พื้นที่นำเสนอผลงานทางวิชาการข่าวกิจกรรม
พื้นที่ นี้ใช้สำหรับนำเสนอผลงานทางวิชาการของคุณครูทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้มีการศึกษา/วิจัยการเรียนการสอน เท่านั้น
หากท่านเจ้าของผลงานต้องการเสนอบทที่ 1-3 เป็นวิทยาทาน กรุณาติดต่อ kunkroo@gmail.com
เพื่อนำขึ้นให้ดาวน์โหลด และควรลบชื่อนามสกุล และที่อยู่ออกก่อน ไม่ควรนำบทที่ 4-5 ให้ดาวน์โหลด ครับ
หากมีรายการแบบอื่น ลบทันที ห้ามโฆษณาเด็ดขาด




วิจัยครูโรงเรียนวัดบึงบัว

รายงานการวิจัย การเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาไทย ก่อนและหลังการเรียนจากแบบฝึกทักษะการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัย นางตนิยรัตน์ เสือสูงเนิน
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) เพื่อศึกษาการใช้วิธีการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน (๒) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียน ก่อนและหลังการเรียน (๓) เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการเขียน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน ๓๐ คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (๑) แผนการจัดการเรียนรู้ (๒) แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า (๑) ความสามารถทางการเขียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน















รายงานการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนภาษาไทย โดยใช้นิทานอีสป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัย นางตนิยรัตน์ เสือสูงเนิน
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ๑) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนภาษาไทย ก่อนและหลังเรียน โดยใช้นิทานอีสป ๒) ศึกษาความก้าวหน้าในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ หลังการเรียนโดยใช้นิทานอีสป ๓) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้นิทานอีสป
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว กรุงเทพมหานคร จำนวน ๓๐ คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนภาษาไทย จำนวน ๕ แผ่น ๑๒ ชั่วโมง ๒) นิทานอีสปจำนวน ๕ เรื่อง ๓) แบบทดสอบความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนก่อนเรียนและหลังเรียน ๔) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้นิทานอีสป การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนพัฒนาการ คะแนนอัตราพัฒนาการและการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า ๑) ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ หลังได้รับการเรียนโดยใช้นิทานอีสปสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๒) ความก้าวหน้าในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนภาษาไทย นักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นทุกคน ๓) ความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสป นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน นิทานอีสป





ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การใช้ชุดฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชื่อผู้วิจัย น.ส.ทินรัตน์ ผ่องพูน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ภาคเรียนที่ ๒

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเสริมสร้างและพัฒนากระบวนการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนการสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๐ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๐ คน ได้มาโดยการสมัครใจเลือกเรียนชมรม
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบทดสอบความรู้ก่อน-หลังเรียน ๒) การปฏิบัติกิจกรรมและสังเกตการณ์ปฏิบัติกิจกรรม
ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติกิจกรรมทางการเกษตรที่ดีขึ้น เมื่อมีการฝึกฝนและฝึกปฏิบัติบ่อยครั้ง เป็นผลจากการใช้ชุดฝึกทักษะที่ดีขึ้น

นิยามศัพท์เฉพาะ
การผสมดิน การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง








ชื่องานวิจัย สำรวจทัศนคติของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีต่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเกษตร กรณีศึกษาเฉพาะในโรงเรียนวัดบึงบัว
ชื่อผู้วิจัย นายโฆษิต บุญเลิศ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา นายอภิวัฒน์ ราษฎรดี

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจทัศนคติของนักเรียน ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีต่อวิชาการเกษตร เพื่อนำไปปรับปรุงการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียนในโรงเรียนวัดบึงบัว
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๕๐ คน โดยการสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนประถมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๘๔ คน
เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจทัศนคติของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ ๔
ผลของการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ มีทัศนคติ ความพึงพอใจต่อวิชาการเกษตร ดังนี้
ด้านเนื้อหา ร้อยละ 30 อยู่ในระดับปานกลาง
ร้อยละ 50 อยู่ในระดับมาก
ร้อยละ 20 อยู่ในระดับมากที่สุด

ด้านครูผู้สอน ร้อยละ 2 อยู่ในระดับน้อย
ร้อยละ 33 อยู่ในระดับปานกลาง
ร้อยละ 40 อยู่ในระดับมาก
ร้อยละ 25 อยู่ในระดับมากที่สุด
ด้านผู้เรียน ร้อยละ 30 อยู่ในระดับปานกลาง
ร้อยละ 40 อยู่ในระดับมาก
ร้อยละ 30 อยู่ในระดับมากที่สุด
จากผลการสำรวจ ผู้สอนยังต้องพัฒนาการเรียนการสอนด้านเนื้อหาและด้านผู้เรียนให้มากขึ้น
ข้อเสนอแนะ
นักเรียนส่วนมากชอบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นการปฏิบัติ และทำงานเป็นกลุ่ม
นิยามศัพท์เฉพาะ
-
ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การสำรวจการส่งงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
ชื่อผู้วิจัย นางสำราญ แสงทอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนในการส่งงานในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๕ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๕ คน ได้มาโดยการคัดเลือก
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกหัดท้ายบท ๒) ใบงานตามเนื้อหา ๓) แบบบันทึกพฤติกรรมนักเรียนในการส่งงาน
ผลการวิจัยพบว่า
ในระยะเริ่มแรกของงานวิจัยนักเรียนบางคนขาดความรับผิดชอบในการส่งงาน แต่เมื่อได้รับการกวดขันจากครูในแต่ละรายวิชา มีการส่งงานและการปฏิบัติงานได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ต้องมีการทวงถามในบางครั้ง นักเรียนยังมีความรับผิดชอบต่องานของตนเองไม่มากพอ ในระดับที่คาดหวัง จึงได้แก้ปัญหาโดยการจัดทำใบบันทึกการส่งงาน และใช้คะแนนมาเป็นเครื่องจูงใจ ซึ่งภายหลังจากการแก้ไข นักเรียนมีความรับผิดชอบในการส่งงานดีขึ้น

นิยามศัพท์เฉพาะ
-





ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนากระบวนการคิด กลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โดยใช้แบบทดสอบ กระบวนกาเรรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ชื่อผู้วิจัย นางสำราญ แสงทอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนากระบวนการคิด
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๖ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๖ คน ได้มาโดยการคัดเลือก
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบ
ผลการวิจัยพบว่า
ความสามารถในการคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ พัฒนาสูงขึ้น สิ่งหนึ่งที่ส่งผลให้การทดสอบเป็นไปด้วยดี ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน กล่าวคือ หากผู้สอนสามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตรกับผู้เรียนได้ ผู้เรียนจะเกิดความวางใจ สนุกกับการเรียน การทำแบบทดสอบ ผู้ทดสอบจะรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดและตอบคำถามต่างๆ และสนุกๆ ที่จะคิดแบบอิสระโดยไม่ระแวงและถูกตำหนิ

นิยามศัพท์เฉพาะ
แบบทดสอบกระบวนการคิด หมายถึง แบบทดสอบปรนัยที่มีค่าคะแนนคำตอบในแต่ละข้อไม่เท่ากัน ตามลำดับความสำคัญ





บทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย นักเรียนมีทักษะการอ่านดีขึ้นถ้าได้ทบทวนการอ่านก่อนกลับบ้าน
ชื่อผู้วิจัย นางบุญยภัฐต์ เสียงสวัสดิ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมาย ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนแต่ละคนมีการพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ คือการอ่านภาษาไทย ถ้าใครอ่านเก่งจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นได้ว่านักเรียนคนนั้นสนใจเรียนแน่นอน เพื่อเน้นให้นักเรียนทุกคนเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาจากการอ่านการเขียนภาษาไทย และภาษาไทยจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ถ้าอ่านออกแล้ว การเรียนสาระอื่นย่อมอ่านได้เช่นกัน การเรียนย่อมประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพดีขึ้น กว่าการอ่านไม่เก่ง
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๕ คน เวลา ๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐ น. ของวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ และวันศุกร์
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๑) รูปภาพ ๒) หนังสือเครื่อง ๓) แบบทดสอบ
ผลการวิจัยพบว่า
๑. ฝึกการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
๒. ทำให้การอ่านของนักเรียนเกิดการพัฒนาขึ้น
๓. เน้นความสามัคคีด้วยกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อน คนอ่านเก่งจะสอนคนอ่านไม่เก่งแล้วมาอ่านให้ครูฟัง








ชื่องานวิจัย ผลการใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย
ชื่อผู้วิจัย นางสาวศรุดา เหล่าพล
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย
๑. เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย
๒. เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ดำเนินการวิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังนี้
๑. จัดหานวัตกรรมเพลงภาษาอังกฤษที่มีเนื้อร้อง ทำนองเหมาะสำหรับเด็ก
๒. นำเพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กมาจัดเป็นแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
๓. สื่อประกอบการร้องเพลง และท่าทางประกอบ
๔. สร้างแบบสังเกต/สัมภาษณ์ ใช้กับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียว
ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีการวางแผนดังต่อไปนี้
๑. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสังเกต/สัมภาษณ์ ก่อน-หลังใช้เพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกับเด็กปฐมวัยกลุ่มเป้าหมาย
๒. วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย (x) และค่าร้อยละ แล้วเปรียบเทียบวิเคราะห์ข้อมูลสรุปผล
๓. เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างระหว่างก่อน และหลังการใช้เพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกับเด็กปฐมวัยกลุ่มเป้าหมาย
ผลการวิจัยพบว่า
๑. จากการทดลองใช้เพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกับเด็กปฐมวัย ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เวลา ๑๐ สัปดาห์ ทำให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีความก้าวหน้าในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
๒. ผลการวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์จากการใช้เพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกับเด็กปฐมวัย ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ทำให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีความก้าวหน้าในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๑๘.๔๔ พอจะสรุปได้ว่าการใช้เพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกับเด็กปฐมวัย ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ทำให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีความก้าวหน้าในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นที่น่าพอใจ

นิยามศัพท์เฉพาะ
เพลง หมายถึง เพลงภาษาอังกฤษที่มีเนื้อร้อง ทำนอง เหมาะสำหรับเด็ก
ชื่องานวิจัย ผลการใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรม ต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล ๑/๒ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง
ชื่อผู้วิจัย นางสาวศรุดา เหล่าพล
ปีการศึกษา ๒๕๕๓
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย
๑. เพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล ๑/๒ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบังให้ลดลง และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น
๒. เพื่อพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยให้สนุกสนาน เพลิดเพลิน กลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กปฐมวัยระดับชั้นอนุบาล ๑/๒ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๐ คน ได้มาโดยการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ดำเนินการวิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังนี้
๑. จัดหานวัตกรรมหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรม จำนวน ๑๐ เรื่อง
๒. สื่อประกอบการเล่านิทาน
๓. สร้างแบบบันทึกพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ใช้กับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียว
ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีการวางแผนดังต่อไปนี้
๑. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นก่อน-หลังใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรม ใช้กับเด็กปฐมวัยกลุ่มเป้าหมาย
๒. วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย (x) และค่าร้อยละ แล้วเปรียบเทียบวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการฟังนิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรม ใช้สอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน ๑๐ เรื่อง เป็นเวลา ๑๐ สัปดาห์
ผลการวิจัยพบว่า
๑. จากการทดลองใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรมสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ สัปดาห์ ทำให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีความก้าวหน้าในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปในทางที่ดีขึ้น
๒. ผลการวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์จากการฟังนิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรมสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีความก้าวหน้าในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๙.๘๕ พอจะสรุปได้ว่าการใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม-จริยธรรมสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ ช่วยทำให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปในทางที่ดีเป็นที่น่าพอใจ
ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนาการอ่านการสะกดคำโดยใช้แบบเรียนภาษาไทย ป.๖ เล่ม ๑
ชื่อผู้วิจัย นางโฉมภิต กนิษฐวงศ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนอ่านคำศัพท์ในบทเรียนได้ แจกลูกคำได้ เพื่อให้นักเรียนอ่านหนังสือให้คล่องขึ้น จำอักษร-สระในการประสมคำได้ดีขึ้น
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๗ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๐ คน ได้มาโดยการทดสอบการอ่านหนังสือแบบเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบเรียนภาษาไทย ป.๖ ๒) แบบฝึกทักษะภาษาไทย ป.๖ ๓) อ่านหนังสือการ์ตูน นิทานบ่อยๆ
ผลการวิจัยพบว่า
- นักเรียนจำนวน ๑๙ คน อ่านหนังสือได้คล่องขึ้น สามารถแจกลูกคำได้ สะกดคำได้ดีขึ้น
- นักเรียนอีก ๑ คน ยังจำรูปสระ-พยัญชนะไม่ได้ ต้องพัฒนาต่อไป และแนะนำผู้ปกครองให้พาบุตรไปพบแพทย์ต่อไป

นิยามศัพท์เฉพาะ
การสะกดคำด้วยพยัญชนะ สระ มีพยัญชนะต้น สระ และตัวสะกด การแจกลูกคำ หมายถึง การแจกแจงคำแม่ ก กา คำง่ายๆ ด้วยการแยกพยัญชนะและสระบ่อยๆ เช่น
กา แจกลูกคำ กอ-อา-กา
ขา แจกลูกคำ ขอ-อา-ขา
ภาพ แจกลูกคำ ภอ-อา-พอ-พาบ
โจทย์ แจกลูกคำ จอ-โอ-ทอ-ยอ-การันต์-โจด


ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การแก้ปัญหานักเรียนเขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง
ชื่อผู้วิจัย นางโฉมภิต กนิษฐวงศ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนเขียนสะกดคำจากมาตราตัวสะกดต่างๆ ได้ถูก นักเรียนจะได้เขียนคำศัพท์ยากๆ ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๗ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๒ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๕ คน ได้มาโดยการทคัดเลือกนักเรียนที่อ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่องมาฝึกอ่านฝึกเขียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) หนังสือพิมพ์ ๒) วารสารต่างๆ สิ่งพิมพ์ต่างๆ ๓) ใบงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการฝึกสะกด เขียนคำทั้ง ๘ มาตราตัวสะกด
ผลการวิจัยพบว่า
- นักเรียนจำนวนมากเขียนคำ สะกดคำยาก คำศัพท์ มาตราตัวสะกดทั้ง ๘ มาตราตัวสะกด ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น แต่ยังมีอีกประมาณ ๓-๔ คน ยังเขียนคำยากๆ ไม่คล่อง ต้องใช้เวลาในการทำใบงานต่างๆ นานกว่านักเรียนคนอื่นๆ ส่วนลายมือยังต้องปรับปรุงความตั้งใจขึ้นอีกมากพอสมควร

นิยามศัพท์เฉพาะ
การสะกดคำ หมายถึง การเขียนคำยากไม่ตรงมาตราตัวสะกดให้ถูกต้อง และสามารถเขียนคำอ่านได้ถูกต้อง





ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๕
ชื่อผู้วิจัย นางสาวโสรญา สดภิบาล
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถอ่านคำศัพท์ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง My family ได้คะแนนผ่านเกณฑ์
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๗๐ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๐ คน ได้มาโดยการเลือกนักเรียนที่ไม่ผ่านการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนข้อความ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) บัตรคำศัพท์หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ ๒) Fishing Game ๓) Bingo Game ฝึกอ่านคำศัพท์ เรื่อง My family จำนวน ๓ ชุด
ผลการวิจัยพบว่า
การอ่านคำศัพท์ ภาคปฏิบัติ โดยการอ่านคำศัพท์ชุดที่ ๑ ชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ ครั้งละ ๙ คำ ทั้ง ๓ ครั้ง พบว่า โดยเฉลี่ยนักเรียนอ่านคำศัพท์ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
การอ่านคำศัพท์โดยใช้แบบทดสอบภาคความรู้ทั้ง ๓ ครั้งๆ ละ ๙ คำ พบว่า นักเรียนได้คะแนนร้อยละ ๕๐ ขึ้นไป ซึ่งถือว่าสอบผ่านทุกคน

นิยามศัพท์เฉพาะ
-




ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงโดยการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมกลุ่ม
ชื่อผู้วิจัย นางสาวโสรญา สดภิบาล
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้นักเรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๗๘ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แผนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ๒) แบบสังเกตพฤติกรรม ๓) แบบทดทอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ผลการวิจัยพบว่า
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักเรียนชั้น ป.๖/๓ มีพฤติกรรมโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างทักษะการเรียนรู้ทางภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี นักเรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนและกล้าคิดกล้าแสดงออกมากขึ้น เกิดความสามัคคีในหมู่คณะและมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจ

นิยามศัพท์เฉพาะ
Brain – Storming Group การเรียนด้วยเทคนิคกิจกรรมกลุ่ม





ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะการบวก ลบ และคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๕
ชื่อผู้วิจัย นางอำมรรัตน์ สุขเสริม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนมีทักษะการบวก ลบ และคูณทศนิยมได้ดียิ่งขึ้น
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๗๐ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกทักษะการบวกลบและคูณทศนิยม ๒) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ และคูณทศนิยม ทำการทดสอบหลังเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิม ๓.๘ คะแนน

นิยามศัพท์เฉพาะ
แบบฝึกทักษะการบวก ลบ และคูณทศนิยม หมายถึง สิ่งพิมพ์ที่จะประกอบด้วยข้อความ คำตอบ ที่ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ
ทศนิยม คำอ่าน ทด-สะ-นิ-ยม คำอธิบาย จำนวนจริง โดยกำหนดจุดจุดหนึ่งให้อยู่ข้างหน้าหรืออยู่ระหว่างตัวเลขต่างๆ เช่น ๑๒.๐๘ ๐.๗ เป็นต้น





ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ระคน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน
ชื่อผู้วิจัย นางอำมรรัตน์ สุขเสริม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ระคนได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๘๔ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน ๒) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน ทำการทดสอบหลังเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ๔.๒๐ คะแนน

นิยามศัพท์เฉพาะ
-







ชื่องานวิจัย การวิเคราะห์การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ป.๒ เรื่อง การบวก การลบ จำนวนนับไม่เกิน ๑,๐๐๐
ชื่อผู้วิจัย นายอนันต์ อาจคำพันธ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
ที่ปรึกษา นายอภิวัฒน์ ราษฎรดี

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการบวก และการลบ โดยใช้แบบฝึกหัด การพูดคุยกับนักเรียนในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาของนักเรียน
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ จำนวน ๕ คน โดยการสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนที่มีปัญหาการวิเคราะห์โจทย์ โดยให้นักเรียนทดสอบก่อนเรียน เรียนซ่อมเสริม จากนั้นทำแบบฝึกหัดที่ครูสร้างขึ้น และทำการทดสอบหลังเรียน และวิเคราะห์ผลคะแนนโดยใช้วิธีการหาค่าร้อยละของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียนเปรียบเทียบกัน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อน และหลังเรียน
ผลการศึกษาปรากฏว่า การใช้กิจกรรมต่างๆ และการใช้แบบฝึกหัดทำให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบมากขึ้น และสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังเรียน

นิยามศัพท์เฉพาะ -










ชื่องานวิจัย การวิเคราะห์การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ป.๒ เรื่อง การคูณ
ชื่อผู้วิจัย นายอนันต์ อาจคำพันธ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
ที่ปรึกษา นายอภิวัฒน์ ราษฎรดี

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ จำนวน ๕ คน ซึ่งต่อยอดมาจากการวิจัยเพื่อวิเคราะห์โจทย์ปัญหาเรื่องการบวก และการลบในภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๓ ซึ่งพบว่า นักเรียนทั้ง ๕ คน ยังมีปัญหาการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาเรื่องการคูณ การวิจัยครั้งนี้จะใช้แบบฝึกหัด การพูดคุยกับนักเรียนในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาของนักเรียน โดยให้นักเรียนทดสอบก่อนเรียน
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ จำนวน ๕ คน โดยการสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนที่มีปัญหาการวิเคราะห์โจทย์การคูณ โดยให้นักเรียนทดสอบก่อนเรียน เรียนซ่อมเสริม จากนั้นทำแบบฝึกหัดที่ครูสร้างขึ้น และทำการทดสอบหลังเรียน และวิเคราะห์ผลคะแนนโดยใช้วิธีการหาค่าร้อยละของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียนเปรียบเทียบกัน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อน และหลังเรียน
ผลการศึกษาปรากฏว่า การใช้กิจกรรมต่างๆ การพูดคุย การเรียนซ่อมเสริม การอธิบายความหมายของคำ และการใช้แบบฝึกหัดทำให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้โจทย์ปัญหาการคูณมากขึ้น และสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังเรียน

นิยามศัพท์เฉพาะ -








บทคัดย่อ

ชื่องานวิจัย การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัย
ชื่อผู้วิจัย นางกาญจนา ปรึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ บูรณาการ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายคือ ต้องการให้เด็กปฐมวัยมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน สำหรับการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่สูงขึ้น เพื่อพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๖๘ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาล ๒/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๓ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ ๒) แบบทดสอบการพัฒนาด้านพหุปัญญา ๓) ตารางบันทึกผล
ผลการวิจัยพบว่า หลังจากใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย มีความสามารถทางด้านพหุปัญญาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ทั้งในภาพรวมและรายด้าน

นิยามศัพท์เฉพาะ
๑. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กชาย หญิง อายุ ๕-๖ ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
๒. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง วิธีการและขั้นตอนที่ใช้ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ๑) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ๒) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ๓) จิตวิทยาศาสตร์
๓. พหุปัญญา ตามแนวคิดของการ์ดเนอร์ หมายถึง ปัญญาของมนุษย์มี ๘ ด้าน คือ ๑) ปัญญาด้านภาษา ๒) ปัญญาด้านคณิตศาสตร์ ๓) ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ ๔) ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ๕) ปัญญาด้านดนตรี ๖) ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ ๗) ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง ๘) ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา
บทคัดย่อ

ชื่องานวิจัย การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือเพื่อลดพฤติกรรมการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของเด็กปฐมวัย
ชื่อผู้วิจัย นางกาญจนา ปรึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ บูรณาการ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายปรับพฤติกรรมของนักเรียนชั้นปฐมวัย เพื่อให้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๖๘ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๓ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดกิจกรรมแบบร่วมมือ ๒) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน
ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือมีการคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้

นิยามศัพท์เฉพาะ
๑. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กชาย หญิง อายุ ๕-๖ ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
๒. พฤติกรรมการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เป็นลักษณะที่เด็กนึกถึงตนเองมากกว่าผู้อื่น โดยจะรับรู้สิ่งที่ตนสนใจ และยึดถือว่าสิ่งที่ตนคิดหรือทำดีกว่าผู้อื่น เอาแต่ใจตนเอง ดูถูกความสามารถของผู้อื่น ไม่ให้ความร่วมมือ หวงของ และต้องการให้ผู้อื่นเห็นด้วยกับวามคิดหรือสิ่งที่ตนกระทำ ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นอุปสรรคในการเข้าสังคมของเด็ก (Rubin.)
๓. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ หมายถึง การสร้างชิ้นงานใหม่ๆ ที่เกิดจากความคิดของเด็ก คิดได้หลายแนวทาง หลายรูปแบบโดยไม่มีขอบเขต ครูเป็นผู้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นเพื่อให้เด็กได้ทำงานร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ประสบการณ์ จนผลงานสำเร็จ
ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย ผลการใช้แบบฝึก และซีดีในการฝึกทักษะการเขียนตัวอักษรของนักเรียน อนุบาล ๒/๑
ชื่อผู้วิจัย นางสารภี จ้อยช้างเนียม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ บูรณาการ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาด้านการเขียนของนักเรียนให้ถูกวิธีและสวยงาม
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล ๒/๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๖ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาล ๒/๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๘ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกเขียนตามรอยประของตัวอักษร สระ-พยัญชนะ ๒) ซีดี วิธีการเขียนตัวอักษร
ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนที่ฝึกทักษะการเขียนโดยใช้แบบฝึก และซีดี ทำให้นักเรียนสามารถเขียนตัวอักษรได้ถูกต้องตามวิธีการเขียน เขียนได้คล่องแคล่ว และสวยงามขึ้น เมื่อดูจากคะแนนความก้าวหน้าในการใช้แบบทดสอบหลังการฝึก คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้า = +๖.๒๕

นิยามศัพท์เฉพาะ
-







ขอบทคัดย่อ งานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย ส่งเสริมทักษะการระบายสีสำหรับเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ๒/๑
ชื่อผู้วิจัย นางสารภี จ้อยช้างเนียม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ บูรณาการ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อส่งเสริมทักษะการระบายสีที่ถูกต้องตามขั้นตอนและสวยงาม
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล ๒/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๖ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาล ๒/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกทักษะการระบายสีจากภาพที่มีองค์ประกอบน้อยไปหามาก
ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนที่ฝึกทักษะการระบายสี โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีความสามารถในการระบายสีดีขึ้นตามลำดับ โดยดูจากคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าในการระบายสี = +๒.๘

นิยามศัพท์เฉพาะ
-









งานวิจัย เปรียบเทียบความหมาย “ภาษาถิ่นอีสาน” กับ “ภาษากลาง”
ชื่อผู้วิจัย นายเข็มพร บุญเกื้อ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ สำรวจข้อมูลและนำมาเปรียบเทียบความหมาย “ภาษาถิ่นอีสาน” กับ “ภาษากลาง” จากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยกำหนดให้ผู้เรียนไปสำรวจข้อมูล ค้นคว้า สอบถามจากผู้รู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดภาคอีสาน และครอบครัว ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะนำมาจัดทำเป็นรูปเล่ม เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน ผู้สอน และบุคคลที่สนใจต่อไป
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๐ คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ๑. แบบสำรวจข้อมูล ๒. แบบบันทึกข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า
ผู้เรียนที่ได้ไปสำรวจข้อมูล ค้นคว้า สอบถามจากผู้รู้เกี่ยวกับภาษาถิ่นระยอง นักเรียนส่วนมากสำรวจข้อมูลมาจาก Internet และส่วนน้อยที่ไปสอบถามจากผู้รู้ที่มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคอีสาน เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาจดบันทึก เปรียบเทียบความหมาย รวบรวมความหมาย เปรียบเทียบจากแหล่งที่มา มาจัดทำเป็นรูปเล่ม เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน ผู้สอน และผู้สนใจต่อไป
ดังนั้นถ้าต้องการให้ผู้เรียน ผู้สอนและผู้สนใจมีแหล่งการเรียนรู้ภาษาถิ่นภาคอีสานที่หลากหลาย ควรนำข้อมูลและสอบถามจากผู้รู้ที่มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคอีสานโดยตรง ฉะนั้น ผู้วิจัยจะดำเนินการต่อไปเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ภาษาถิ่นภาคอีสานตลอดไป

นิยามศัพท์เฉพาะ
ภาษาถิ่น คือ ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นในท้องถิ่นหนึ่งที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัวทั้งถ้อยคำและสำเนียง เป็นต้น
ภาษากลาง คือ เป็นภาษาที่สำคัญของประเทศด้วย เพราะเป็นภาษาที่ทำให้คนทั้งประเทศมีความรู้สึกร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ในประเทศไทย ภาษาถิ่นกรุงเทพฯ เป็นภาษากลางที่คนไทยไม่ว่าจะเป็นคนเหนือ คนอีสาน คนตะวันออก คนใต้ ชนต่างชาติ หรือชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยต่างก็เรียนรู้ และใช้สื่อสารกันได้ภาษาถิ่นกรุงเทพฯ จึงเป็นภาษากลางของประเทศไทย
งานวิจัย ความพึงพอใจในการให้บริการของห้องสมุดโรงเรียนวัดบึงบัว
ชื่อผู้วิจัย นายเข็มพร บุญเกื้อ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความต้องการ การให้บริการของห้องสมุดโรงเรียนวัดบึงบัว
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๐๐ คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ๑. แบบสอบถาม ๒. สถิติวิเคราะห์ข้อมูล คือ คะแนนเฉลี่ย (X)
ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจในการให้บริการของห้องสมุดอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก
จากการสำรวจความพึงพอใจในการให้บริการของห้องสมุดโรงเรียนวัดบึงบัว ภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ ๓.๒๔
ในการทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจความพึงพอใจในการให้บริการของห้องสมุดโรงเรียนวัดบึงบัว สรุปได้ดังนี้
๑. จากการสำรวจพบว่า หัวข้อการให้บริการเวลาเปิดปิดให้บริการ มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด จำนวนหัวข้อที่สำรวจ ๖ หัวข้อ โดยได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ ๒.๙๐
๒. หัวข้อบรรยากาศในห้องสมุดมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ในจำนวนหัวข้อที่สำรวจ ๖ หัวข้อ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ ๓.๕๔

นิยามศัพท์เฉพาะ
การให้บริการที่มีประสิทธิภาพ หมายถึง การที่ผู้ใช้บริการเกิดความพึงพอใจในด้านต่างๆ เมื่อเข้ามาบริการจากห้องสมุด
นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดบึงบัว
ครู หมายถึง บุคลากรที่ทำการสอนอยู่ในโรงเรียนวัดบึงบัว
บุคลากร หมายถึง บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงเรียนวัดบึงบัว



บทคัดย่อ

ชื่อเรื่องวิจัย การประเมินหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดบึงบัว ปีการศึกษา ๒๕๕๑
ชื่อผู้วิจัย นางสาวศิริพร สลีวงศ์
ปีการศึกษา ๒๕๕๑

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดบึงบัว ปีการศึกษา ๒๕๕๑ และเพื่อพิจารณาคุณภาพของผลผลิต (นักเรียน) ของหลักสูตรว่ามีคุณลักษณะหรือมีคุณภาพตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ในหลักสูตรหรือไม่ ประชากรที่ใช้ในการประเมินหลักสูตร คือ ผู้บริหาร คณะครู หัวหน้ากลุ่มสาระ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ จำนวน ๒๕ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบประเมินการใช้หลักสูตรของกรมวิชาการ และดำเนินการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียน แล้วนำมาใช้เป็นแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ()
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสรุปได้ดังนี้
ด้านบริบท
๑. โรงเรียนสามารถจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายของหลักสูตร สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔
๒. โรงเรียนจัดทำโครงสร้างหลักสูตรได้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔
๓. โรงเรียนจัดเนื้อหาสาระรายวิชา ทั้ง ๘ กลุ่มสาระ และมีผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้ สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔
๔. โรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษา ที่เหมาะสมกับผู้เรียน และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒
๕. โรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษา ที่สามารถใช้เทียบโอนหลักสูตรได้กับโรงเรียนในสังกัดเดียวกันหรือต่างสังกัดได้
๖. โรงเรียนมีการจัดทำวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย ได้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔
๗. โรงเรียนสามารถกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษา โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
๘. โรงเรียนจัดการศึกษาได้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
ด้านปัจจัยนำเข้า
๑. ครูผู้สอนสามารถใช้หลักสูตรสถานศึกษารายวิชาได้ตรงตามเป้าหมายของจุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษา
๒. ครูผู้สอนทุกคนมีความพร้อมและมีใช้หลักสูตรสถานศึกษารายวิชา จัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี
๓. สื่อการเรียนรู้ทั้งภายในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา มีความหลากหลายพร้อมที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้
๔. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนมีความสอดคล้องและสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน
๕. บุคคลในชุมชนมีความสามารถหลากหลายเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนได้ตามหลักสูตรสถานศึกษาอย่างชัดเจน
ด้านกระบวนการ
๑. มีคณะกรรมการบริหารหลักสูตรที่ชัดเจน และดำเนินการตามหลักสูตรสถานศึกษาได้ตรงตามเป้าหมายของหลักสูตร
๒. มีการวิเคราะห์หลักสูตร โครงสร้างหลักสูตร เวลาเรียน ที่ชัดเจน
๓. มีการกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายภาคที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ และปรับเปลี่ยนเป็นรายกลุ่มสาระที่มีความกระชับมากขึ้น
๔. กำหนดสาระหลักสูตรรายวิชา ทั้ง ๘ กลุ่มสาระ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้ตรงตามความต้องการ ความสนใจ และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
๕. กำหนดเวลาหรือหน่วยกิตรายวิชาได้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ และสามารถโอนหน่วยกิตได้ เมื่อนักเรียนย้ายสถานศึกษา
๖. คำอธิบายรายวิชา และหน่วยการเรียนรู้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ มากยิ่งขึ้น
๗. มีการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างหลากหลาย
๘. มีการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นเอง และจากหน่วยงานตามสังกัดจัดส่งมาให้ได้ครอบคลุมเนื้อหาสาระการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน
๙. มีการใช้สื่อที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น
๑๐. มีรูปแบบการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย
๑๑. มีการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนที่ชัดเจน
๑๒. มีการวัดและประเมินผลที่สามารถวัดทั้งความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมของผู้เรียนได้
ด้านผลผลิต
๑. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด ทั้ง ๘ กลุ่มสาระ คือ ระดับผลการเรียน ๑, ๒, ๓, ๔ ทุกรายวิชา และมีผลการเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผ่านเกือบทุกคน ตามความสามารถแต่ละบุคคล
๒. ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด คือ ดีเยี่ยม ดี ปรับปรุง ตามพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
๓. ผู้เรียนเป็นผู้มีคุณภาพ ศักยภาพตามวัย และความสามารถแต่ละบุคคล โดยโรงเรียนเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนา
๔. ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนรู้ทั้งภายในโรงเรียน ภายนอกโรงเรียน
๕. ผู้เรียนมีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง สมบูรณ์ และมีสุขภาพจิตที่ดี





















บทคัดย่อ

ชื่อเรื่องวิจัย การศึกษาความพึงพอใจในการจัดการศึกษาของครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
ชื่อผู้เขียน นายนเรศ เดชผดุง
ปีการศึกษา ๒๕๕๒

การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความพึงพอใจในการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูโรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๑๕๑ คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ๕ ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครูผู้สอน ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดบึงบัว ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้ง ๔ ด้าน ซึ่งสามารถเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านบริหารงานบุคคล ด้านบริหารงานงบประมาณ ด้านบริหารงานวิชาการ และด้านบริหารงานทั่วไป












ชื่องานวิจัย ผลการพัฒนาทักษะการอ่านโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง ภาษาก็อย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
ชื่อผู้วิจัย นางเยาวนารถ หาเพิ่มพูน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการพัฒนาการอ่านโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง ภาษาก็อย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๘๖ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๓ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ๑) หนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง ภาษาก็อย ๒) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน ๓.๒๓ และค่าเฉลี่ยหลังเรียน ๘.๐๘ แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ๐.๘๓/๐.๖๔













ชื่องานวิจัย ผลการพัฒนาทักษะการอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๓
ชื่อผู้วิจัย นางเยาวนารถ หาเพิ่มพูน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการพัฒนาการอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๓
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๓๐ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแตกต่างของคะแนน พบว่า นักเรียนที่ได้พัฒนาการอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง มีคะแนนหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง













ชื่องานวิจัย ผลของการพัฒนาหนังสืออิเลกทรอนิกส์ (e-Book) เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่๔
ชื่อผู้วิจัย นางสาวหนึ่งนุช เวือนประโคน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหนังสืออิเลกทรอนิกส์ เรื่อง อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๘๔ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๕ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และนำผลการทดลองมาวิเคราะห์เพื่อหาประสิทธิภาพ โดยใช้สูตร E1/E2 และค่าเฉลี่ย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) เรื่อง อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ๒) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ
ผลการวิจัยพบว่า ๑) หนังสืออิเลกทรอนิกส์ (e-Book) เรื่อง อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ ๘๓.๑๑/๘๒.๐๐ ๒) นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเลกทรอนิกส์ (e-Book) เรื่อง อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน ๓.๐๐ และค่าเฉลี่ยหลังเรียน ๘.๒๐ แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น









ชื่องานวิจัย ผลของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่๖
ชื่อผู้วิจัย นางสาวหนึ่งนุช เวือนประโคน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๘๖ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และนำผลการทดลองมาวิเคราะห์เพื่อหาประสิทธิภาพ โดยใช้สูตร E1/E2 และค่าเฉลี่ย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๑) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ๒) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ
ผลการวิจัยพบว่า ๑) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ ๘๒.๓๓/๘๐.๕๐ ๒) นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน ๓.๒๕ และค่าเฉลี่ยหลังเรียน ๘.๐๕ แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น








บทคัดย่องานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการออกเสียงและหลักการใช้ไวยกรณ์ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
ชื่อผู้วิจัย นางกาญจนา พุทธิสาร
กลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการออกเสียงและหลักการใช้ไวยกรณ์ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑๒ คน ได้มาโดยดูจากผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
๑) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
๒) แบบทดสอบ Pre-test และ Post-test
๓) แบบฝึกเสริมทักษะการออกเสียงและหลักการใช้ไวยกรณ์ขั้นพื้นฐาน
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) หลังการใช้แบบฝึกมีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างดียิ่ง ส่งผลให้มาตรฐานการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีระดับสูงขึ้น เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้

นิยามศัพท์เฉพาะ
๑. แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะการออกเสียงและหลักการใช้ไวยกรณ์ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น





บทคัดย่องานวิจัยปี ๒๕๕๓

ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะด้านการฟังและพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
ชื่อผู้วิจัย นางกาญจนา พุทธิสาร
กลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังและพูดภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๒๔ คน ได้มาโดยดูจากผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
๑) แบบฝึกเสริมทักษะด้านการพูดและการฟัง ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้นใช้ฝึก ๑๕ ครั้ง ๑๕ ชั่วโมง
๒) แบบทดสอบ Pre-test และ Post-test ของแบบฝึกทักษะด้านการพูดและการฟังในแต่ละเรื่อง เรื่องละ ๔๐ และ ๒๐ ข้อ ๖๐ คะแนน
๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ๖๐ ข้อ ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) หลังการใช้แบบฝึกมีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างดียิ่ง ส่งผลให้มาตรฐานการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีระดับสูงขึ้น เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
๑. แบบฝึกเป็นแบบฝึกที่มีประสิทธิภาพตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว
๒. การสอนโดยใช้แบบฝึก นักเรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
๓. แบบฝึกเรียงลำดับความยากง่ายสอดคล้องตามธรรมชาติการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนรู้ผลการทำแบบฝึกของตนเองทุกครั้ง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ จึงสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะด้านการฟัง และพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

นิยามศัพท์เฉพาะ
๑. แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะด้านการฟังและพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
ชื่องานวิจัย ส่งเสริมทักษะการค้นคว้าความรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา ๒๕๕๓
ชื่อผู้วิจัย ครูจารุณี ใจพร
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์

บทคัดย่อ

จากประสบการณ์ที่เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ พบว่า นักเรียนจำนวนมากยังขาดทักษะการค้นคว้าความรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งในแบบเรียนวิทยาศาสตร์ข้อมูลความรู้บางอย่างไม่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านข่าวสาร ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์จำเป็นอย่างยิ่งในการเรียนวิทยาศาสตร์ อันเป็นผลทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
การจัดทำกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีการฝึกค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมจากความรู้ที่มีอยู่ในแบบเรียน เป็นการส่งเสริมทักษะการค้นคว้าแก่ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ได้ด้วยตนเองอยู่เสมอ น่าจะพัฒนาการเรียนวิทยาศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น
จากการที่นักเรียนได้ฝึกค้นคว้าและทำใบงานเพื่อพัฒนาทักษะการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้านวิทยาศาสตร์บ่อยๆ และประเมินผลการค้นคว้าเรื่องที่ได้ค้นคว้ามา ปรากฏว่า ผู้เรียนได้มีการพัฒนาทักษะการค้นคว้าเพิ่มขึ้น และเข้าใจบทความวิทยาศาสตร์ที่เป็นปัจจุบันได้ดีและถูกต้องยิ่งขึ้น













ชื่องานวิจัย การพัมนาการเขียนคำที่มีวรรณยุกต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๒ โรงเรียนวัดบึงบัว ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป
ชื่อผู้วิจัย นางสาวจารุณี ใจพร
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๕๓
สังกัด กรุงเทพมหานคร

บทคัดย่อ

งานวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการพัฒนาการเขียนคำที่มีวรรณยุกต์โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการเขียนคำที่มีวรรณยุกต์เป็นแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความรู้ความเขาใจหลักเกณฑ์ทางภาษาเรื่องวรรณยุกต์และการผันคำดีขึ้น มีความระมัดระวังในการเขียนคำ และเห็นความสำคัญในการเขียนคำมากขึ้น

















ชื่องานวิจัย พัฒนาทักษะการเรียนว่ายน้ำ สำหรับเด็กกลัวจมน้ำ ระดับ ป.๓
ชื่อผู้วิจัย นายปณิธาน ผ่านสอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา
ที่ปรึกษา นายอภิวัฒน์ ราษฎรดี

บทคัดย่อ

ความสำคัญและที่มา
จากการสอนวิชาว่ายน้ำในระดับชั้น ป.๓ จำนวน ๓ ห้อง พบว่า มีนักเรียนไม่ค่อยชอบเรียนว่ายน้ำจำนวน ๑๖ คน เนื่องจากกลัวจมน้ำ จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้ครูผู้สอนมีความสนใจที่จะทำการวิจัยนักเรียนกลุ่มนี้ โดยใช้กิจกรรมฝึกทักษะรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับน้ำ และเพื่อเป็นการลดจำนวนนักเรียนที่มีอาการกลัวจมน้ำ
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้น ป.๓ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ จำนวน ๑๖ คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ
ผลการศึกษาปรากฏว่า ภายหลังการพัฒนาทักษะการเรียนว่ายน้ำ สำหรับเด็กกลัวจมน้ำ ระดับ ป.๓ ด้วยกิจกรรมการฝึกทักษะรูปแบบต่างๆ ปรากฏว่า นักเรียนระดับชั้น ป.๓ ทั้ง ๑๖ คน มีการพัฒนาการว่ายน้ำดีขึ้น
นิยามศัพท์เฉพาะ -












ชื่องานวิจัย การสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้รูปแบบการสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
ชื่อผู้วิจัย นางสาวธัญพร ธีรกุลเดชอุดม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์
ที่ปรึกษา นางสิริกร พุทธิสาร

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน โดยใช้แบบการสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการสอนโดยมุ่งให้ผู้เรียนกลุ่มเล็กๆ ๔-๖ คน และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านวิชาการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สนับสนุน และช่วยเหลือ เพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ที่ด้อยกว่า เน้นความสำเร็จของกระบวนการกลุ่ม
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๒ จำนวน ๔๒ คน โดยการสุ่มแบบเจาะจงโยการเลือกเด็กทั้งห้องโดยใช้แบบการสอนแบบเรียนแบบร่วมมือ โดยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีการเรียน ทุกคนในห้องมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมในการเรียน ผลการดำเนินงาน เน้นความสำเร็จของงาน กำหนดขนาดของกลุ่ม ผู้สอนให้ความรู้ อธิบายในการหาความรู้เพิ่มเติม และในขณะที่ผู้เรียนทำงานกลุ่ม ผู้สอนต้องเอาใจใส่ ประเมินผลโดยการแสดงความคิดเห็น ทักษะและการมีส่วนร่วม
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนแบบร่วมมือ
ผลการศึกษาปรากฏว่า การใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือนั้นได้รับความพึงพอใจของผู้เรียน และผู้เรียนสามารถทำงานกลุ่มได้ในระดับที่น่าพึงพอใจอย่างมาก จากการทำแบบทดสอบก่อนและหลัง สามารถทำแบบทดสอบได้ในระดับดี
นิยามศัพท์เฉพาะ –








ชื่อเรื่องการวิจัย การเสริมแรงโดยการให้ความรักผู้เรียนที่ไม่ชอบปฏิบัติงานศิลปะของเด็กชายบุญมี นักคำพันธ์
ผู้วิจัย นายอานุภาพ บุญธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์งานศิลปะของเด็กชายบุญมี นักคำพันธ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว
ประชากร ได้แก่ เด็กชายบุญมี นักคำพันธ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง ได้มาโดยการเลือกกลุ่มเป้าหมาย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยการเสริมแรง โดยใช้คำพูดที่สุภาพ เป็นกันเอง วัดความสามารถ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานทัศนศิลป์ ชุดฝึกปฏิบัติกิจกรรมทัศนศิลป์ จำนวน ๔ ชุด

ผลการวิจัยพบว่า
๑. การใช้คำพูดที่สุภาพ เป็นกันเองกับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นมิตร กล้าพูด กล้าทำ ผูกพันกับผู้สอน มีความต้องการที่จะเรียนศิลปะบ่อยๆ
๒. การพัฒนาการเรียนรู้ที่เพิ่มจากง่ายไปหายาก ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ และมีกำลังใจในการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ได้สวยงาม ลงตัว
๓. การฝึกปฏิบัติกิจกรรมซ้ำ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความแม่นยำในการเรียนรู้ มีความคล่องแคล่วในการปฏิบัติกิจกรรม
๔. การเสนอผลการทำ การฝึกทัศนศิลป์ในแต่ละครั้งทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงข้อบกพร่อง ทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง

นิยามศัพท์เฉพาะ
นักเรียน หมายถึง เด็กชายบุญมี นักคำพันธ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๑
กิจกรรมทัศนศิลป์ หมายถึง กิจกรรมสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ๔ ชุด

ชื่อเรื่องการวิจัย พัฒนาทักษะการวาดภาพระบายสีสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
ผู้วิจัย นายอานุภาพ บุญธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถวาดภาพระบายสีได้สวยงาม โดยมีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ มีทัศนคติที่ดีต่องานศิลปะและมีใจรักในงานศิลปะของเด็กชายวัชรินทร์ วงษ์หนองแวง เด็กชายสุริยา นิลวรรณ และเด็กชายนิรุจ เย็นใจ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๒
ประชากร ได้แก่ ๑. เด็กชายวัชรินทร์ วงษ์หนองแวง ๒. เด็กชายสุริยา นิลวรรณ ๓. เด็กชายนิรุจ เย็นใจ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง ได้มาโดยการเลือกกลุ่มเป้าหมาย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
๑. แบบฝึกทักษะ
๒. การสังเกต
๓. การตรวจผลงาน

ผลการวิจัยพบว่า
เด็กที่ขาดทักษะในการวาดภาพระบายสีมีความสามารถในการวาดภาพระบายสีได้ดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจ

นิยามศัพท์เฉพาะ
เด็ก หมายถึง ๑. เด็กชายวัชรินทร์ วงษ์หนองแวง ๒. เด็กชายสุริยา นิลวรรณ ๓. เด็กชายนิรุจ เย็นใจ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๒
กิจกรรม หมายถึง กิจกรรมสร้างสรรค์


ชื่อเรื่องการวิจัย พัฒนาจินตนาการด้วยเทคนิคสีน้ำ
ผู้วิจัย นายอานุภาพ บุญธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้นักเรียนรู้จักคิดสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการของตัวเขาเอง ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการจากเทคนิคสีน้ำเป็นตัวฝึกให้นักเรียนสนใจที่จะสร้างงานศิลปะ โดยการต่อเติมภาพจากเทคนิคสีน้ำ ผลการวิจัยนี้ให้เห็นว่า นักเรียนที่มีปัญหาเรื่องความคิดจินตนาการนั้นภายหลังที่มีการใช้วิธีการฝึกต่อเติมภาพ จากเทคนิคสีน้ำนำมาเปรียบเทียบ พบว่า นักเรียนสามารถใช้ความคิด จินตนาการของตนเองได้ดีขึ้น มีความสุขและสนุกกับเทคนิคสีน้ำ
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๕ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๕ คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มเป้าหมาย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบฝึกการต่อเติมเทคนิคสีน้ำ

ผลการวิจัยพบว่า
นักเรียนมีความคิดที่ดีขึ้นจากแบบฝึกต่อเติมภาพด้วยเทคนิคสีน้ำคะแนนเฉลี่ยรวมของผลงาน ๓ ชิ้นงานที่ผู้เรียนมีการพัฒนาด้านความคิดจินตนาการที่ชัดเจนดีขึ้น มีความสุขและได้สนุกกับเทคนิคสีน้ำ

นิยามศัพท์เฉพาะ
ประชากร หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
คิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดจินตนาการของตัวเขาเอง





ชื่อเรื่องการวิจัย การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อปรับพฤติกรรมก้าวร้าว
ผู้วิจัย นายอานุภาพ บุญธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กชายศักดา บรรดาศักดิ์ ให้ได้รับการพัฒนาด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์สีน้ำประกอบคำถามปลายเปิด เพื่อปรับพฤติกรรมต่างๆ จากการทำกิจกรรมสร้างสรรค์สีน้ำ ซึ่งแต่ละกิจกรรมจะส่งเสริมให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น และรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น รู้จักการรอคอย มีความรับผิดชอบ พร้อมเล่าเรื่องประกอบผลงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแผนการจัดประสบการณ์ประจำวันในกิจกรรมสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า เด็กชายศักดิ์ดา บรรดาศักดิ์ ได้ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวลดลงและมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งทำให้ปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์ด้วยความสนใจ ปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มร่วมกับเพื่อน และใช้วาจาที่สุภาพขณะปฏิบัติงานร่วมกับเพื่อน ใช้อุปกรณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมได้ถูกต้อง ไม่ทำลาย รู้จักแบ่งปันของใช้ร่วมกับเพื่อนขณะปฏิบัติงาน รู้จักการรอคอยขณะใช้ของร่วมกัน สามารถเก็บอุปกรณ์เข้าที่ได้เรียบร้อย กล้าแสดงความคิดเห็นในกลุ่มและของตนเอง รู้จักซักถามเพื่อนขณะปฏิบัติกิจกรรม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็นร้อยละ ๗๐ ที่ปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์พร้อมตอบคำถามปลายเปิด โดยไม่ต้องกระตุ้น และอยู่ในเกณฑ์ปานกลางคิดเป็นร้อยละ ๓๐ ที่ปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์พร้อมตอบคำถามปลายเปิด โดยครูกระตุ้นคำถาม
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑ คน
กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนวัดบึงบัว สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน ๑ คนได้มาโดยการเลือกกลุ่มเป้าหมาย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
๑. การใช้คำพูด เสริมแรง ให้ความเป็นกันเอง และให้คำชมเชย
๒. แบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมทัศนศิลป์ จำนวน ๔ ชุด



ผลการวิจัยพบว่า
๑. การใช้คำพูดที่สุภาพ เป็นกันเองกับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นมิตร กล้าพูด กล้าทำ ผูกพันกับผู้สอน มีความต้องการที่จะเรียนศิลปะบ่อยๆ
๒. การพัฒนาการเรียนรู้ที่เริ่มจากง่ายไปหายาก ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ และมีกำลังใจในการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้สวยงาม ลงตัว
๓. การฝึกปฏิบัติกิจกรรมซ้ำ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความแม่นยำในการเรียนรู้ มีความคล่องแคล่วในการปฏิบัติกิจกรรม การเสนอผลการทำ การฝึกทัศนศิลป์ ในแต่ละครั้งทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงข้อบกพร่อง ทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง
ผู้วิจัยรู้สึกภูมิใจมาก ที่เด็กชายศักดา บรรดาศักดิ์ ได้พัฒนาทั้งทางด้านทฤษฎีและการปฏิบัติงานทัศนศิลป์ อย่างเต็มตามศักยภาพ นับเป็นการทุ่มเวลา และความสามารถที่คุ้มค่า เพื่อให้เกิดผลแก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง

นิยามศัพท์เฉพาะ
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ หมายถึง กิจกรรมสร้างสรรค์

ครู ส่งเมล์ถึง ครู (101.108.55.*) [ วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน 2554 เวลา 21:48 น. ]


ขอเชิญให้ข้อเสนอแนะ
รายละเอียด
โดย
E-mail
ใส่ code 4 ตัวอักษรลงในช่องนี้
แทรกลิงค์ URL แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]