สรุป
ระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยวิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2548

ได้กำหนดถึงวิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

1. การลงโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้กระทำผิดวินัย ต้องทำคำสั่งเป็นหนังสือระบุ วัน เดือน และปี ในคำสั่งให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในเรื่องใด ตามมาตราใด มีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจอย่างไร และต้องระบุถึงสิทธิในการอุทธรณ์และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ไว้ในคำสั่งลงโทษนั้นด้วย

2. การสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ห้ามมิให้สั่งย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่ผู้นั้นถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนในกรณีตามที่ กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ได้กำหนดให้สั่งลงโทษย้อนหลังก็ให้สั่งลงโทษย้อนหลังได้

3. การสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ปกติต้องสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง เว้นแต่ระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยวันออกจากราชการของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

4. การสั่งเพิ่มโทษหรือลดโทษเป็นไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ ปกติจะสั่งโดยให้มีผลย้อนไปตามคำสั่งเดิม เว้นแต่คำสั่งเดิมไม่ถูกต้อง ก็ต้องสั่งโดยให้มีผลย้อนไปถึงวันที่ควรต้องออกตามคำสั่งเดิม

5. การสั่งเพิ่มโทษ หรือลดโทษซึ่งเป็นโทษในระดับเดียวกัน กล่าวคือเป็นโทษวินัยไม่ร้ายแรงเหมือนกัน เช่น โทษตัดเงินเดือน เพิ่มโทษเป็นลดขั้นเงินเดือน หรือลดโทษเป็นภาคทัณฑ์ ต้องย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งลงโทษเดิมใช้บังคับ ทั้งนี้ การสั่งย้อนหลังดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ถูกสั่งลงโทษได้รับไปแล้ว เช่น มีการเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน หรือเลื่อนตำแหน่ง หรือ วิทยฐานะไปแล้ว ก็ไม่กระทบถึงสิ่งที่ผู้นั้นได้รับไปแล้ว แต่กรณีที่ถูกเพิ่มโทษเป็นตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือนจะต้องถูกงดการเลื่อนขั้นเงินเดือนในครั้งต่อไปหนึ่งครั้ง ถ้าลดโทษเป็นภาคทัณฑ์ก็ควรต้องคืนขั้นเงินเดือนให้

การสั่งลดโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการเป็นโทษลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ การสั่งลักษณะนี้โดยหลักจะไม่สั่งย้อนหลัก กล่าวคือ เมื่อสั่งให้กลับเข้ารับราชการแล้วจึงสั่งลงโทษเป็นปัจจุบัน เว้นแต่เป็นกรณีไม่อาจสั่งให้กลับเข้ารับราชการได้ เนื่องจากลาออกหรือเกษียณอายุราชการ ก็ต้องสั่งย้อนไปถึงวันที่ลาออกหรือวันเกษียณอายุราชการ

6. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ ให้ทำคำสั่งเป็นหนังสือมีสาระสำคัญแสดงเลขที่ และวัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่งเดิม ข้อความเดิมตอนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง และข้อความที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว และต้องแจ้งให้ผู้ถูกลงโทษทราบด้วย

7. การสั่งลงโทษต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกลงโทษทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันออกคำสั่งลงโทษ โดยให้ผู้ถูกลงโทษ ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งพร้อมทั้งวัน เดือน ปี ที่รับทราบ ถ้าผู้ถูกลงโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง ให้ผู้แจ้งมอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกลงโทษแล้วทำบันทึกลงวัน เดือน ปี เวลาและสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐาน

ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งได้โดยตรง ให้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกลงโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกลงโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยส่งสำเนาคำสั่งไปให้สองฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกลงโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี ที่รับทราบคำสั่งคืนกลับมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่าผู้ถูกลงโทษได้รับเอกสารดังกล่าว หรือมีผู้รับแทนแล้วแม้ยังไม่ได้รับสำเนาคำสั่งลงโทษฉบับที่ให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปีที่รับทราบคำสั่งลงโทษกลับคืนมาให้ถือว่าผู้ถูกลงโทษได้รับแจ้งคำสั่งแล้ว แต่หากแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว ผู้ถูกลงโทษไม่ยอมรับเอกสารดังกล่าว ถ้าได้ส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึง