสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เช่น เล่นเกมส์ วาดภาพ เล่านิทาน ร้องเพลง
          3) ทำสันทนาการกับผู้ใหญ่ เช่น บุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เราก็ไปเล่นดนตรีให้เขาฟัง ทำอาหารไปเลี้ยงผู้ถูกคุมขัง
          4) เยี่ยมคนชรา นำอาหารไปเลี้ยง ไปเล่นดนตรีให้ฟัง  
          5) ครูข้างถนน หาสถานที่เหมาะสอนวิชาชีพแก่ผู้สนใจ เช่น ทำดอกไม้ วาดภาพ
          6) บริจาคเสียง โดยการอ่านหนังสือใส่เทปให้ห้องสมุดเสียง ให้คนตาบอดฟัง
          7) เป็นอาสาสมัครในวัด ยามเวลาว่าง ๆ เช่นวัดที่ดูแลเลี้ยงเด็กกำพร้า วัดที่จัดงานปฏิบัติธรรม
          8) ทำความดีกับคนรอบข้าง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน
          9) แนะนำพร่ำสอนความดีให้กัน
        10) ตอบแทนความดี ปรับความเข้าใจ

5. การวิเคราะห์บุญ หลังจากที่ท่านได้ทราบได้ศึกษาบุญจากบุญกิริยาวัตถุ 10 ศึกษากุศลจากกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งการทำบุญ รู้จักวัตถุประสงค์ของการทำบุญว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง ตลอดจนวิธีการตรวจสอบผลบุญว่า บุญที่ทำไปแล้วจะได้บุญมากหรือบุญน้อยจากหลัก ผู้รับ-ของให้-ผู้ให้ เจตนาก่อนให้-ขณะให้-หลังให้ รู้ว่าการทำบุญบางอย่างทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลับทำให้บุญเปื้อนบาปไปด้วย และรู้วิธีการทำบุญอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน

บทนี้ ผู้เขียนขอเสนอวิธีการวิเคราะห์บุญในมุมมองเชิงต่าง ๆ เพื่อให้เรามีความแตกฉานเรื่องบุญจะได้นำความรู้ไปบริหารบุญ หรือนำหลักบุญไปใช้ในการบริหารงานได้
      5.1 ทำบุญด้วยอคติ เมื่อนำหลักอคติ 4 มาจับเรื่องการทำบุญแล้ว จะพบว่าในชีวิตประจำวัน เราท่านทั้งหลายมีการทำบุญด้วยอคติอยู่เป็นจำนวนมาก อคติ คือ ความลำเอียง ความไม่เที่ยงธรรม ซึ่งมี 4 อย่าง คือ
           1) ทำบุญเพราะชอบ (ฉันทาคติ) เช่น เป็นคนชอบทำบุญให้ทานจะทำแบบถูกหรือผิดไม่รู้ วัดนี้ของฉัน ฉันต้องช่วย กฐินของเพื่อนเราจัดเราต้องไปช่วย
           2) ทำบุญเพราะไม่ชอบไม่พอใจ (โทสาคติ) เช่น พอได้ซองทำบุญ นึกฉุนทันที ทำไมมาบ่อย แต่ก็ต้องทำบุญเอาเงินใส่ซองอย่างเสียมิได้ แล้วมาแอบบ่นภายหลัง
           3) ทำบุญด้วยความเขลา ความหลง (โมหาคติ) เช่น ทำบุญเพราะเชื่อว่าถ้าไม่ทำบุญด้วยน้ำกลัวว่าชาติหน้าจะไม่มีน้ำกิน ทำบุญด้วยเมาสวรรค์ เมาบุญ เชื่อว่าทำบุญนั้นยิ่งจ่ายเงินมาก ๆ บุญยิ่งมากขึ้น หรือทำบุญด้วยเงินมาก ได้บุญมากกว่าใช้เงินน้อย
           4) ทำบุญด้วยความกลัว (ภยาคติ) เช่น กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิดเป็นคน จึงรีบทำบุญตอนแก่เฒ่า ทำบุญเพราะกลัวเสียหน้า ยิ่งเขาเขียนชื่อ รายชื่อผู้บริจาคบนกระดานด้วยแล้ว เดี๋ยวหาว่าเราขี้เหนียว ใจไม่สปอร์ต
   5.2 ทำบุญด้วยกาลามสูตร กาลามสูตร เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อแล้วเอามาถือปฏิบัติ ซึ่งอาจไม่ถูกต้องเหมาะสมก็ได้ ควรใช้ปัญญาไตร่ตรอง เลือกแต่ทางไม่เบียดเบียน และก่อให้เกิดประโยชน์ เราลองเอาเรื่องกาลามสูตร มาจับเรื่องการทำบุญได้ดังนี้
         1) ทำบุญเพราะฟังตามกันมา เช่น พ่อแม่สอนไว้ต้องทำตามทุกขั้นตอน
         2) ทำบุญเพราะสืบต่อกันมา เช่น พิธีกรรมต่าง ๆ พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ พิธีงานศพ พิธีบวชของชายไทยตามวัฒนธรรมคนไทย
        3) ทำบุญตามข่าวเล่าลือ เช่น มีผีแม่ม่ายมาต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้
        4) ทำบุญตามที่ตำรากล่าวอ้าง เช่น ตำราพิธีงานบุญประเพณีต่าง ๆ
        5) ทำบุญตามความคิด ตามตรรกะได้ เช่น ทำบุญด้วยน้ำ ชาติหน้าน่าจะมีน้ำกิน
        6) ทำบุญตามการอนุมาน เช่น ฝันเห็นเปรตตื่นขึ้นมา คิดว่าเปรตมาขอส่วนบุญ เลยรีบไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้
        7) ทำบุญตามการตรึกตรองตามแนวเหตุผล เช่น ทำดีย่อมได้ดีแน่ ๆ
        8) ทำบุญตามทฤษฎีของตน เช่น คิดว่าทำบุญงานฝังลูกนิมิต 7 วัด จะได้ขึ้นสวรรค์
        9) ทำบุญเพราะหน้าตาน่าเชื่อถือ เช่น พบคนนี้น่าเคารพ พบพระสงฆ์มีบุคคลิกภาพน่าเชื่อถือ เห็นหน้าตาเขาทุกข์มาก เช่น ขอทานแขนขาดขาขาดต้องให้เงินเขา
      10) ทำบุญเพราะท่านนี้เป็นครูเรา เช่น ครูอาจารย์เรา
    5.3 ทำบุญตามหลักอริยมรรค อริยมรรค 8 สรุปย่อเป็นปัญญา ศีล สมาธิ และสามารถทำบุญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นบุญเปื้อนบาปหรือหลงเป็นเหยื่อในการทำบุญอีกต่อไป


-----------------------------------------------------------------------------------------------
วิธีสร้างบุญบารมี

บุญ ความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กล่าวว่า บุญ คือเครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ และกุศลธรรม บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง

วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ขั้นตอน คือการให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกกันว่า “ทาน ศีล ภาวนา” ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญเป็นเบื้องต้นที่สุด ได้บุญน้อยที่สุดในการทำบุญทั้ง ๓ ขั้นตอน ซึ่งการให้ทานนี้ ไม่ว่าจะทำมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้ และการถือศีลนั้น แม้จะถือมากและเคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้นการเจริญภาวนานั้น จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด ได้บุญบารมีมากที่สุด

ในทุกวันนี้เราส่วนใหญ่ รู้จักกันแต่การให้ทานอย่างเดียว เช่น การทำบุญตักบาตร ทอดกฐิน ผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ส่วนการถือศีลที่แม้จะได้บุญมากกว่าการทำทาน ก็ยังมีการวิรัติรักษา คือถือศีลกันเป็นส่วนน้อย ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจอันดี จึงขอชี้แจงถึงวิธีการสร้างบุญบารมี ว่าอย่างไรจึงจะเป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้บุญบารมีมากที่สุด
----------------------------------------------------------------------------------------------------

ส่วนหนึ่งจากหนังสือเรื่อง “วิธีสร้างบุญบารมี”
พระนิพนธ์ใน
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ วัดบวรนิเวศวิหาร ธรรมทาน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐
และถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา ในวันพุธที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เจริญด้วยพระชนมายุยิ่งยืนนาน
.

กลับไปยังรายบอร์ด