บั้งไฟพญานาค
ภาพทิวทัศน์แม่น้ำโขงยามอัสดง
พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
งูใหญ่ หรือพญานาค เรามักจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่าง ๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนาภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย และ นครวัดมหาปราสาท ถ้าเราจะสังเกต ก็คงจะเป็นที่ศาสนาพุทธ ทำไมมีเรื่องราวพญานาคมาเกี่ยวข้องมาก ติดตามกันต่อไป
พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่าง ๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพรามณห์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตูการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้
ภาพจำลองพญานาคนาคเล่นน้ำ
นาค เจ้าแห่งงู หรือ พญานาค
พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น
พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฎเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม
พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน
พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์
พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร
สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ
จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี

พญานาค สัญลักษณ์ของผู้เกิดปีมะโรง
นาค เกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ
จะได้ยินอยู่เสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำเท่าไร กี่ตัว ฝนฟ้าดี หรือไม่ดี นาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต
ทั้งปวง พญานาค ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดู พญาอนันตนาคราช แท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้า พญานาค เปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้ พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่าง ๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย
ตามความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือ วรุณและสาคร ที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้ว นาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่า สายรุ้ง กับ นาค เป็นอันเดียวกัน ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง
ในตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช
ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณ นาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่น การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริง ๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์
นาคให้น้ำ...พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคกลืนน้ำไว้ในท้อง
นาค
จำแลง
นาคที่ทำหน้าเหมือนมนุษย์สวมมุงกฏ
เกี่ยวข้องกับคนไทย...เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่าง ๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์คันทวยรูปพญานาค
พญานาค...เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
ตามตำนาน พญานาค มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่น หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำ ๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า
ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา
พญานาค ชื่อมุจลินทร์
มาถวายอารักขา
ป้องกันพระพุทธเจ้าจากฝนและลมหนาว
(ตำนานนาคปรก)
พญานาค...สะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โลกศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อที่ว่า พญานาค
กับ รุ้ง เป็นอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง
นาคสะดุ้ง...ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้
หรือแม้แต่ ตุง ของชาวล้านนา และพม่า ก็เชื่อกันว่าคลี่คลายมาจากพญานาค และหมายถึงบันไดสู่สวรรค์
ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือว่า นาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู่วิษณุโลก เช่น ปราสาทนครวัด จึงทำเป็น พญานาคราช ที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หรือก็บั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทำเป็นลวดลาย และเป็นรูปพญานาค พญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลงมา

พญานาคตามความเชื่อของขอม
พญานาคคามความเชื่อชาวฮินดู
ในสมัยพระพุทธเจ้า มีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวัน หลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน
ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาด เพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อัตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า"

นาคแปลงกายเป็นมนุษย์
เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย
มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาค นั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพ และศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้าง ประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาล จึงได้แปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุก เพื่อไปไหว้สักการะบูชา ที่เมืองบาดาล ปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก พญานาค จะไม่ทำร้ายใคร ส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาค ชั้นเลว ประพฤติตนเกเร จึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่า พญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสองสี

พระสุกจำลองที่พระธาตุใหญ่บ้านวัดหลวง
ต.วัดหลวง อ.โพนพิสัย จ.
หนองคาย
เมืองพญานาค หรือเมืองบาดาล
ในเมื่อมีเมืองมนุษย์ หรือโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ หรือเมืองสวรรค์ ก็ต้องมีเมืองบาดาล (เมืองพญานาค) สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเป็นแน่ วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทาย ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากพบ อยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร (ตามความเชื่อ) มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย (แต่อย่าอุตริขุดไปหาพญานาคก็แล้วกัน)
พระพุทธเจ้าเสด็จเทวโลก
ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 500 รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปะนันทะนาคราช เป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง 7 รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จน พระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต ดังนั้น พระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง 14 รอบ นาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน ไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร" ตอบว่า "เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของตถาคต" นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่าง ๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี

ทรงทรมาร พญานันโทปะนันทะ
นาคราช ซึ่งเนรมิตรกายบังพระอาทิตย์
กั้นกางทางเสด็จขึ้นดาวดงส์
ใต้เมืองโพนพิสัย
ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอ
โพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช
จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็ปรากฎตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้า สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ปรากฎว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา เมื่อลืมตาขึ้นปรากฎว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่
ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศรีษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อย ๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฎว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เหมือนสีขุ่น ๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า
หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อย ๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"
จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)

ปากห้วยหลวง
แม่น้ำห้วยหลวงไหลออกสู่แม่น้ำโขง
แหล่งที่เป็นที่บวงสรวงพญานาค
อยู่คุ้มวัดศรีเกิด อ.โพนพิสัย
จ.หนองคาย
สิ่งต้องห้ามของชาวอำเภอโพนพิสัย
สิ่งต้องห้ามสิ่งหนึ่งของชาวอำเภอโพนพิสัย ก็คือ ห้ามนำมุ้งลงไปซักในแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นที่ใด เพราะจะทำให้บริเวณนั้นพังทลายเมื่อถึงหน้าฝน และก็เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อถึงหน้าฝนทุกปี หากมีคนนำมุ้งลงไปซัก หลายคนไม่เชื่อได้นำมุ้งลงไปซักในแม่น้ำโขง ก็มักพบกับสิ่งแปลก ๆ บางคนก็เห็นปลาว่ายวนเวียนไปมาอยู่บริเวณนั้น แต่หลายคนจะเห็นเป็นงูว่ายน้ำไปมาอยู่ใกล้ ๆ ที่ซักมุ้ง บางคนจะเห็นเป็นงูขนาดใหญ่ว่ายน้ำเป็นสายตรง จากท่าวัดจุมพล แล้วมุ่งหน้าไปที่ปากห้วยกุง บ้านหนองกุงฝั่งลาว จะเป็นสายน้ำ ลักษณะเช่นนี้จะเห็นในตอนเที่ยงวัน ที่วันไหนแดดร้อน ชาวบ้านเรียกสิ่งนี้ว่างูใหญ่ ที่มีชื่อว่า "นาคตาเดียว" เนื่องจากครั้งหนึ่งได้มีฝรั่งไปนอนอาบแดดอยู่หาดทรายบ้านโดน แล้วมีคนหนึ่งจมน้ำตายไป เมื่อฝรั่งขึ้นเครื่องบินดูกลับเห็นว่า มีงูใหญ่ตัวหนึ่งทับร่างอยู่ จึงได้โยนลูกระเบิดลงมาและถูกงูใหญ่ตัวนั้น ทำให้ตาข้างหนึ่งบอด (เรื่องนี้สอบถามชาวบ้านได้) จนต่อมาชาวบ้านก็จะเรียกว่า "ไอ้เดี่ยว" หรือ "นาคตาเดียว" และมักจะปรากฏให้ชาวบ้านที่ออกไปหาปลาเห็นอยู่เสมอ แต่ไม่ทำร้ายใคร ตั้งแต่ถูกลูกระเบิด บางครั้งที่บริเวณห้วยกุง (ฝั่งลาว) บางวันแดดร้อน ๆ ชาวบ้านจะเห็นน้ำพุ่งขึ้นจากห้วยเป็นลักษณะเหมือนละอองน้ำเป็นลูกใหญ่ขนาดเท่าลำตาล และเห็นหัวงูขนาดใหญ่ในละอองน้ำ เหมือนกับว่ากำลังพ่นน้ำเล่นอยู่ในห้วย สายน้ำที่มีลักษณะเหมือนงูว่ายน้ำนั้น ผู้เขียนเองก็เห็นมากับตา เพราะผู้เขียนเองได้นั่งอยู่ที่ท่าน้ำวัดจุมพล พร้อมกับพรรคพวก ขณะพักผ่อนที่ริมน้ำ
นอกจากการเห็นงูใหญ่ว่ายน้ำไปมาเป็นแนวตรง ดังกล่าวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ชาวโพนพิสัย ได้กระทำกันเป็นประเพณีติดต่อกันมา เพื่อเป็นการสักการะเจ้าแม่คงคา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลำแม่น้ำโขง โดยการไหลเรือไฟ ที่ทำจากกาบกล้วยใส่ขี้ใต้จุดให้ไหลไปตามน้ำ ซึ่งทำการไหลตั้งแต่ท่าน้ำบ้านแดนเมือง ต.วัดหลวง แต่ไม่มีการแข่งขันประกวดกันเหมือนทุกปี ซึ่งจะทำกันในวันออกพรรษาของทุกปี ซึ่งจะมีการไหลเรือไฟก็ต่อเมื่อเสร็จจากการเวียนเทียน
ลูกไฟประหลาด
หลังจากการเวียนเทียนเสร็จในวันออกพรรษาที่วัดไทย (ทุกวัดจะมารวมกัน) อ.โพนพิสัย แล้ว พระเณรส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยชาวบ้านก็จะนั่งเรือหางยาวนำเรือไฟที่ทำด้วยกาบกล้วย ต้นกล้วย ขึ้นไปปล่อยจากท่าน้ำวัดบ้านแดนเมือง ตงวัดหลวง (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ได้ขึ้นไปในเรือและก็ปล่อยเรือไฟลงมา ตอนนี้ก็จะดับเครื่องเรือแล้วปล่อยให้ไหลลงมาเรื่อย ๆ ในความเงียบนี้เมื่อมาถึงแถวท่าน้ำวัดหลวงก็จะเริ่มเห็นมีสิ่งเหมือนลูกไฟผุดขึ้นมาจากใต้น้ำ เป็นลูกสีแดงอมชมพู ขึ้นสูงจากผิวน้ำประมาณ 2-3 วา แล้วก็ดับไปในอากาศ จะขึ้นจุดละ 1 ลูก นาน ๆ จะขึ้นลูกหนึ่งและก็เรื่อยมา ที่ปากห้วยหลวงท่าวัดจุมพล และจะมีมากที่ท่าน้ำวัดไทย ซึ่งเป็นที่รวมของพระเณร และชาวบ้านที่มาร่วมกันเวียนเทียน และอีกแห่งที่เห็นลูกไฟนี้คือ ท่าน้ำวัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
ลูกไฟที่ว่านี้จะขึ้นก็ต่อเมื่อบนฝั่งเงียบสงัด เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ไปจนถึงเที่ยงคืนก็คืน จะเกิดขึ้นลูกเดียวโดด ๆ จะเกิดห่างกันหลายนาที และจะเกิดขึ้นเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้น สมัยเมื่อปี 2516 ลงไป ลูกไฟนี้จะเกิดน้อยมาก แต่ชาวบ้านก็รอดูกันโดยการปูเสื่อนั่งรอดูอยู่ตามวัดไทย วัดจุมพล คนดูก็ไม่มาก บางคนก็หลับไปเพราะรอดูลูกไฟประหลาด
ลูกไฟประหลาดที่ว่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานมาแล้ว เพราะว่าคนแก่ที่มีอายุ 80 ปี (เมื่อปี พ.ศ.2540) ได้บอกว่าเมื่อตนยังเป็นเด็กก็เคยเห็นลูกไฟนี้เหมือนกัน และพ่อแม่ก็ได้บอกว่าเห็นมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน
ต่อมาเมื่อชาวอำเภอโพนพิสัย ได้ไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ และประกอบกับสื่อสารมวลชนได้ลงข่าวเมื่อปี พ.ศ.2519 ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ชาวอำเภอโพนพิสัย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นมาทุกปี จึงไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ซึ่งผิดกับชาวต่างจังหวัดที่พากันมาดูแล้วบอกต่อกันไปเรื่อย ๆ จึงมีคนมาในแต่ละปีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดทำให้รถยนต์ติดกันเป็นแถวในวันออกพรรษาของทุกปี
ลักษณะของลูกไฟ...จะมีลักษณะเป็นสีแดงอมชมพู พุ่งขึ้นจากใต้น้ำ บริเวณขึ้นก็ไม่แน่นอน บางครั้งขึ้นกลางแม่น้ำโขง และบางครั้งจะขึ้นใกล้ฝั่ง การเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงลูกไฟจะเอนเข้าหาฝั่ง แต่หากขึ้นริมฝั่ง ลูกไฟจะเอนออกไปกลางโขง
ในปัจจุบันนี้ ลูกไฟจะขึ้นตั้งแต่ตอนหัวค่ำ คือเวลาประมาณ 18.00 น. จะขึ้นจุดละไม่ต่ำกว่า 20 ลูก และขึ้นสูงจากผิวน้ำตั้งแต่ 50-100 เมตร จะมีลูกใหญ่ เล็กไม่แน่นอน และจุดเกิดไม่แน่นอน จะเปลี่ยนจุดเกิดไปเรื่อย ๆ แต่จะเกิดในเขตบริเวณ อ.โพนพิสัย ตลอดแนวของแม่น้ำโขง นอกจากแม่น้ำโขงแล้ว ในหนองน้ำขนาดใหญ่ก็มีลูกไฟขึ้นเช่นกัน เช่น หนองสรวง บ้านร่อนถ่อน ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
เมื่อถึงวันออกพรรษาของทุกปี ทุกวันนี้จะมีชาวต่างจังหวัด และต่างประเทศเดินทางไปที่ อ.โพนพิสัย เพื่อดูลูกไฟประหลาดนี้กันเป็นจำนวนมาก เรียกว่าจากทั่วสารทิศ
ที่เกิดของลูกไฟ...
ลูกไฟประหลาด นี้จะเกิดขึ้นตามบริเวณตั้งแต่ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง ปากห้วยหลวง ท่าน้ำจุมพล ท่าน้ำวัดไทย ท่าน้ำวัดจอมนาง และบริเวณปากน้ำงึม บ้านหนองกุง ต.กุดบง ท่าน้ำบ้านน้ำเป ต.รัตนวาปี ท่าน้ำบ้านท่าม่วง กิ่ง อ.รัตนวาปี และที่แก่งอาฮง บ้านอาฮง ต.หอคำ อ.บึงกาฬ และที่บริเวณท่าน้ำวัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ ที่กล่าวมทั้งหมดอยู่ในจังหวัดหนองคาย
แต่ก่อนจะมีคนเห็นเฉพาะที่บริเวณเขต อ.โพนพิสัย เป็นส่วนมาก ลูกไฟที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงนี้ ที่เกิดมาเป็นเวลานาน ชาวบ้าน อ.โพนพิสัย เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค"

ภาพลูกไฟประหลาดที่ผุดขึ้นจากแม่น้ำโขง
ชาวบ้านเรียก "บั้งไฟพญานาค"
บั้งไฟพญานาค...จะแตกต่างจากลูกไฟทั่วๆ
ไปที่มนุษย์ทำขึ้น
เพราะลูกไฟที่มนุษย์ทำขึ้นนั้นจะมีลักษณะเป็นสีแดง
มีเปลวไฟขณะกำลังพุ่งขึ้น
แล้วโค้งตกลงมา แต่ บั้งไฟพญานาค
นี้ เป็นลูกไฟสีแดงอมชมพู
ไม่มีเสียง ไม่มีเปลวไฟ
ขึ้นตรง ดับกลางอากาศ ไม่มีตก
ไม่มีควัน
ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายกว่าลูกไฟทั่ว
ๆ ไป

ทิวทัศน์หน้าวัดไทย
สถานที่เฝ้าดูลูกไฟประหลาด
ฝูงชนที่มาเฝ้าดูลูกไฟประหลาด
ไม่เคยผิดหวัง
จะเห็นมากหรือน้อยเท่านั้น
คลื่นประชาชน...หลังจากที่ข่าวแพร่ออกไปเกี่ยวกับเรื่อง บั้งไฟพญานาค ทำให้ประชาชนในต่างจังหวัด และคน อ.โพนพิสัย เมื่อไปทำงานที่อื่น เมื่อวันออกพรรษาก็จะชักชวนเพื่อน ๆ มาดูสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้
อ.โพนพิสัย เต็มไปด้วยผู้คน รถยนต์แทบหาที่จอดไม่ได้ ต้องจอดไว้ที่ทุ่งนาที่ทางอำเภอจัดให้จอด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขอกำลังจาก สภ.อ. และ สภ.ต. ใกล้เคียงมาช่วยในการจัดการด้านจราจร เนื่องจากมีชาวบ้านต่างจังหวัดมากันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด และในกรุงเทพฯ ก็จะมาจองห้องพักตามโรงแรมต่าง ๆ ในจังหวัดเรียกว่า ห้องเต็มวันก่อนเป็นเดือน เพราะสิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้ถือว่าได้ดูแล้วเป็นบุญวาสนาแก่ตนเอง หรือจะพูดว่าเป็นสิริมงคลแก่ตนเองก็ไม่ผิด เพราะสิ่งประหลาดไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
ถนนทุกสายมุ่งสู่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
พอถึงวันออกพรรษาของทุกปี คลื่นประชาชนจากทั่วสารทิศก็มุ่งสู่ อ.โพนพิสัย ทั้งด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถเหมา และรถประจำทาง ความหวังและจิตใจจดจ่ออยู่ที่สิ่งมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงในเขต อ.โพนพิสัย ที่ชาวบ้านตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ว่า บั้งไฟพญานาค สาเหตุที่เรียกว่าอย่างนั้นก็คงไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายได้มากว่านี้ แต่สาเหตุที่เรียกว่าอย่างนั้น คือ ลูกไฟนี้เกิดขึ้นมาจากใต้แม่น้ำโขง ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งอุตริลงไปทำในน้ำได้ แต่หากทำได้ จะเพื่ออะไร ทำทำไม แล้วได้อะไร แต่หากทำจริง ในการทำแต่ละครั้งจะต้องใช้คนไม่น้อยกว่า 300 คน กระจายกันอยู่ใต้น้ำ อีกอย่างหนึ่งน้ำในแม่น้ำโขงจะมีสีขุ่น การทำงานนี้ต้องใช้ทุนอย่างมหาศาล จึงไม่มีความจำเป็นที่จะทำ
แต่ถึงแม้หลายคนจะไม่เชื่อว่าเป็น บั้งไฟพญานาค ตามที่ชาว อ.โพนพิสัย เรียก แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร แต่เมื่อได้เห็นกับตาแล้วค่อนข้างจะเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริง เพราะไม่มีอะไรอื่นที่จะเรียกและเกิดขึ้นได้ การเกิดของบั้งไฟพญานาค ก็จะเกิดเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น และวันออกพรรษา ( ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ) จะต้องตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของประเทศลาว บั้งไฟพญานาค นี้จะขึ้นจำนวนมาก เท่าที่ผู้เขียนสังเกตมาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยการนำเสื่อไปปูคอยดูที่ท่าน้ำวัดไทยในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี 2513 บั้งไฟพญานาคนี้จะขึ้นก็ต่อเมื่อในน้ำเงียบสงบ บนฝั่งเงียบ ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม ราว ๆ ประมาณ 3 ทุ่ม ก็จะมีลูกไฟพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำสูงจากผิวน้ำประมาณไม่เกิน 3 วา แต่มาในปัจจุบัน ( ปี 2530-2539 ) ลูกไฟนี้จะขึ้นตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงราว ๆ 22.00 น. ต่อจากนั้นไปก็ค่อย ๆ หมดไป แต่จะเกิดมากช่วง 18.00-21.00 น. ขึ้นแต่ละครั้ง แต่ละจุดไม่ต่ำกว่า 30-50 ลูก จะเกิดจากช่วงบริเวณ ท่าน้ำวัดหลวง ท่าน้ำปากห้วยหลวง ท่าน้ำวัดจุมพล วัดไทย และท่าน้ำวัดจอมนาง เป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นจะมีบ้างเป็นจุด ๆ ไป แต่ไม่มากเหมือนกับเกิดที่บริเวณดังกล่าว
ลูกไฟดังกล่าวนับว่าเป็นลูกไฟมหัศจรรย์ ตามที่ชาวบ้าน อ.โพนพิสัย เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค" เพราะสิ่งแวดล้อมหลายอย่างเอื้ออำนวย และเหมาะที่จะคิดอย่างนั้น
แก่งอาฮง...เมืองหลวงของพญานาค เหตุที่เชื่อเช่นนั้นเพราะที่นี่มีลูกไฟที่เรียกว่า บั้งไฟพญานาค เกิดขึ้นเช่นกัน แต่แตกต่างจากที่อื่น เพราะที่อื่นลูกไฟที่เกิดขึ้นจะเป็นสีแดงอมชมพู แต่บริเวณแก่งอาฮงนี้จะเป็น ลูกสีเขียว มีคนเคยเห็นลูกไฟที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อหลายปีก่อนว่า ลูกไฟโตเท่าแท้งค์น้ำ สีเขียวสว่างพุ่งขึ้นจากใต้น้ำ ทำให้บริเวณใกล้เคียงสว่างไสวราวกับว่าเป็นเวลากลางวัน ขึ้นสูงประมาณ 20 เมตร และสาเหตุที่เชื่อว่าแก่งอาฮงเป็น เมืองหลวงของเมืองบาดาล ก็เพราะว่า ตลอดแนวแม่น้ำโขงตลอดสาย ตั้งแต่ประเทศจีน ผ่านมาจนถึงจังหวัดหนองคาย แก่งอาฮง ออกสู่ทะเล แก่งอาฮงถือว่าเป็นสะดือทะเล แม่น้ำโขงที่มีความลึกในหน้าแล้ง ที่ชาวประมงใช้เชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไป มีความยาววัดได้ 99 วา ของผู้ใหญ่ เพราะตรงนั้นจะเป็นแอ่งที่มองเห็นด้วยตามนุษย์ บริเวณด้านหลังศาลาวัดอาฮง และยังมีความลึกลับกว่านั้นอีกว่า บริเวณสะดือแม่น้ำโขงดังกล่าวยังเป็นถ้ำใต้น้ำทะลุไปออกที่ ภูงู ฝั่งตรงข้ามที่ประเทศลาวอีกด้วย

บริเวณแก่งอาฮง
ตรงที่เป็นสะดือแม่น้ำโขง
ภูเขาที่ด้านหลังคือภูงูที่มีถ้ำทะลุถึง
แก่งอาฮง...บริเวณดังกล่าวเมื่อวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ บรรดาวิญญาณทั้งหลายก็จะมารวมกันที่นี่ ส่วนจะมารวมกันเพื่ออะไรนั้นยากที่จะบอกได้ แต่ที่แน่ ๆ บรรดาวิญญาณทั้งหลายจะมารวมกัน แต่หากผู้ใดมีจิตใจเข้มแข็ง เข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์์
ไม่วอกแวก ก็จะได้ยินเสียงโหยหวน บ้างก็มีเสียงปี่ เสียงกลอง เหมือนกับคนกระทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง แต่หากคิดอีกทางหนึ่งก็เพราะว่าบริเวณแก่งอาฮงนี้ หากมีคนตายไหลตามน้ำมาก็จะติดอยู่แก่งนี้ เมื่อก่อนหากมีคนตายในแม่น้ำโขง ก็จะมาโผล่ที่นี่ติดอยู่ตามเกาะ แก่งที่มีอยู่มากมายในหน้าแล้ง แม้แต่หน้าฝนที่นี่ก็จะมีคลื่น เนื่องจากกระแสน้ำกระทบเข้ากับแก่งหิน จึงเป็นที่รวมวิญญาณต่าง ๆ ก็เป็นไปได้
เทพเจ้าทางน้ำ...สิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นตามริมแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดหนองคาย จากตัวจังหวัดลงไปถึงอำเภอบึงกาฬ ซึ่งสิ่งนี้คือ หอเจ้าแม่สองนาง ซึ่งจะมีอยู่ที่วัดหายโศก อ.เมืองหนองคาย เรื่อยไปที่ อ.โพนพิสัย อยู่ที่ปากห้วยหลวง แก่งอาฮง และที่หน้าโรงพยาบาล อ.บึงกาฬ คำว่า สองนางในที่นี่คือ งู 1 คู่ คือ งู 2 ตัว

หอเจ้าแม่สองนางที่หน้า รพ. อ.
บึงกาฬ จ. หนองคาย
สมัยก่อนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง จะใช้การติดต่อกันในทางทำธุรกิจค้าขาย ต้องเดินทางกันทางน้ำ เพราะไม่มีรถยนต์เหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นจะต้องใช้เรือล่องผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ และหมู่บ้านก็จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะการเดินทางไปมาสะดวกสบาย เพราะฉะนั้นการเดินทางค้าขายจึงต้องมีการทำพิธีบวงสรวง เทพเจ้าทางน้ำ ที่เขาเชื่อและนับถือว่าจะให้ความปลอดภัยในการเดินทาง ในการทำพิธีบวงสรวงก็จะมีเครื่องเซ่นไหว้ประกอบไปด้วย เหล้าขาว หมากพูล ข้าวดำ ข้าวแดง ก่อนออกเรือก็จะเทเหล้าขาวลงน้ำ เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า การออกเรือครั้งนี้ขอให้มีความปลอดภัย ประสบความสำเร็จในการค้าขายและเดินทาง ก่อนออกเดินทางทุกครั้งชาวลุ่มแม่น้ำโขงจะต้องทำพิธีบวงสรวงให้เกิดโชคลาภทุกครั้ง และการเดินทางทางเรือจะต้องใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ ยิ่งตอนกลับทวนน้ำแล้วยิ่งต้องใช้เวลานาน
บ่อยครั้งเหมือนกันที่มีชาวลุ่มน้ำโขงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางทางน้ำ แต่นั้นพวกเขาจะเชื่อว่าเป็นการทำผิดต่อเจ้าแม่สองนาง หรือเทพเจ้าทางน้ำ จึงถูกลงโทษ เหตุการณ์เหล่านี้จะถูกเรียกว่า "เงือกกิน" "เงือก" "งู" เป็นสิ่งเดียวกัน "พญานาค" ก็เป็นสิ่งเดียวกัน แต่พญานาคนั้นมีภพที่อยู่อีกมิติหนึ่ง พญานาคจึงสามารถแปลงร่างได้หลายชนิด และแปลงกายเป็นมนุษย์ หรืออะไรก็ได้ สุดแท้แต่จะแปลง เพียงแค่คิดก็แปลงร่างแล้ว ถึงแม้จะแปลงเป็นมนุษย์ได้ แต่การอยู่ก็มีภูมิ หรือภพอยู่ต่างมนุษย์
จึงมีปรากฏการณ์ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ว่ามีคนเห็นงูใหญ่ หรือเห็นคนเดินลงไปในน้ำแล้วหายไปต่อหน้าต่อตา บางครั้งถึงกับมีการแปลงร่างเป็นหนุ่มมาเกี้ยวสาว จนกระทั่งมีการติดพันเกิดความรักระหว่างพญานาคกับมนุษย์ ก็มีอยู่บ่อยครั้ง เรื่องนี้สามารถสอบถามชาวบ้านท่าม่วง ตาลชุมได้ ขึ้นต่อกิ่ง อ.รัตนวาปี จ. หนองคา ย เพราะสมัยก่อนสาว ๆ บ้านท่าม่วง และบ้านตาลชุม จะมีพญานาคแปลงกายเป็นหนุ่ม ๆ ขึ้นมาเกี้ยวพาราสีอยู่เป็นประจำ ถึงขนาดได้ชวนสาว ๆ ลงไปชมเมืองบาดาล แต่หลังจากนั้นอีก 7 วัน สาว ๆ ที่ลงไปก็เกิดอาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปในที่สุดก่อนเวลาอันสมควร คือหลังจากขึ้นมาได้ 7 วัน ก็เสียชีวิต
รอยพญานาค
ในแต่ละปีของวันออกพรรษา อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย จะเป็นแหล่งนัดพบของบรรดาผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความจริงของปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ได้ยินแต่คนอื่นพูดให้ฟังว่า ที่เขต อ.โพนพิสัย นั้นมีลูกไฟที่พุ่งขึ้นมาใต้แม่น้ำโขง เป็นลุกไฟสีแดงอมชมพู ไม่มีเสียง ไม่มีแสง และไม่มีควัน ไม่มีโค้งตกลงมาเหมือนลูกไฟทั่วๆ ไป และลูกไฟที่ว่านี้จะไม่เป็นที่กำหนดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใด จำนวนกี่ลูก และจะขึ้นสูงขนาดไหน ไม่มีกำหนด แต่จะเฉลี่ยแล้วจะขึ้นไม่แน่นอน จุดละ 3-20 ลูก ขึ้นสูงกว่า 100 เมตร ตามจุดต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ลูกไฟนี้ชาวบ้าน อ.โพนพิสัย ตั้งแต่สมัยผู้เฒ่าผู้แก่ เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค" เพราะเป็นที่เชื่อว่าจะเป็นบั้งไฟที่พญานาคจุดขึ้นมา เพื่อเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้า ที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ไปโปรดพระมารดา เป็นเวลา 3 เดือน จึงมีทั้งเมืองมนุษย์ สวรรค์ และเมืองบาดาล ที่ต่างก็สาธุการจัดงานสมโภช ที่ประเพณีไทยทำมาก็คือ การตักบาตรเทโวในวันออกพรรษา
หลังจากเหตุการณ์บั้งไฟพญานาคขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ผ่านไปแล้ว ก็เหลือแต่ความทรงจำ และความประทับใจสำหรับผู้ที่มาพิสูจน์ความจริงว่า ลูกไฟนั้นคืออะไร หลายคนก็ต้องนำกลับไปคิด ไปวิเคราะห์ เนื่องจากสิ่งที่เห็นมากับตานั้นเป็นอะไรกันแน่ พอผ่านไปได้อีก 7 วัน หลังออกพรรษา ชาวโพนพิสัยก็จะจัดงานแข่งเรือยาวประจำปี เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ 2536 มีสิ่งที่ประหลาดเกิดขึ้นบนหน้ารถยนต์ของสองสามีภรรยา ที่นำผลไม้ไปขายในวันแข่งเรือ โดยนำรถยนต์โตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ป.8380 อุดรธานี จอดไว้บริเวณหน้าวัดไทย เพื่อขายส้มในงาน สองสามีภรรยา ชื่อ นายลี และนางอารีย์ ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนจังหวัดอุดรธานี พอตกกลางคืน หลังจากขายส้มแล้วก็นอนพักเอาแรงเพื่อจะได้ขายในวันต่อมา พอตกกลางคืน นางอารีย์ก็ฝันว่า มีชายสองคน นุ่งห่มผ้าขาว โพกหัวด้วยผ้าขาว ผูกด้านหน้าเป็นกระจุกเหมือนหัวพญานาค ขึ้นมาขอกินส้ม แต่นางไม่ให้กิน พอคืนที่สองมาก็ฝันเห็นเรือยาวลำหนึ่งจอดขวางอยู่กลางลานวัด (จอดบนบก) และได้ยินเสียงชายคนเดิมมาขอกินส้มอีก แต่นางก็ไม่พูดอะไร พอตื่นเช้ามาก็เล่าเรื่องฝันให้ชาวบ้านฟัง คนแก่ก็เลยบอกให้สองสามีภรรยา จัดขันดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง พอคืนต่อมาอีก ก็ฝันเห็นชายดังกล่าวมาขอส้มอีก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว เพราะฝันเห็นมา 3 วัน หลังจากตื่นขึ้นตอนเช้าก็จะมาขายส้มต่อ ก่อนนอนสองสามีภรรยา ได้นำผ้าคลุมรถเอาไว้ก่อนนอน ก่อนขายส้มตอนเช้าจึงได้เปิดผ้าคลุมรถออก นำส้มมาวางขาย แต่เช้าของคืนที่ 3 ก็ต้องตกใจ เมื่อเปิดผ้าคลุมรถยนต์เพราะในความรู้สึกบอกว่ามีอะไรบางอย่างขดอยู่หน้ารถในความรู้สึกว่ามีจริง จนสุดท้ายจึงตัดสินใจเดินมาเปิดผ้าคลุมรถยนต์ออก แต่ก็ต้องแปลกใจอีกครั้งที่เห็น รอยประหลาดเหมือนกับรอยตะขาบขนาดใหญ่ เป็นรอยนูนและยังเปียก เป็นดินโคลนสีแดง ตรวจดูตามข้างรถยนต์ ก็ไม่มีรอยปีนขึ้น-ลง มีเฉพาะนอนขดอยู่หน้ารถมีรูปร่างเหมือนตะขาบ มีเกล็ด มีขา เป็นรอยมันใส ดู ๆ แล้วเป็นดินที่ไม่เหมือนกับดินในหนองน้ำ หรือโคลนบนบก เพราะดมดูก็ไม่มีกลิ่นเหมือนโคลนทั่ว ๆ ไป นางอารีย์ตกใจมาก เพราะกลัวว่าจะเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดีกับตน เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องเข้าก็มามุงดูกันใหญ่ ด้วยความตกใจ ต่อมาจึงมีคนมาแนะนำให้ไปเข้าทรงดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้เข้าทรงก็ทราบว่า โดยการเชิญดวงวิญญาณของหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ในอุโบสถวัดไทย และหลวงพ่อใหญ่นี้สามารถที่จะติดต่อกับเมืองพญานาค หลังจากที่เข้าทรงทราบว่า รอยดังกล่าวเป็นรอยของพญานาคจริง ที่แปลงร่างขึ้นมาปรึกษากับหลวงพ่อใหญ่ในการที่จะบำรุงรักษาวัดให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพราะสภาพปัจจุบันนี้ขาดการดูแล และพญานาคที่ขึ้นมานั้นก็เป็นพญานาคระดับหัวเมือง ที่มาเพื่อที่จะแสดงให้เหล่ามนุษย์รู้ว่าเมืองบาดาล และพญานาคนั้นมีจริงและบังเอิญขึ้นมาพบกับนายลี ซึ่งในชาติก่อน นายลีเป็นลูกชายของพญานาค ที่เมืองบาดาล เมื่อมาพบจึงเกิดความดีใจ พร้อมกับได้ขอกินส้ม และประกอบกับความดีใจจึงได้กระโดดขึ้นบนหน้ารถยนต์แล้วประทับรอยเอาไว้ ได้ขึ้นมาตอนเที่ยงคืน มาทั้งหมด 7 คน อีก 6 คนไม่แสดงตัวให้เห็น ส่วนสองสามีภรรยา ที่ไปขายส้ม ก็ไม่เคยไปที่ อ.โพนพิสัย มาก่อน

รอยพญานาคที่ปากฏหน้ากระโปรงรถยนต์ของคนขายส้มที่
อ.โพนพิสัย
พญานาค สามารถแปลงกายเป็นอะไรได้หลายอย่าง ตามร่างทรงที่อัญเชิญดวงวิญญาณหลวงพ่อใหญ่บอกว่า ตรงท่าน้ำวัดไทยนั้นเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่ และเป็นด่านที่จะขึ้นสู่เมืองมนุษย์ ส่วนใต้บริเวณวัดก็เป็นถ้ำขนาดใหญ่ สมัยก่อนมีชาวประมงดำน้ำลงไป พบปากถ้ำขนาดใหญ่ มีงู (พญานาค) ขดอยู่หน้าถ้ำ ลำตัวสีเขียว หลวงพ่อใหญ่ยังบอกว่า ถึงแม้จะมีการสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพัง ก็ไม่สามารถที่จะปิดปากถ้ำนี้ได้
จากการปรากฏรอย พญานาค ครั้งแรกที่หน้ารถยนต์ของคนขายส้มแล้ว ต่อมาได้เกิดขึ้นที่หน้าบ้านของนายประจักษ์ พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านจอมนาง ถึง 3 ครั้ง 3 วันติดต่อกัน ที่มีลักษณะรอยเหมือนกับที่เกิดขึ้นบนหน้ารถยนต์ พอตกกลางคืน มีคนเดินผ่านไปมาที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านก็จะได้รับกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีต้นไม้ในบริเวณนั้น บริเวณเดียวกันมีคนฝันเห็นคนนุ่งขาว ห่มขาว ขึ้นมาใส่บาตรพระและที่เดียวกันในตอนเช้าทุกวันก็จะมีพระสงฆ์ออกบิณฑบาตรอยู่เป็นประจำ นอกจากที่ขึ้นหน้ารถยนต์ และหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว รอยดังกล่าวยังไปขึ้นที่หลังคารถยนต์ของเจ้าหน้าที่การเงินที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายอีกด้วย และขึ้นอีกหลายที่ในปีเดียวกัน
หลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดไทย จากการสอบถามผู้เฒ่า ผู้แก่ ก็บอกว่า เกิดมาก็เห็นอยู่อย่างนั้น ไม่พบหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง จึงเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามประเพณีต่อไป เพราะปกติชาว อ.โพนพิสัย จะไปร่วมกับประกอบพิธี ไม่ว่าจะเป็นวันออกพรรษา และวันเข้าพรรษา จะร่วมกันทำพิธีกรรมที่วัดไทยตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดไหลเรือไฟที่มีมานานแสนนาน ก็จะทำพิธีกันที่ท่าน้ำวัดไทย
หลวงพ่อใหญ่ เป็นที่เคารพนับถือของคน อ.โพนพิสัย มาช้านาน ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็จะนำเครื่องสักการะไปสักการะเพื่อขอพร สุดแล้วแต่จะขอกัน ผู้ไปขอพรก็จะสำเร็จตามความมุ่งหวังสมปรารถนาทุกคน ต่อมาหลังจากที่มี รอยพญานาคปรากฏขึ้นที่หน้ารถยนต์ ที่จอดอยู่หน้าวัดไทยแล้ว ทางกรรมการวัดก็ได้จัดทำพระบูชาจำลองหลวงพ่อใหญ่ขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านนำไปสักการะบูชา ซึ่งก็มีหลายขนาดด้วยกัน

หลวงพ่อใหญ่ที่วิหารวัดไทย อ.โพนพิสัย
ทีพญานาคขึ้นมาปรึกษาเป็นประจำ
แข่งเรือที่บ้านทุ่งธาตุ...สมัยก่อนในวันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านทุ่งธาตุจะได้ยินเสียงแข่งเรือ กลางวันบางวันก็จะเห็นลำน้ำพุ่งเป็นทางตรงเหมือนงูใหญ่ผ่านไปมา วันดี คืนดีก็จะเห็นตาผ้าขาวเดินทางผ่านไปมา แล้วหายตัวไปในบริเวณห้วยบ้านทุ่งธาตุ บริเวณสะพานก่อนถึงโรงเรียน ตรงนั้นจะมีป่าไม้ทึบ ต่อมามีคนไปปลูกบ้านอยู่ใกล้ ก็จะมีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อย ๆ โดยมากจะเห็นตาผ้าขาวเดินไปมาอยู่เป็นประจำ โดยตาผ้าขาวบอกว่ามาจากเมืองบาดาล เคยมีคนเอาขยะไปเทลงท่าน้ำห้วยหลวง หลังบ้านบริเวณดังกล่าว เกิดท่าน้ำพังอย่างทันตาเห็น
วังนาคินทร์
วังนาคินทร์คำชะโนด
หรืออีกชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกคือ
เมืองชะโนด อยู่ระหว่าง ต.วังทอง
และ ต.บ้านม่วง และ ต.จันทร์ อ.บ้านดุง
จ.อุดรธานี

วังนาคินทร์ คำชะโนด
อำเภอบ้านดุง
จังหวัดอุดรธานี (ที่เกิดตำนานเปรตอาจารย์กู้)
ตามตำนานกล่าวว่า เมืองชะโนด มี เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ เป็นใหญ่ ครองเมืองหนองกระแสครึ่งหนึ่ง มีบริวาร 5,000 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ สุวรรณนาค และมีบริวาร 5,000 เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันด้วยความรัก สามัคคี มีอะไรก็แบ่งกันกินเป็นเช่นนี้ตลอดมา จนอยู่มาวันหนึ่ง สุวรรณนาค พาบริวารออกไปล่าเนื้อหาอาหาร ได้ช้างมาเป็นอาหาร จึงได้แบ่งให้
สุทโธนาค ครึ่งหนึ่ง พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเพื่อเป็นหลักฐาน ต่างฝ่ายต่างก็อิ่มหนำสำราญ และอยู่มาวันหนึ่ง สุวรรณนาค ก็ออกหาอาหารอีก ครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้แบ่งให้สุทโธนาคไปครึ่งหนึ่ง พร้อมกับนำขนไปให้เพื่อเป็นหลักฐานเช่นเคย เม่นตัวนิดเดียวแต่ขนใหญ่ เมื่อแบ่งให้ สุทโธนาค ก็ไม่พอใจ เพราะพิจารณาดูแล้ว ขนาดขนยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วตัวคงใหญ่กว่านี้แน่นอน จึงไม่รับเนื้อเม่น พร้อมกับส่งคืน สุวรรณนาค เห็นดังนั้นจึงไปชี้แจงให้ทราบ ขอให้รับไว้เป็นอาหาร และผลสุดท้ายทั้งสองจึงประกาศสงครามกัน สาเหตุที่เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งออกหาอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ต้องออกไป เพราะกลัวว่าบริวารจะปะทะกัน
เมื่อประกาศสงครามกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็ระดมไพร่พลบริวาร สงครามเกิดขึ้น ไม่มีฝ่ายไหนแพ้ ชนะ พญานาคทั้งสองรบกันอยู่เป็นเวลา 7 ปี ก็ไม่มีใครแพ้ ชนะ เพราะต่างฝ่ายต่างก็หวังครองหนองกระแสเพียงฝ่ายเดียว จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่รอบ ๆ หนองกระแสเกิดความเสียหาย เดือดร้อนไปตาม ๆ กัน พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหว เทวดาต่างก็เดือดร้อนกันไปด้วยสามภพ ความเดือดร้อนทราบไปถึงพระอินทราธิราชผู้เป็นใหญ่ เทวดาทั้งหลายต่างก็พากันไปร้องทุกข์และเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้พระอินทร์ได้ทราบ ดังนั้นจึงได้หาวิธีให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกัน เพื่อความสงบสุขของไตรภพ จึงได้เสด็จลงจากดาวดึงส์มายังเมืองมนุษย์โลก ที่หนองกระแส แล้วตรัสเป็นเทวราชโองการ ว่า "ให้ท่านทั้งสองหยุดรบกันเดี๋ยวนี้" การทำสงครามครั้งนี้ถือว่าเสมอกัน และให้หนองกระแสเป็นเขตปลอดสงคราม และให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำคนละสาย จากหนองกระแส ใครสร้างถึงทะเลก่อนจะได้ปลาบึกไปไว้ในแม่น้ำแห่งนั้น และให้ถือเอาภูเขาพญาไฟเป็นเขตกั้นคนละฝ่าย ใครข้ามไปราวีรุกรานกันขอให้ไฟจากภูเขาไฟไหม้ฝ่ายนั้นเป็นจุลมหาจุล
หลังจากพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการเช่นนั้น สุทโธนาค พร้อมไพร่พลอพยพออกจากหนองกระแสสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาก็คดโค้งไปตามภูเขา หรืออาจจะลอดภูเขาบ้างตามความยกง่ายในการสร้าง เพราะสุทโธนาคเป็นคนใจร้อน แม่น้ำนี้เรียกว่า "แม่น้ำโขง" คำว่า โขง มาจากคำว่า โค้ง ได้ถึงทะเลก่อนจจีงได้เป็นผู้ชนะปลาบึกจึงอยู่แม่น่ำโขง ส่วนฝั่งลาวเรียกว่า แม่น้ำของ
ส่วน สุวรรณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการก็พาบริวารไพร่พลออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาค เป็นคนตรงพิถีพิถันและยังเป็นผู้มีจิตใจเย็น การสร้างแม่น้ำจึงต้องทำให้ตรง เ แม่น้ำนี้เรียกว่า แม่น้ำน่าน แม่น้ำแห่งนี้จึงเป็นแม่น้ำที่ตรงกว่าแม่น้ำทุกสานในประเทศไทย
การสร้างแม่น้ำแข่งขัน ปรากฏว่า สุทโธนาค สร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนตามสัญญาของพระอินทร์ สุทโธนาค เป็นผู้ชนะ และปลาบึกจึงต้องไปอยู่แม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลก
จากนั้น สุทโธนาค สร้างเสร็จ
ปลาบึกขึ้นอยู่แม่น้ำโขงและเป็นผู้ชนะตามสัญญาแล้ว
จึงได้แผลงฤทธิ์เหาะไปเฝ้าพระอินทร์
ณ ดาวดึงส์
ทูลถามพระอินทร์ว่า "ตัวข้าเป็นชาติเชื้อพญานาค
จะอยู่โลกมนุษย์นานเกินไปก็ไม่ได้"
จึงได้ขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาล
กับเมืองมนุษย์ เอาไว้ 3 แห่ง
พร้อมกับทูลถามว่า "จะให้ครอบครองอยู่ตรงไหนแน่นอน"
พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้
3 แห่ง คือ ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์
ที่หนองคันแท
และที่พรหมประกายโลก

พระธาตุหลวงนครเวียงจันทน์
สร้างขึ้นครอบรูพญานาคขึ้นสู่เมืองมนุษย์
(คำชะโนด) ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ และหนองคันแท เป็นทางขึ้น-ลงของพญานาคเท่านั้น ส่วนพรหมประกายโลก คือที่พรหมได้กลิ่นไอดิน เมื่อพรหม เทวดา ลงมากินดินจนหมดฤทธิ์ กลายเป็นมนุษย์ แล้วให้สุทโธนาคไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นั่น ซึ่งมีต้น
ชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ (ชะโนดมีลักษณะเหมือนต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาล ผสมกัน) และให้ถือเป็นต้นไม้บรรพกาลให้สุทโธนาค มีลักษณะ 31 วัน ข้างขึ้น 15 วัน ให้สุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์ เรียกว่า "เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ" มีวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นถิ่น และอีก 15 วันข้างแรม ให้สุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นนาค และเรียกชื่อว่า "พญานาคราชศรีสุทโธ" ให้อาศัยอยู่เมืองบาดาล
ดังนั้นชาวบ้านม่วง บ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี จึงพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญ
ประจำปี ทั้งผู้หญิงผู้ชายอยู่หลายครั้ง บางทีจะเห็นผู้หญิงไปยืมฟืม (เครื่องมือทอผ้า) ไปทอผ้าอยู่เป็นประจำ และเมื่อคุยกับชาวบ้านถูกคอกันก็ได้นอนพักที่บ้านชาวบ้าน แต่ขอให้จัดที่นอนให้เป็นใต้ถุนบ้านในพะเนียด (กระเฌอใหญ่) แต่เมื่อชาวบ้านตื่นขึ้นมาดูหญิงสองคนนั้นกลายเป็นงูใหญ่นอนขดอยู่หรือไม่บางครั้งชาวเมืองชะโนด ได้จัดงานบุญประจำปี มีการมาว่าจ้างเอาภาพยนตร์ไปฉายที่เมืองชะโนดก็เคยมี จนหน่วยฉายหนังเร่เมืองอุดรธานี กลัวไปตาม ๆ กัน เรื่องนี้สามารถที่จะสอบถามชาวบ้านในระแวกนั้นได้ถึงเรื่องอัศจรรย์ต่าง ๆ หรือแม้เวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่ที่คำชะโนดกลับยกตัวลอยขึ้นทั้งเกาะ น้ำจะไม่ท่วม เมื่อเวลาน้ำลดก็จะลดลงเหมือนเดิม
ผาแดง นางไอ่...เป็นตำนานรัก ระหว่างหญิงหนึ่ง-สองชาย เมื่อฝ่ายหนึ่งพลาดรักและเสียทีถูกทำร้ายตายไป ก็เกิดสงครามจนบ้านเมืองถล่มทลายกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ จุดกำเนิดตำนานรักอีสาน
ในเรื่องได้กล่าวถึง พระยาขอม ผู้ครอง เมืองเอกชะธีตา มีธิดาชื่อ นางไอ่คำ ที่อยู่ในวัยสาวอายุย่าง 15 ปี มีความงามเป็นที่เลื่องลือไปถึงเจ้าชายเมืองต่าง ๆ จนเป็นที่หมายปอง ใคร ๆ ก็อยากได้มาเป็นคู่ครอง และความงามที่เล่าลือนั้นก็ได้เข้าหูของ ผาแดง แห่ง เมืองผาโพง ด้วยความคิดถึง และอยากชมความงามของ นางไอ่คำ ผาแดง จึงได้แอบขี่ม้ามาหานางไอ่คำจนทั้งสองได้พบกันและเกิดความรัก สุดท้ายเมื่อทั้งสองได้เสียกันจึงสัญญากันว่าจะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานตามประเพณีต่อไป
นอกจากนี้ยังมีเมืองหนึ่งชื่อ ศรีสัตตนาคนหุต มี สุทโธนาค ครองเมือง มีโอรสชื่อ พังคี สุทโธนาค ได้อพยพมาจากหนองแส เพราะผิดใจกับ สุวรรณนาค เพื่อนรัก เนื่องจากการแบ่งเนื้อเม่นได้น้อย เพราะคิดว่าสุวรรณนาคคิดไม่ซื่อ จึงทะเลาะกันจนเกิดสงคราม
ต่อมาเมื่อถึงเดือนหก พระยาขอม จะทำบุญบั้งไฟจึงได้จัดการแจ้งข่าวสารไปยังเมืองต่าง ๆ ให้ทำบั้งไฟมาร่วมงาน ส่วนผาแดงไม่ได้รับเชิญเพียงได้ทราบข่าวก็มา เนื่องเพราะมีสัญญารักกับนางไอ่คำอยู่แล้ว จึงได้ถือโอกาสนำบั้งไฟมาร่วม ก็ได้รับการต้อนรับจากพระยาขอมเป็นอย่างดี พระยาขอมได้ตั้งรางวัลเมื่อบั้งไฟของใครชนะ คือขึ้นสูงจะให้ทรัพย์สมบัติและนางสนมกำนัล ส่วน ผาแดง ถ้าชนะจะได้ยกนางไอ่คำให้ ในเวลาจุดบั้งไฟของเมืองต่าง ๆ ขึ้น ส่วนของพระยาขอมไม่ขึ้น ของ ผาแดง แตกกลางบั้ง พระยาขอมก็ไม่ทำตามสัญญา สุดท้ายเมืองอื่นก็กลับกันหมด ส่วน ผาแดง ก็กลับเมืองของตนพร้อมความทุกข์ เพราะรัก ประกอบกับบั้งไฟไม่ขึ้น ในการจุดบั้งไฟครั้งนี้ พังคี ลูกชาย สุทโธนาค ไม่ได้นำบั้งไฟมาร่วมเพราะเป็นนาค แต่ก็ได้แปลงกายเป็นกระรอกด่อน (เผือก) มาร่วมงานด้วย และได้หลงรักนางไอ่คำด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ตัวนางไอ่คำ เมื่อบุญบั้งไฟเลิกก็กลับบ้านพร้อมด้วยแบกเอาความรักกลับไปด้วย เมื่อถึงเมืองก็ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงได้ลาพ่อมาหานางไอ่คำอีกครั้ง และแปลงกายเป็นกระรอกด่อนมาเหมือนเดิม ส่วนบริวารก็แปลงร่างเป็นสัตว์อื่น ๆ กระรอกด่อนพังคี แขวนกระดิ่งทองไว้ที่คอด้วย ได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่ใกล้ปราสาทของนางไอ่คำ เมื่อนางไอ่คำเห็นกระรอกก็อยากได้ จึงให้นายพรานจับกระรอก นายพรานได้ยิงกระรอกด้วยธนู ก่อนตาย พังคี ได้อธิษฐานว่า "ขอให้เนื้อของข้าจงมีพอกินแก่คนทั้งเมือง และอร่อย" เมื่อกระรอกตายชาวเมืองก็แบ่งกันจนทั่ว ยกเว้นแม่หม้าย เพราะไม่้ได้ช่วยงาน ฝ่ายบริวารพังคี เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบกลับไปบอกสุทโธนาค ๆ โกรธมาก จึงได้เกณฑ์พลนับหมื่นเพื่อถล่มเมืองพระยาขอม ใครกินเนื้อพังคีต้องฆ่าให้หมด
ในขณะเดียวกัน ผาแดง ที่รัก
นางไอ่คำ อยู่แล้ว
เมื่อถึงเมืองแล้วก็ไม่เป็นอันกินอันนอน
จึงรีบขึ้นม้าบักสาม
จากเมืองผาโพง สู่เมืองเอกชะธีตา
เมื่อมาถึงนางไอ่คำก็ต้อนรับด้วยดี
พร้อมจัดอาหารมาให้ ผาแดง
รู้ว่าอาหารคือเนื้อกระรอกด่อนจึงไม่กิน
และได้บอกแก่นางไอ่คำว่า
หากใครกินเนื้อนี้แล้วบ้านเมืองจะถล่มถึงตาย
พอตกกลางคืนกองทัพพญานาคก็มาถึงเมือง
แผ่นปฐพีจึงถล่มเสียงดังสนั่นไปทั่ว
ผาแดงจึงได้ให้ นางไอ่คำ
เตรียมข้าวของพอที่จะเอาไปได
เช่น แหวน ฆ้อง
และกลองประจำเมือง
แล้วรีบขึ้นม้าซ้อนท้ายผาแดงควบม้าออกจากเมืองทันที
เมื่อพญานาครู้ว่านางไอ่คำหนี
จึงได้ออกติดตามไปติด ๆ
แผ่นดินถล่มไม่หยุด
ถึงแม้ว่าจะควบม้าเร็วขนาดไหน
พญานาคก็ยังไม่หยุดตาม
จนในที่สุดม้าบักสามก็ค่อย ๆ
หมดแรง
พญานาคตามทันเอาหางตวัดเกี่ยวเอาตัวนางไอ่คำลงจากหลังม้า
ส่วนผาแดงก็ควบม้าต่อไป
พญานาคก็ตามไปอีก
เพราะผาแดงมีแหวนของนางไอ่คำติดตัวไปด้วย
และเมื่อเห็นพญานาคตามไปเช่นนั้น
ผาแดงจึงทิ้งแหวนและก็ปลอดภัยในที่สุด
ก่อนผาแดงจะพานางไอ่คำหนี...
ต่อมาเมื่อผาแดง ถึงเมืองผาโพง เสียใจที่สูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตาม จึงได้อธิษฐานต่อเทพยดาว่า จะขอตายเพื่อไปต่อสู้กับพวกพญานาค กองทัพผีผาแดง กับ กองทัพพญานาคได้ต่อสู้กันอยู่นาน น้ำในบังในหนองขุ่นข้น ดินบนบกกลายเป็นฝุ่นตลบไปหมด ร้อนถึงพระอินทร์ ต้องลงมาระงับศึกให้ผาแดงกลับเมืองผี พญานาคกลับเมืองบาดาลตามเดิม ส่วนนางไอ่คำให้อยู่ที่เมืองบาดาลก่อน และขอให้พระศรีอาริย์ลงมาตัดสินก่อน ว่าใครคือสามีที่แท้จริง จึงจะให้นางไอ่คำไปอยู่กับคนนั้น
พญานาค กับ พระธาตุบังพวน
การที่คนเรานับถือสิ่งใด เรื่องใดนั้นย่อมรู้ในสิ่งนั้น ชื่อว่าเราได้นับถือกราบไหว้ด้วยความฉลาด และรู้แจ้งเรื่องนาคและเทวดา ที่ปรากฏในตำนานโบราณทุกแห่งนั้น มิใช่เรื่องเหลวไหลของผู้ศึกษาศาสตร์ และสร้างจิตให้มีอำนาจ แล้วย่อมสามารถมองเห็นเทวดา อมนุษย์ได้จริง ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นวิสัยของเทพจักษุ ไม่ใช่ของมังสจักษุ
ในสมัยพุทธกาล
เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จที่พระเซตวันมหาวิหาร
ใกล้กรุงสาวัตถี
พระองค์ได้พิจารณาถึงพุทธโบราณ
ประเพณีของพระพุทธเจ้าในอดีตที่เสด็จเข้านิพพานไปแล้ว
สาวกทั้งหลายได้นำเอาพระสารีริกธาตุไปฐาปนาไว้ในที่เหมาะสม
พอรุ่งเช้าหลังจากที่พระอานนท์ได้ถวายน้ำชำระำพระโอษฐ์
และไม้สีฟัน
หลังเสร็จกิจจึงทรงผ้ากัมพลสีแดง
แล้วผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออกเสด็จลีลามาทางอากาศ
มีพระอานนท์เป็นปัจนาสมณะติดตาม
เมื่อเสด็จลงประทับที่ ดอนกอนเนา
(เวียงจันทน์)
แล้วเสด็จมาที่หนองคันแทเสื้อน้ำ
แล้วไปประทับที่โพนจิกเวียงงัว
ใต้ปากห้วยคุคำ (บ้านปะโค
เวียงคุก) ทอดพระเนตรเห็น แลนคำ
แลบลิ้น จึงทรงแย้มพระโอษฐ์
พระอานนท์ทูลถาม พระองค์พญา กรณ
ว่า
ต่อไปบ้านเมืองนี้จะเจริญ
และแลนคำนั้นก็คือ ปัพพาละนาค
ตัวที่อยู่ภูเขาลวงริมน้ำบังพวน
ต่อมานาคนั้นได้กลายร่างเป็นมาณพน้อย
นุ่งห่มขาว เข้ามารับบาตร
ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปสู่ภูเขาลวง
หลังจากที่ปัพพาละนาคถวายภัตตาหาร
พระองค์กระทำภัตตกิจเสร็จแล้วประทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งแก่
ปัพพาละนาค
แล้วเสด็จไปฉันเพลที่ใกล้เวินหลอด
ต่อมาเรียกว่า เวินเพล (บ้านโพนฉัน-โพนแพง)
จากนั้น สุกขหัตถีนาค
เนรมิตเป็นช้างถือดอกไม้มาขอเอารอยพระพุทธบาท
พระองค์ได้ย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหินใกล้ริมน้ำชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน
(ปัจจุบันเรียกว่า พระบาทโพนฉัน)

พระธาตุบังพวน
ที่วัดพระธาตุบังพวน อ.
เมือง จ. หนองคาย
พญานาคสร้างเมือง
ณ ที่ตำบลหนองคันแทเสื้อน้ำ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีชายคนหนึ่งลักษณะดำพุงใหญ่ชื่อว่า "บุรีจันทร์ อ่วยล้วย" เป็นผู้มีใจบุญสุนทาน จิตใจเป็นกุศล โอบอ้อมอารีย์แก่คนและสัตว์ ทำบุญให้ทานอยู่เป็นนิตย์ ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ร่องสะแก ในเวียงจันทน์ทุกวันนี้ ครั้งนั้นมีพระอรหันต์ 2 องค์ มาจากราชคฤห์นคร อาศัยอยู่ที่นั่นองค์หนึ่งชื่อ มหาพุทธวงศา อยู่ริมน้ำบึง องค์หนึ่งชื่อ มหาสัชชะตี อยู่บ้านโพนเหนือ น้ำบึง บุณีจันทร์ อ่วยล้วย เป็นผู้อุปัฏฐากท่านทั้ง 2 ให้มีความสุขด้วยปัจจัยไม่ขาด
ด้วยอำนาจบุญกุศลช่วยชู ทำให้คนทั้งหลายมีความรักนับถือ บุรีจันทร์ อ่วยล้วย จึงได้พร้อมกันยกให้เป็นอาจารย์สั่งสอน ทั้งศีลธรรม และศิลปกรรม หัตถกรรม และการกสิกรรม จนในที่สุด บุรีจันทร์ อ่วยล้วย ก็เป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดา นาค จึงมีนาคมาคอยช่วยเหลือในกิจการต่าง ๆ มิขาด โดยมี สุวรรณนาค เป็นต้น ได้พิจารณาตั้งเมืองในที่เหมาะสม และเนรมิตบ้านเมืองให้แก่บุรีจันทร์ อ่วยล้วย
อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านทำนา เมื่อข้าวออกรวง น้ำก็มาท่วมเสีย สุวรรณนาค จึงให้ เศรษฐไชยนาค เนรมิตเป็นคันแทกั้นน้ำไว้ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมข้าว ที่นั่น คนจึงเรียกว่า "หนองคันแทเสื้อน้ำ" ต่อมาอีก สุวรรณนาคจึงให้นาคบริวาร 2 ตัว คือ เอกจักขุนาค และ สุคันธนาค จำแลงเพศเป็นงูมาทำให้ข้าวล้มเสียหาย ชาวบ้านจึงกั้นรั้ว เปิดช่องกลาง ดักไซไว้ ต่อมางูน้อย 2 ตัว ที่มีเกล็ดเหมือนทองคำ มีหงอนแดงงาม เข้าไปติดอยู่ในไซ
ในคืนนั้น บุรีจันทร์ อ่วยล้วย ฝันว่ามีใส้ออกมามีลึงค์ยาวพันเอวถึง 7 รอบ เมื่อตื่นขึ้นมีความกลัว ไปใส่บาตรพระอรหันต์ ท่านแนะนำให้เอาดอกไม้ขาวใส่พานบูชาไว้ที่หัวนอน แล้วอุทิศกุศลถึงพญานาค ตอนสายมีคนนำงูน้อย 2 ตัวมาให้จึงขังเอาไว้ เพื่อที่จะนำไปให้พ่อท้าวคำบางผู้เป็นใหญ่ แต่ยังไม่ได้นำไป พอตกกลางคืน สุวรรณนาค แปลงเป็นตาผ้าขาวมีศีรษะหงอก บอกว่างู 2 ตัวนั้นเป็นลูกจะมาขอคืน เมื่อ บุรีจันทร์ อ่วยล้วย เห็นดังนั้นจึงถามว่า ท่านเป็นคนศีลธรรมหรือ จึงนุ่งห่มขาว แต่ทำไมจึงบอกว่าเป็นลูกท่าน ข้าตั้งใจจะนำไปถวายพ่อท้าวคำบาง เพราะเห็นว่างูเป็นเกล็ดทองคำ
ตาผ้าขาวจึงบอกว่า ข้าเป็นพญานาค ท่านอย่าเอางูนี้ไปถวายท่านเลย สิ่งนี้ไม่เหมาะที่จะนำไปให้ท่านพ่อคำบาง ควรจะนำสิ่งอื่นไป หากท่านต้องการเราจะให้ตามใจท่าน บุรีจันทร์ อ่วยล้วย คิดว่าคงจะเป็นตามที่เราฝัน และการอุทิศบุญถึงพญานาค จึงบอกว่า เมื่อข้าต้องการเมื่อใด ท่านจงให้เมื่อนั้นเถิด แล้วมอบงูน้อย 2 ตัวไป ต่อมางู 2 ตัว ก็กลายเป็นมาณพน้อย 2 คน นุ่งขาวล้วน แล้วเดินจากไป ทันใดตาผ้าขาวจึงบอกกับบุรีจันทร์ อ่วยล้วย ว่า ให้ท่านขุดบ่อน้ำไว้ที่ริมบึงนอกบ้าน ถึงวันพระจะให้นาค 2 ตัวขึ้นมา ท่านประสงค์สิ่งใดจงเรียกจากนาคทั้งสองนั้น จากนั้นตาผ้าขาวก็จากไปอีก
ครั้งนั้นพญานาคเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อย จึงไปดลพระทัยพ่อท้าวคำบางและมเหสี ให้นำนางอินทสว่างลงรอด ให้เป็นบาทบริจาดแห่งพระยาสุมิตรธรรมวงศา เมืองมรุกขนคร และเมื่อนางอินทสว่างลงรอดทราบก็เกิดความโศกเศร้า บิดาเห็นว่าพระธิดาไม่พอใจจึงพูดเพื่อให้พระธิดากลัวว่า ถ้าเช่านั้นจะนำเจ้าไปเป็นธิดาของบุรีจันทร์ อ่วยล้วย ที่เขาเล่าลือกันว่าพุงใหญ่มาก กินข้าวเข้าไปทั้งกะบุุง ธิดาได้ยินแทนที่จะกลัว กับมีความพอใจและหายโศกเศร้า
จึงได้ให้ปลูกเรือนหลวงขึ้น 2 หลัง ๆ ละ 5 ห้อง ไว้ระหว่างหาดทราย กับบ่อน้ำของบุรีจันทร์ อ่วยล้วย แล้วให้พระธิดาไปอยู่ที่นั่น แล้วตรัสสั่งให้บุรีจันทร์ อ่วยล้วยเข้าเฝ้า เพื่อให้พระธิดาเห็นจะได้เกลียด
ฝ่ายบุรีจันทร์ อ่วยล้วย
เมื่อทราบดังนั้นจึงไปที่บ่อน้ำ
ซึ่งพญานาคสั่งให้ขุด
แล้วร้องเรียกนาคทั้ง 2 ให้มา
นาคทั้ง 2 ก็มาตามประสงค์
บุรีจันทร์ อ่วยล้วย
จึงบอกว่า
บัดนี้เราอยากได้นางอินทสว่างลงรอดมาเป็นภรรยา
ท่านทั้งสองจงกรุณาให้นางได้กับข้าพเจ้าด้วยเทอญ

รูปปั้น บุรีจัททน์ อ้วยล่วย
ปล่อยนาค 2 ตัว
ที่สวนวัฒนธรรม
.สปป.ลาว
พญานาคผู้สร้างเมือง
ขณะนั้น สุคันธนาค นำขวดไม้จันทร์มาให้ และเนรมิตอ่างน้ำสำหรับสรงน้ำอ่างหนึ่ง พร้อมทั้งกระบวยสำหรับตักน้ำอาบ เอกจักขุนาค ให้ผ้าเช็ดตัว กายโลหนาค ให้ผ้านุ่ง แล้วก็บอกต่อไป ส่วน อินทจักขุนาค ให้เสื้อรูปท้าวพันตา สิทธิโภคนาค ให้มงกุฏทองคำประดับแก้ว คันธัพพนาค ให้สังวาลย์คำ ศิริวัฒนนาค ให้รองเท้าทองคำ
อินทสิริเทวดา ให้แว่นกรองทองคำ เทวดาผยอง ให้ต่างหูทองคำ เครื่องทั้งหลายเหล่านี้ประดับด้วยแก้ว เทวดาวาสนิท ให้ผ้าเช็ดหน้า ประสิทธิสักกเทวดา ให้ขวดน้ำมันแก้วผลึก
เมื่อ นาค เทวดา ให้เครื่องเหล่านี้แล้ว ก็พากันมาชุมนุมอยู่ที่หาดทราย อันเป็นที่อยู่ของ สุคันธนาค ส่วน สุวรรณนาค หัตถีนาค ปัพพาละนาค ได้มาพร้อมกับ พญาสุวรรณนาค และ พุทโธปาปนาค แล้ว พญาสุวรรณนาค ก็เนรมิตปราสาทสำเร็จด้วยไม้จันทน์ พร้อมอาสนะ เครื่องปูลาด เพดานให้พร้อมเสร็จ แล้วจึงพากันไปรับเอา นางอินทสว่างลงรอด มาไว้ในปรางค์นั้น พญาสุวรรณนาค ยังเนรมิตท้องพระโรงหลวง 19 ห้อง ที่ทำด้วยแก่นจันทน์-แดง
ปัพพาละนาค เนรมิตปราสาทไม้มะเดื่อพอกทองคำภายนอก พุทโธปาปนาค เนรมิตสระพังสำหรับสรง สุคันธนาค และ หัตถีนาค เนรมิตโรงช้างไว้ซ้าย-ขวา ในคุ้มวังนั้นให้มีทุกประการ เมื่อคนทั้งหลายไปจับต้องสิ่งที่พญานาคเนรมิตไว้ก็จะเกิดมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เทวดา อินทศิริ เจียมปาง รับอาสากับ พญานาค เข้าคุ้มครองรักษาวัตถุข้าวของในปราสาทโรงหลวงทั้งสิ้น แล้วให้ เทวดามัจฉนารี นำพานดอกไม้ไปเชิญ บุรีจันทร์ อ่วยล้วย เข้ามาอยู่ หลังจากที่ บุรีจันทร์ อ่วยล้วย ชำระร่างกาย แล้วประดับด้วยเครื่องทั้งหลายที่เหล่า พญานาค และ เทวดาเนรมิต ให้ เมื่อแต่งเสร็จปรากฏว่า ร่างกายที่อ้วนใหญ่ ดำ ก็กลายเป็นหนุ่มรูปงาม เนื้อตัวหอมด้วยกลิ่นจันทน์ เทวดามัจฉนารี จึงได้อุ้มไปนอนไว้กับนางอินทสว่างลงรอด ทันใดนางก็ตื่นขึ้น และก็หลับต่อไปอีก หลังตื่นมาทั้งคู่ก็เกิดความรักใคร่และได้เป็นสามี ภรรยากันต่อมา
บุรีจันทร์ อ่วยล้วย เป็นเจ้าเมือง
เมื่อบริวารทั้งหลายตื่นขึ้นมาเห็นความยิ่งใหญ่ ดังนั้นจึงนำความไปแจ้งแก่พ่อท้าวคำบางและพระมเหสี ทั้งสองมีความยินดี จึงให้เสนาอำมาตย์จัดการพิธีสมโภช ยกบุรีจันทร์ อ่วยล้วย เป็น "เจ้าบุรีจันทร์" พร้อมทั้งมอบบ้านเมืองให้ครอง โดยมี เทวดามัจฉนารี รักษาเจ้าบุรีจันทร์ และข้าทาสบริวาร แล้วให้บอกกล่าวแก่ เงือก งู ที่เป็นบริวาร ไม่ให้ทำร้ายแก่ผู้ใด ให้พากันรักษาพระพุทธศาสนา บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ รักษากงจิตแก้วของพระพุทธเจ้าไว้
สุวรรณนาค ได้รับคำสั่งดังนั้นจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงแต่งให้นาค 4 ตัว คอยดูแลเมือง ราษฎรควรทำโทษจึงทำ โดยมี กายโลหนาค เอกจักขุนาค สุคันธนาค และ อินทจักขุนาค โดยมี เทวดาอินผยอง และ เทวดาสวาสนิท เป็นผู้เที่ยวตรวจดูตามตำบลต่าง ๆ เมื่อเห็นคนกระทำให้บอกแก่นาคทั้ง 4 เป็นผู้ตัดสินลงโทษ
ครองเมืองอย่างเป็นธรรม
เมื่อเจ้าบุรีจันทร์ อ่วยล้วย ได้ครองเมือง ก็ให้กรุบ่อน้ำด้วยไม้ประดู่ แล้วสร้างมณฑลครอบไว้ สร้างสะพานจากพระนคร ข้ามบึงไปถึงบ้านเดิมที่ร่องสะแกริมหนองคันแทเสื้อน้ำ แล้วสร้างวัดขึ้นชื่อ วัดสวนอ่วยล้วย สร้างวิหารอีก 2 หลังถวายพระอรหันต์ป่าใต้ และป่าเหนือ
ต่อมาวัดแห่งนี้ท่านมหาพุทธวงศา ได้นำพระธาตุอรหันต์มาบรรจุไว้ ปัจจุบันชื่อว่า วัดโศกป่าหลวง ในเวียงจันทน์
ในครั้งพุทธกาล ได้มีพระมหากัสสปะเถระ ได้เข้ามาประกาศศาสนาในแคว้นนี้ แล้วนำเอาพระพุทธอุรังคธาตุมาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า คือ พระธาตุพนม ไว้กลับสู่เมืองราชคฤห์ ต่อมาได้พิจารณาเห็นสามเณร 3 องค์ ตั้งอยู่ในคำสอน มีความเพียรในการทำสมถะวิปัสสนา เมื่อสามเณรทั้ง 3 ได้อุปสมบทแล้ว ก็ไก้สำเร็จพระอรหันต์ คือ พุทธรักขิต ธรรมรักขิต สังฏรักขิต ทั้ง 3 ได้ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาในแคว้นนี้ จนมีลูกศิษย์เกิดขึ้น 5 องค์ คือ พระมหารัตนะเถระ มหาสุวรรณปราสาท จุลสุวรรณปราสาท สังขวิชเถระ เมื่อลูกศิษย์ตามไปเมืองราชคฤห์ ก็นำเอา พระบรมธาตุหัวเหน่าของพระพุทธเจ้า 29 องค์ พระธาตุเขี้ยวฝาง 7 องค์ พระธาตุฝ่าพระบาทขวา 9 องค์ กลับคือมาประดิษฐานไว้ที่เขาลวง (พระธาตุบังพวน) พระธาตุฝ่าพระบาทขวาประดิษฐานไว้ที่เมืองล่าหนองคาย (พระธาตุกลางน้ำ) พระธาตุเขี้ยวฝาง ประดิษฐานไว้ที่ เวียงงัว 3 องค์ (พระธาตุบุ บ้านโคกป่าฝาง) และประดิษฐานไว้ที่หอแพ (เวียงจันทน์) ก่อนที่พระอรหันต์ทั้ง 5 จะนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานได้ อธิฐานว่า "หากพระบรมธาตุ จะสถิตย์อยู่ที่ภูเขาลวงนี้ตลอด 5,000 พระวรรษา ขอแผ่นดินจงแยกออกเป็นหลุมให้ลึก 8 วา กว้างด้านละ 10 วา ทั้ง 4 ด้านเทอญ" ทันใดนั้นแผ่นดินก็แยกออกตามคำอธิฐาน
พระยาบุรีจันทร์ ทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ก่ออุโมงค์หินเรียงกันขึ้น และหินที่ก่อขึ้นนั้นกลับหมด เมื่อเสนาอำมาตย์เที่ยวหาหิน แต่ก็ไม่พอ
สร้างพระธาตุบังพวน
ทันใดนั้น ปัพพาละนาค จำแลงเป็นตาผ้าขาว ถือไม้เท้าเดินมา แล้วบอกแก่คนทั้งหลายว่า หินของเรากองอยู่ทางทิศตะวันตกมากมาย จงเอามาเถิด เมื่อเสนาอำมาตย์ถามว่า อยู่ไกลแค่ไหน ตาผ้าขาวบอกว่า อยู่ห่างจากนี้ 1,000 เท่าของไม้เท้านี้ เมื่อเสนาบอกว่า ยาวเกินไปเราไม่ไปหรอก ตาผ้าขาวจึงทำให้ไม้สั้นลงเหลือ 2 วา เมื่อเสนาเห็นดังนั้นก็เกิดอัศจรรย์ยิ่ง เพราะหินกองเต็มไปหมด จึงไปไหว้พระอรหันต์ และกราบทูลพระยาจันทบุรี ว่า "ตาผ้าขาวทิ้งไม้เท้านั้นไว้ แล้วก็หนีไป"
พระอรหันต์จึงบอกแก่เสนาอำมาตย์ว่า นั่นคือ ปัพพาละนาค ที่อาศัยอยู่ใกล้ภูเขานี้มาช่วย ต่อไปการหาหินก็จะไม่ยากอีกแล้ว เมื่อเสนาอำมาตย์ทราบดังนั้น จึงได้นำไม้เท้านั้นไปวัดระยะแล้วหาหิน วัดไปได้ 1,000 ชั่วไม้ ก็พบหิน 3 ก้อนงามนัก เมื่อมีคนพูดไม่เอา ควรจะวัดให้แน่นอนก่อน พญานาคบอกว่ามีหินมาก แต่นี่เห็นมีเพียง 3 ก้อน อีกคนพูดขึ้นว่ามีเท่าไหร่ก็เอาไปก่อน จากนั้นจึงได้นำเอาหิน 3 ก้อนไป เมื่อนำเอาไป 3 ก้อน กลับมีเพิ่มอีก 6 ก้อน และหินนั้นก็เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเห็นว่า การสร้างสุดท้าย เมื่อขนหินออกไป ขนอย่างไรก้อนหินก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้จักหมด ต่อมาพวกเขาเหล่านั้นจึงได้สร้างรอยเท้าพระอรหันต์เพื่อให้เป็นเครื่องหมายเอาไว้ พร้อมจารึกไว้ว่า "บาทลักษณะพระอรหันต์พันคำ" (เป็นรอยเท้าพระอรหันต์ เวลานี้อยู่ริมห้วยบังพวนระหว่างบ้านวังเทียม กับบ้านหนองนาง)
หลังจากที่สร้างอุโมงค์เสร็จสิ้น
พระอรหันต์จึงได้นำเอา พระบรมธาตุหัวเหน่า
29 องค์ ถวายพระยาจันทรบุรี
แล้วบรรจุเข้าในขวดไม้จันทร์
ที่สุคันธนาคให้ 10 องค์
บรรจุในขวดแก้วผลึกที่ประสิทธิสักการะเทวดาให้
10 องค์ และนางทั้งามรับเอาพระบรมธาตุที่เหลือ
9 องค์
บรรจุเข้าในผอบทองคำนางละ 3
องค์
แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ทองคำ
ที่ตั้งอยู่บนหลังสิงห์ทองคำ
แล้วยันต์ง้าวไว้ทั้ง 4 ด้าน
หลังจากที่บรรจุเสร็จแล้วพระอรหันต์ก็เสด็จกลับสู่พระนคร

สระพญานาคที่วัดพระธาตุบังพวน
จ หนองคาย เชื่อว่าเป็นปัพพาละนาค
ที่เฝ้าพระธาตุบังพวน
บึงโขงหลง (มนุษย์ได้นาคเป็นเมีย)
เป็นบึงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองหนองคาย มีพื้นที่ประมาณ 11 ตารางกิโลเมตร ชาวบึงโขงหลงใช้บึงนี้เพื่อประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ประมง กสิกรรม
บริเวณแห่งนี้เดิมเป็นที่ตั้งเมือง ๆ เมืองชื่อ รัตพานคร มี พระอือลือราชา เป็นผู้ครองนคร มเหสีชื่อ นางแก้วกัลยา มีพระธิดาชื่อ พระนางเขียวคำ ต่อมาได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสามพันตา มีพระโอรสชื่อ เจ้าชายฟ้ารุ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ และมีรูปงามด้วย ขณะประสูตมีท้องฟ้าสว่างไสว ต่อมาได้อภิเษกสมรสกับ นาครินทรานี ซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาคราชแห่งเมืองบาดาล ที่แปลงกายเป็นมนุษย์ การอภิเษกสมรสจัดกันอย่างมโหฬาร ทั้งเมืองบาดาล และเมืองมนุษย์ (รัตพานคร) ทำอยู่ 7 วัน 7 คืน เพื่อเป็นการสัมพันธไมตรีระหว่างพญานาคราช กับ พระเจ้าอือลือราชา ในโอกาสนี้ด้วย
ทั้งสองอยู่กินกันมาเป็นเวลา 3 ปี ก็ไม่สามารถจะมีผู้สืบสายสกุลได้ (เพราะธาตุมนุษย์กับนาค) จึงทำให้เกิดความเศร้าโศกใจกับคนทั้งสอง ต่อมาทำให้เจ้าหญิงนาครินทรานี ล้มป่วยลง ทำให้ร่างกายของนางที่เป็นมนุษย์กลายเป็นนาคตามเดิม เมื่อข่าวนี้ได้แพร่สะบัดออกไปทั่วกรุงรัตพานคร และถึงแม้นางจะร่ายมนต์กลับเป็นมนุษย์ประชาชนและพระเจ้าอือลือก็ไม่พอใจ จึงได้ขับไล่นางนาครินทรานีกลับสู่เมืองบาดาลดังเดิม โดยได้แจ้งให้พญานาคราชมารับตัวกลับ ก่อนกลับพญานาคราช ได้ขอเครื่องกฎภัณฑ์ของตระกูลคืน แต่พระเจ้าอือลือราชาไม่สามารถคืนให้ได้ เนื่องจากนำไปแปรสภาพเป็นอย่างอื่น ทำให้พญานาคราชกริ้วมาก และประกาศว่าจะทำลายเมืองรัตพานคร และจะเหลือเอาไว้เพียง 3 วัดเท่านั้น
หลังจากพญานาคกลับไป ในตอนกลางคืน พญานาคราชได้ยกพลไพร่มาถล่มเมืองรัตพานคร และประชาชนก็ไม่มีใครรอดพ้นจากฤทธิ์นาคได้ พอนางนาครินทรานีทราบข่าว ก็ขึ้นมาตามหาเจ้าชายฟ้ารุ่ง จนถึงแม่น้ำสงครามก็ไม่พบ จึงกลับเมืองบาดาล เมืองรัตพานครได้ถล่มเป็น "บึงหลงของ" ต่อมานานเข้าคำพูดก็กลายเป็นของหลง และวัดที่เหลือ 3 วัด ก็คือ วัดดอนแก้ว (วัดแก้วฟ้า) วันดอนโพธิ์ (วัดโพธิ์สัตว์) และ วัดดอนสวรรค์ (วัดแดนสวรรค์) ทางที่นางนาครินทรานีตามหาเจ้าชายฟ้ารุ่ง คือ ห้วยน้ำเมา (เมารัก)
สวนวัฒนธรรมที่ลาว
ที่บ้านดงโพสี
เมืองหาดทรายฟอง
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
( สปป.ลาว)
สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของลาว
ที่เป็นสถานที่รวบรวมเอาวัฒนธรรม
การเป็นอยู่ของชาวลาวเผ่าต่าง
ๆ มารวมไว้ที่นี่
ที่มีการจำลองบ้านพักของลาวเผ่าต่าง
ๆ เช่น ลาวสูง ลาวเทิง ลาวลุ่ม
มาไว้ที่สวนวัฒนธรรมแห่งนี้
เพื่อแสดงให้เห็นว่า
การดำรงชีวิตของชาวลาวเผ่าต่าง
ๆ
นั้นมีลักษณะการทำที่พักอาศัยแตกต่างกันตามสภาพท้องที่
อากาศ
และที่สำคัญหอแสดงกลางแจ้ง
ได้จำลองเอาวัดภู
แขวงจำปาสัก มาไว้
และทำได้อย่างสวยงามปราณีต
ตลอดจนมีการแสดงรูปปั้นของไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง
ๆ เอาไว้
พร้อมกับจัดอีกส่วนหนึ่งเป็นสวนสัตว์เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ดูก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปก่อนในเวลาอันสมควร
และที่สำคัญสวนวัฒนธรรมแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง
คือ
ด้านหน้าศาลาด้านริมฝั่งแม่น้ำโขงจะมีรูพญานาค
และต่อมาทางการลาวได้ทำรูปจำลองของพญานาคเอาไว้
เพื่อให้คนรุ่งหลังได้รับทราบว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นรูพญานาคที่ออกมาจากธาตุหลวง
ในเวียงจันทน์
เพื่อไปนมัสการพระบาทบัวบก
ที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
แล้วโผล่ขึ้นหายใจก่อนที่จะไปถึงพระบาทบัวบก
ที่แห่งนี้มี รูพญานาค
ปรากฏให้เห็น

รูพญานาค 2รู ที่สวนวัฒนธรรม
บ้านดงโพสี สปป.ลาว
สมัยก่อนที่ยังไม่เจริญ ชาวบ้านแห่งนี้เมื่อกลับจากไปธุระมา พอตกค่ำก่อนจะมืด ก็จะพบเห็น งูใหญ่สองตัว นอนขวางถนนเอาไว้เป็นประจำ แต่หากชาวบ้านที่รู้แล้วก็จะบอกกล่าวให้ งูใหญ่ "พญานาค" ว่า ลูกกลับจากไปทำนา ทำไร่ ไม่ได้ไปทำอะไรผิด หรือทำบาปมา สุดท้ายงูใหญ่ 2 ตัวนั้นก็จะค่อย ๆ หายไป เป็นอยู่อย่างนี้ประจำ จนชาวบ้านเกิดความเคยชิน ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญ มีคนมากขึ้น ก็ทำให้สถานที่ เหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป รูพญานาค ที่สวนวัฒนธรรม ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า เมื่อก่อนนั้น เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ บริเวณปากรูจะมีสีเขียวเรือง และมีลูกไฟ 2 ดวงลอยไป มา เหนือบริเวณนั้น มองเห็นแต่ไกล เชื่อว่าน่าจะเป็น พญานาค ขึ้น ล้อมปากรู ที่ริมฝั่งโขงเอาไว้ สามารถไปดูได้และบางคนบอกว่า รูพญานาคนี้ยังสามารถทะลุถึงรูที่หน้าโรงแรมแม่โขงรอยัล จ. หนองคาย บริเวณหน้าโรงแรม โดยคุณจำรัส ชูกลิ่น ประธานกรรมการ บริษัท แม่โขงรอยัล จำกัด ได้สงวนที่เอาไว้เพื่อทำเป็นศาลา ให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และทำเป็นหอไว้เพื่อให้พญานาคพักเมื่อเวลาขึ้น-ลงจากสวนวัฒนธรรม ฝั่งลาว ก่อนจะไปที่พระบาทบัวบก บริเวณนี้ คุณจำรัส บอกว่าสมัยก่อนเป็นวัดร้าง เมื่อขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านก็จะมาคอยดูดวงไฟขนาดเท่าลูกมะพร้าวลอยไป มา ในบริเวณนี้เป็นประจำ บางครั้งก่อนค่ำก็จะเห็นงูใหญ่ 2 ตัว นอนขดอยู่ที่บริเวณนี้บ่อยครั้ง

รูพญานาคที่สวนวัฒนธรรม
จากภาพข้างบน
ทะลุออกแม่น้ำโขง
เมืองเปงจาน ต.โพนพแพง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เมื่อก่อนเคยเป็นที่ พญานาคขึ้นมาพ่นพิษ (คายพิษ) อยู่เป็นประจำ โดยมีเรื่องเล่าว่า สมัยนั้นเคยมีนาคราชตนหนึ่งได้อาศัยอยู่ใต้บาดาล และได้ทำรูขึ้นมา เรียกว่า "ปล่องฟ้า" เมื่อถึงวันพระ (ครบ 15 วัน) นาคราชนี้ก็จะโผล่ขึ้นมาพ่นพิษ (คายพิษ) และแต่ละครั้งที่นาคราชคายพิษก็จะทำให้ประชาชนชาวเมืองเปงจานเจ็บป่วย นอกจากนั้นบางครั้งก็ไก้เกิดพายุใหญ่พัดบ้านเมือง ผู้คนล้มตาย บ้านเรือนเสียหาย พลเมืองต้องย้ายหนี อพยพแยกย้ายกันไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ โดยไปทางหนองบ้าง เวียงจันทน์บ้าง ทิ้งให้เมืองเปงจานกลายเป็นเมืองร้าง
ในที่สุดเจ้าเมืองก็ประกาศหาคนที่จะปราบนาคราชตนนี้ และมีชายหนุ่มรูปงามที่ประกอบด้วยวิชา คาถา อาคมวิเศษ ที่มีความสามารถปราบนาคราชได้ โดยใช้ฆ้องคำปิดรูพญานาคเอาไว้จนสำเร็จ แต่นั้นมาบ้านเมืองก็เกิดความสงบสุข ร่มเย็นตลอดมา
บ่อน้ำแห่งนี้เรียกว่า "ปล่องฟ้า" ยังปรากฏอยู่ที่วัดเปงจานใต้ ปัจจุบันหน้าแล้งน้ำแห้งขอด น้ำจะมีสีเหลือง คล้ายสีทองคำ หน้างานสงกรานต์เคยมีผู้นำน้ำนี้ไปอธิษฐานรักษาโรคได้ ตลอดจนมีคนคิดที่ลงไปนำเอาฆ้องทองคำไปขาย เมื่อลงไปก็พบว่าเป็นฆ้องทองคำจริง แต่เอาขึ้นมาไม่ได้ เมื่อขึ้นมาจากบ่อก็จะมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา และทุกวันนี้จึงไม่มีใครคิดที่จะลงไปเอาฆ้องทองคำขึ้นมา และทางบ้านเปงจานได้อนุรักษ์ให้เป็นโบราณสถาน ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอต่อไป
บวงสรวงพ่อพญานาค
ในวันออกพรรษาของทุกปี พอตกกลางวันที่บริเวณ หอเจ้าแม่สองนาง ปากห้วยหลวง อ.โพนพิสัย จะมีคนเฒ่า คนแก่
ผู้หญิงจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำขึ้นแบบง่าย ๆ ไม่ต้องพิถีพิถันอะไร แต่จะต้องมีเครื่องครบ ที่ทำขึ้นจากใบตอง ที่ประกอบไปด้วย ของคาว หวาน ผลไม้ เพื่อใส่ในกระทง เพื่อนำไปลอยบวงสรวงพ่อพญานาค
"พ่อพญานาค ที่ปกปักษ์รักษาคุ้งน้ำแห่งนี้ ลูกได้นำเครื่องเซ่น มาบอกกล่าวเช่นทุกปี และปีนี้มีคนเดินทางมามากกว่าทุกปี เพื่อมาดูอภินิหารบั้งไฟ พ่อพญานาคคงจะแสดงให้ประจักษ์ ขอให้ขึ้นให้เห็นมาก ๆ ชัด ๆ ขอให้พ่อพญานาคปกปักษ์รักษาให้ความปลอดภัยแก่ผู้คนที่เดินทางมาด้วย อย่าให้มีอุบัติเหตุเช่นทุกปีที่ผ่านมา ลูกที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"

พิธีเซ่นไหว้พ่อพญานาค
เสียงนี้เป็นคำอธิษฐานของหญิงชราคนหนึ่งที่พูดด้วยภาษาพื้นบ้าน คือ ยายดวงจันทร์ ณ อุบล อายุ 66 ปี บ้านอยู่คุ้มวัดศรีเกิด อ.โพนพิสัย (ปี 40) ได้กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ หลังทำพิธีเสร็จแล้ว (เมื่อปี 2537) ว่า...ชาวลุ่มน้ำโขงให้ความเคารพพญานาคที่ปกปักษ์รักษาแม่น้ำโขง ให้ความสงบร่มเย็นตลอดมา ท่านอยู่คนละภพกับเรา แม้จะไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ แต่ด้วยปาฏิหาริย์ บั้งไฟที่เกิดขึ้นทุกปีที่นับว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นขึ้นทุกปี เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อ ว่าสิ่งนี้เป็นจริงหรือไม่ แต่ก็จะไม่โต้เถียง เพราะเป็นความเชื่อของเรา
บั้งไฟพญานาค
บั้งไฟพญานาค ได้นำมาผูกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับ เร้าใจหลายชั่วอายุคน จนมีอยู่เกือบทุกท้องถิ่นและเรื่องพญานาคนี้ก็มีคนรู้จัก ดังจะเห็นจากเรื่องที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรดสัตว์ตามหลักฐานก็คือ เป็นรอยที่เรียกกันว่า พระพุทธบาท พญานาคที่ชื่อว่า มะรินทนานาค ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง มีความโหดร้ายมาก เมื่อพระพุทธเจ้าลงมาโปรด ก็เกิดความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา คิดจะออกบวช แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นสัตว์ จึงปวารณาตนเองเป็นพุทธศาสนิกชนตลอดมา และวันออกพรรษาจะถือว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ พุทธศาสนิกชนต่างเฉลิมฉลอง พญานาคก็เช่นกัน จึงจุดบั้งๆฟขึ้นจากแม่น้ำโขงเพื่อฉลองด้วย
เราจึงเห็นบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น ทั้งนี้ถ้าในปีใดถ้าประเทศไทยมีเดือนแปดสองหน วันออกพรรษาจะไม่ตรงกับประเทศลาว บั้งไฟพญานาคจะขึ้นเฉพาะตรงกับลาวเท่านั้นเพียงวันเดียว
คำถามส่วนมากที่จะได้รับคือ ทำไมดวงไฟไม่มีหาง เหมือนบั้งไฟทั่วไป ทำไมไม่มีควันสีขาว ทำไมไม่พุ่งขึ้นมา แต่พุ่งขึ้นไปแล้วหายไปในอากาศ เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ และทำทำไม จะได้อะไรจากการกระทำนี้ ทั้งหมดเป็นคำถามที่หาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ และยังมีคำถามอีกมากมายที่ถูกตั้งขึ้น เพื่อให้คนนำไปคิดเป็นปริศนาและพิสูจน์ต่อไป
พญานาค กับ เกจิอาจารย์
พญานาค...การเกิดบั้งไฟพญานาค จะเกิดด้วยประการใด อย่างไรนั้น เก็บเอาไปคิดเอง ไม่มีผู้ใดยืนยัน ในตำราหลายแห่งบอกว่า พญานาคตัวยาวใหญ่มีหงอน หรือบางแห่งก็บอกว่าหน้าเป็นคน หางเป็นงู เป็นพวกกึ่งเทวดา อยู่ในเมืองบาดาล ใต้แผ่นดินมีชื่อต่าง ๆ กัน
ทางคนไทยเชื้อสายอ้ายลาว มีความเชื่อว่า ในอดีตที่แคว้นยูนนาน มีพญานาค 2 ตัว เกิดวิวาทกัน ตัวหนึ่งหนีจากถิ่นคือหนองแส (หนองกระแส) เอาอกไถลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ เลยเกิดเป็นเแม่น้ำโขงขึ้น... ก็เลยมาตรงกับเรื่องบั้งไฟพญานาคที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
ส่วนทางอินเดีย "นาค" ในบาลีลิปิกรรม แปลว่าประเสริฐ ดีเยี่ยม มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ตามที่กล่าวมาแล้ว
นาค หรือ พญานาค เป็นเรื่องความเชื่อหรือว่ามีจริงหรือไม่ แต่มีคนบอกว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเคยสัมผัสมาแล้วกับท่านเอง หรือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ ก็เคยสัมผัสมาแล้วเช่นกัน คือเมื่อวันที่ขึ้น 15 ค่ำ มีชาวบ้านเห็นพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ นั่งอยู่กลางลานวัด นั่งเทศน์อยู่คนเดียว ชาวบ้านก็คิดว่าท่านเป็นอะไรถึงได้มานั่งเทศน์อยู่คนเดียว ท่าจะสติไม่ดี แต่พอตอนเช้าชาวบ้านมาที่วัดเหมือนปกติ กลับพบว่าลานวัดมีแต่รอยงูใหญ่เต็มวัดไปหมด ไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร เพราะเห็นแต่รอย ไม่เห็นตัว ชาวบ้านจึงพูดกันว่า ท่าจะเป็นเมื่อคืนนี้ ท่านนั่งเทศน์ให้พญานาคฟังแน่
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม อดีตเจ้าอากาศวัดป่าโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย เป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ ท่านมีจริยปฏิปทาสูง เริ่มเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่วัยเด็กเป็นสามเณร ท่านชอบธุดงค์แต่ในป่า ห่างไกลจากผู้คน มุ่งปฏิบัติ
จนเทพยดา และ พญานาค อดที่จะชื่นชมและอนุโมทนาด้วยไม่ได้ ครั้งหนึ่งเมื่อท่านธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดน้ำริน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ร่วมกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระ มีทายกทายิกามาฟังเทศน์มากมาย ในจำนวนนั้นมีชายคนหนึ่งนำอาหารมาถวายด้วย หลวงปู่จึงถามชายคนนั้นว่า อยู่ไหน เขาตอบว่าอยู่ใกล้นี่เอง แต่ทายกทายิกาที่มาทำบุญที่วัดไม่มีใครรู้จักเลย ท่านก็ให้ศีลให้พรพอจะกลับชายคนนั้นเก็บของเสร็จ ก็มากราบท่าน แล้วเดินลงจากศาลาไป ท่านก็คอยสังเกตว่าไปทางไหน ปรากฏว่าชายคนนั้นเดินลงไปในสระน้ำหน้าวัด ท่านจึงรู้ว่าชายคนนั้นคือ นาคมาณพ...
วิสัย พญานาค นั้นมีความเคารพผู้ทรงศีล ผู้ทรงคุณธรรม มนุษย์ก็เป็นกัลยาณชน ปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เช่นไร พญานาค ก็ปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เช่นกัน
พญานาค...มีการเนรมิตกายได้ง่ายมาก เพียงแต่คิดก็เปลี่ยนไปตามต้องการ จะเป็นมนุษย์ สัตว์ ก็เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว ต่อมา...ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ธุดงค์เดี่ยวไปที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้ปักกลดอยู่ริมน้ำโขง ในใจคิดว่าอยากข้ามไปฝั่งลาวบ้าง พอตกตอนกลางคืน ขณะที่กำลังภาวนาอยู่นั้น เกิดนิมิตเห็นมาณพน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาท่าน แล้วก็นั่ง
ลงกราบอย่างนอบน้อม แล้วพูดว่า...ทราบว่าพระคุณเจ้าปรารถนาจะไปวิเวกทางฝั่งลาว ปวงข้าน้อยรู้สึกดีใจยิ่ง จึงขอนิมนต์ท่านไปโปรดบรรดาสัตว์ที่ฝั่งนู้นด้วยเถิด ในนิมิตนั้นท่านก็รับนิมนต์
พอรุ่งเช้าหลังจากฉันจังหันแล้ว ท่านก็ธุดงค์ต่อลงไปยังฝั่งโขง มองไปเห็นเรือลำน้อยลำหนึ่งพายเข้ามาหาท่าน คนในเรือตะโกนมาที่ท่าน "จะไปฝั่งลาวไหม นิมนต์ลงเรือ" แล้วท่านก็ลงเรือจนขึ้นไปบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พอขึ้นฝั่งแล้วก็หันมาจะบอกขอบใจ ปรากฏว่าเรือน้อยลำนั้นหายไปแล้ว เห็นแต่จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งขวางอยู่กลางลำน้ำโขง เมื่อท่านกำหนดจิตพิจารณา จึงทราบว่านั้นคือ พญานาค..มานิมนต์ท่านในนิมิต และแปลงกายเป็นคนพายเรือมารับส่งเรียบร้อยแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นจระเข้มาขวางไว้ กลัวท่านจะธุดงค์กลับไทย
ในช่วงที่อยู่ฝั่งลาวนั้น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้เห็นพญานาคในแม่น้ำโขงโผล่ขึ้นมาจากน้ำ มาแสดงคาราวะต่อท่านในรูปของพญานาค ที่ไม่ได้แปลงกายแต่อย่างใด ตัวใหญ่โตมาก เอาส่วนหัวขึ้นมาหาท่านที่ถ้ำ ส่วนหางอยู่ฝั่งแม่น้ำโขง เรื่องนี้ท่านยืนยันกับใครต่อใครว่าจริง...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่สิ่งลึกลับ เรายังไม่รู้ไม่เห็นอีกมาก
มีอีกครั้งที่ฝั่งลาว ช่วงที่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ฉันอาหาร และญาติโยมกินอาหารเสร็จ ก็ได้ช่วยกันเอาบาตรพระไปเทล้าง เทอาหารลงไปในแม่น้ำโขง ทันใดนั้นก็เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ น้ำในแม่น้ำโขงที่ใสสะอาดเต็มไปด้วยตะกอนขุ่นมัว และมีเสียงสั่นสะเทือน น้ำทั้งวังเกิดหันตาไก่ (คือหมุนวน) พวกที่เทอาหารก็ไปรายงานให้หลวงปู่ทราบ และขอบารมีให้ช่วยเหลือ ท่านทำจิตพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จึงอธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เพราะว่า พญานาค โกรธที่พวกโยมทั้งหลายได้เทน้ำพริกน้ำเกลือ สิ่งสกปรกลงในน้ำไปถูกเขา ๆ จึงแสดงฤทธิ์เดชให้ดู เป็นการเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก
แรก ๆ ก็มีผู้เชื่อฟัง แต่มีพระภิกษุหนุ่มรุ่นใหม่รูปหนึ่งไม่เชื่อ ได้เทอาหารลงไปอีกเป็นการลองของก็เกิดปรากฏการณ์อาเพศขึ้นอีกครั้ง น้ำขุ่นหมุนวน ครั้งนี้แรงกว่าเดิมจนตลิ่งพัง พระภิกษุรูปนั้นตกใจกระโดดขึ้นฝั่งเกือบไม่ทัน (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)
หลวงปู่เทสก์ กับ พญานาค
ที่วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลายคนมีความสงสัย และไม่รู้ว่าบริเวณนั้นเป็นสถานที่ที่ พญานาค อาศัยเฝ้ารักษาวัดหินหมากเป้งอยู่เหมือนกัน คือ
บริเวณสระน้ำด้านหน้าวัด แรก ๆ เมื่อทางชลประทานทำนบกั้นน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในวัด ปรากฏว่าทำนบเกิดรั่วอยู่บ่อย ๆ ไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ เมื่อสอบถามจากหลวงปู่เทสก์ท่านบอกว่า บริเวณสระนั้นจะมีถ้ำลงไปเมืองพญานาค การทำทำนบจึงไม่อยู่ จะมีน้ำไหลออกอยู่เรื่อย และท่านยังบอกว่าเคยลงไปพบพญานาค อยู่หลายครั้งและเคยมีพญานาคมาฟังเทศน์ด้วย
แม้ก่อนที่จะมีการพระราชทานเพลิงศพท่าน
ก็ปรากฏว่ามีงูใหญ่ (งูเหลือม
3 ตัว) ได้มาจากประเทศลาว
ซึ่งคนทรงบอกว่า
งูเหล่านี้ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพท่าน
ถึงแม้ว่าจะมีคนเอาไปปล่อยไว้ที่อื่น
งู 3 ตัว
ตัวนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม
จนทางวัดได้สร้างศาลให้อยู่ 3
หลัง ไว้ที่หน้าถ้ำในสระน้ำ
ทำให้มีประชาชนมาดูกันมาก

งูเหลือม 3
ตัวที่เชื่อว่าเป็นพญานาค
มาจากฝั่งลาว
เพื่อรวมงานพระราชทานเพลิงศพ
หลวงปู่เทสก์ที่วัดหินหมากเป้ง
จังหวัดหนองคาย
และใกล้จะถึงวันพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ก็ปรากฏว่ามีงูจงอางตัวหนึ่งขึ้นมาจากท่าน้ำหลังวัด และก็ไม่ได้ทำร้ายคน งูจงอางได้เลื้อยไปใกล้ ๆ ศาลาที่ตั้งศพหลวงปู่เทสก์ มีคนนำเอาไปปล่อยลงท่าน้ำเหมือนเดิม เพราะกลัวว่าจะทำร้ายคน แต่งูตัวนั้นก็กลับมาอีก จนมีทหารที่มาช่วยงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่เทสก์ นำไปใส่ไว้ในกรง เพราะกลัวจะทำร้ายคน
ต่อมาลูกศิษย์หลวงปู่ ได้สร้างพญานาคขนาดใหญ่ไว้ในสระข้าง ๆ เมรุพระราชทานเพลิงศพไว้กลางสระ พร้อมกับพ่นน้ำออก เมื่อถึงตอนกลางคืนก็จะเปิดไฟประดับสวยงามมาก พร้อมกับมีเสียงกล่าวถึงมาณพน้อยที่เข้ามาฟังเทศน์หลวงปู่ พญานาคที่ทำขึ้นไว้กลางสระนั้นสร้างความสนใจให้กับผู้ที่ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่มาก

รูปปั้นพญานาคกลางสระน้ำวัดหินหมากเป้ง
จังหวัดหนองคาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะมีงูที่ปรากฏให้เห็น แล้วยังมีฝูงลิง กระรอก กระแต และนก ส่งเสียงอยู่ในวัด ผิดปกติ ด้วยความอาลัยในหลวงปู่ จึงทำให้มีสัตว์ต่าง ๆ ที่เคยอาศัยในใบบุญหลวงปู่มาแสดงความอาลัย โศกเศร้า ก่อนที่สังขารหลวงปู่จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
เหตุการณ์มหัศจรรย์ ในหนองคาย คนนับแสน แห่ชมพญานาคโผล่กลางแม่น้ำโขง
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 ก็ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในจังหวัดหนองคายที่ทำประชาชนต้องแตกตื่น และร้านค้าอาหารอยู่ริมน้ำโขงที่ซบเซามานานกลับคึกคักขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คือ อยู่ ก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงที่บริเวณพระธาตุกลางน้ำ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี สิ่งที่เห็นได้สร้างความแปลกใจ ประหลาดแก่คนนับหมื่น ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงมีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่เท่าลำตาล ในลักษณะเล่นน้ำ ชาวบ้านที่ไปดูต่างก็เชื่อว่าเป็นพญานาค ที่อารักษ์องค์พระธาตุจำนวน 3 ตัว
คนแรกที่เห็นคือ นางสุรีย์ สุนรัตน์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านวัดธาตุ ต.หาดคำ อ.เมือง ซึ่งขายส้มตำอยู่ร้านริมโขง บริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง บอกว่าขณะที่กำลังขายส้มตำอยู่ ชาวบ้านที่มาเดินเล่นที่เขื่อนกั้นตลิ่งพังก็เล่าให้ฟังว่า เห็นสิ่งประหลาดเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงตรงบริเวณองค์พระธาตุใต้น้ำ เมื่อหันออกไปดูพบว่าจริงอย่างที่เขาพูด คือ มีลักษณะเหมือนงูใหญ่ ลำตัวสีเขียวออกดำ ความยาวที่มองเห็นจากฝั่งประมาณ 20 เมตร กำลังว่ายทวนน้ำหยอกล้อกันอยู่ เมื่อชาวบ้านรู้ก็ออกมาดูกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละคนมองเห็นเหมือนกัน และวันนั้นเป็นวันพระ วันแห่เทียนเข้าพรรษาพอดี คนเฒ่า คนแก่บอกว่ามีคนเคยเห็นพญานาคเหมือนกัน
นางพร ขันแก้ว อายุ 38 ปี ที่มีบ้านอยู่ริมน้ำโขงก็บอกว่า เช้าวันนั้นได้มี นางสวาท บัวผัน ชาวคุ้มได้ลงไปที่แม่น้ำโขงเพื่อช้อนกุ้ง ขณะที่ช้อนกุ้งอยู่ ได้ยินเสียงน้ำแตกฟองดังผิดปกติ แรก ๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร พอดังขึ้นหลายครั้งจึงได้หันไปมองดูกลับพบเห็นสิ่งประหลาดขนาดใหญ่คล้ายครีบหางปลาช่อนขนาดใหญ่โผล่ขึ้นพันน้ำสูงประมาณ 2 วา สะบัดไปมา เท้าไวกว่าที่คิด ติดเกียร์วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตรีบขึ้นฝั่ง แล้วบอกคนออกมาดู เมื่อคนที่ถูกเรียกออกไปดูก็เห็นเหมือนกัน คือมีงูขนาดใหญ่ว่ายน้ำ หยอกล้อกันเล่นอยู่กลางโขง ต่อมา นางแถว ศรีพล อายุ 75 ปี อยู่คุ้มป่าพร้าว ซึ่งเป็นร่างทรงองค์พระธาตุบอกว่า สิ่งที่ประชาชนเห็นอยู่นั้นเป็นพญานาค ที่มานมัสการองค์พระธาตุกลางน้ำ และปีนี้จะอยู่รักษาศีลตลอดพรรษา เมื่ออกพรรษาแล้วจึงจะกลับเมืองบาดาล
จากปากต่อปากทำให้ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดมาดูกัน ประกอบกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ตีพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน ยิ่งทำให้ประชาชนมาดูกันขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ตามมาคือบรรดาแม่ค้า แม่ขายทั้งหลายต่างก็ขายอาหารการกินมากขึ้น เมื่อคนจำนวนมากก็เพิ่มรายได้ สิ่งที่เห็นก็ปรากฏให้เป็นจริง เมื่อคนมาดูกันก็บอกว่าเห็นเหมือนกัน ยิ่งวันแรก ๆ (29 ก.ค.39) พอตกกลางคืนมองจากฝั่งออกไปจะเห็นลำแสงเรือง ๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเหมือนงูขนาดใหญ่เท่าต้นตาลว่ายทวนน้ำเล่นกันอยู่ วันแรกมี 3 ตัว พอหลายวันเข้าก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนถึง 6 ตัว
ตั้งแต่วันนั้น เรือที่ผ่านไปผ่านมา กลับไม่ออกไปและไม่ผ่าน ชาวบ้านก็ไม่กล้าที่จะลงไปเล่นน้ำเหมือนเช่นเคย ทุกวันชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นคนในจังหวัด ต่างอำเภอ ตลอดจนต่างจังหวัด ก็พากันเหมารถมาดูกัน วัน ๆ เนืองแน่นไปด้วยคน แม้งานประเพณีแข่งเรือที่ว่ามีคนมาก ก็ยังไม่มากขนาดมาดู พญานาค เล่นน้ำ
ต่างคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่าง ๆ นานา ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หลายคนบอกว่า เป็นท่อนไม้ขนาดใหญ่ไหลมาติดอยู่ที่องค์พระธาตุ บ้างก็บอกว่าเป็นคลื่นน้ำที่กระทบกับองค์พระธาตุ
ยิ่งมีการพูดกันเรื่องพญานาค นับวันก็ยิ่งมากด้วยฝูงชน เมื่อมาดูเห็นแล้วก็ยกมือสาธุตามความเชื่อของตนเอง เมื่อคนเพิ่มจำนวนมากขึ้น พญานาคก็แสดงตัวให้เห็นมากขึ้นโดยเหนือองค์พระธาตุ ก็เริ่มมีกระแสน้ำเป็นคลื่นยาวคล้ายงูใหญ่เท่ากับต้นตาลยาวกว่า 20 วา ได้ยกส่วนหางขึ้นเหนือน้ำตีน้ำเป็นคลื่นเหมือนงูพาดหาง แล้วต่อมาก็ยกส่วนที่เป็นลำตัวขึ้น เหมือนนาคสะดุ้ง จนเห็นท้องสีขาวเหลืองเหมือนท้องงู ทุกคนที่อยู่ฝั่งต่างมองเห็นเช่นกัน แต่ไม่เห็นส่วนตัว
บรรดาร่างทรงของเจ้าแม่ เจ้าพ่อทั้งหลายต่างก็ออกมาทรง โดยเฉพาะ นางหนูนิ่ม สีหไตร อายุ 42 ปี บ้านอยู่คุ้มป่าหลวง ซึ่งเป็นร่างทรงของเจ้าแม่กระดิ่งทอง บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้มีเจ้าพ่อพันพร้าว ได้มาเข้าร่างบอกว่า (มะพร้าวพันลูก) ก่อนวันเข้าพรรษาจะมีสิ่งประหลาดจากเมืองบาดาลมาปรากฏให้เห็น แต่ไม่ได้บอกว่าอะไร และจะมี พญานาค จากเมือง สันสัตตนาคนหุต (ประเทศลาว) มาประชุมกันที่องค์พระธาตุ ทั้งหมด 6 ท่าน และการมาครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายแก่ใคร เพียงนัดกันมาเพื่อกระทำกิจบางอย่าง และ พญานาค ที่มาก็เป็นพญานาคที่อารักษ์ลำน้ำโขง
ทางเจ้าอาวาสวัดสิริมหากัจยน์ (วัดธาตุ) บอกว่า องค์พระธาตุกลางน้ำ เป็นพระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอรหันต์ 5 องค์ มาสร้างไว้โดยบรรจุพระธาตุพระบาทเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าไว้ และพังทลายลงไปอยู่กลางแม่น้ำโขงเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ปัจจุบันอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 200 เมตร ซึ่งแต่ก่อนก็อยู่บนฝั่ง และเป็นธรรมดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพาอารักษ์ และเมื่อสมัยสงครามฝรั่งเศลเรือกำปันล่องไปมา เมื่อผ่านหากมีใครลบหลู่ด้วยวาจาก็จะมีอันเป็นไป และวันหนึ่งมีคนในเรือเยี่ยวลงไปในน้ำตรงพระธาตุ อยู่ ๆ เรือกลับจมลงไปเฉย ๆ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 36 คน และทุกวันนี้ก็เหมือนกันหากนั่งเรือผ่านไปมาเยี่ยวลงไป เรือที่ลอยลำอยู่ดี ๆ ก็จะจมลง จึงไม่มีใครลบหลู่
จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีพญานาคเล่นน้ำนี้
เมื่อมาดูหลายคน
เมื่อกลับบ้านแล้วฝันเห็นพญานาคบริเวณที่เกิดเหตุการณ์นี้ปกติพื้นน้ำก็เรียบปกติไม่มีอะไรปรากฏให้เห็น
แต่มาครั้งนี้กลับมีสิ่งประหลาดให้เห็น

เฟื่องฟ้าพญานาค
ที่หน้าศาลากลางจังหวัดหนองคาย
ปี 2540
ร่างทรงบอกว่าเป็นพญานาคมาจากลาว
ชุมนุมพญานาค
การปรากฏ พญานาค ครั้งนี้ นางหนูนิ่ม สีหไตร ร่างทรงเจ้าแม่กระดิ่งทอง บอกว่า เนื่องจากพญานาคไม่ได้พบกันนาน จึงหาโอกาสพบกัน ( 7 ปีเมืองมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเมืองบาดาล) ที่ขึ้นมาปรากฏกายครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาหารือกัน เพื่อจะสร้างพระธาตุกลางน้ำให้สง่างาม แต่ไม่บอกว่าจะสร้างด้วยวิธีใด จึงได้นัดกันมาจากเมืองบาดาล โดย พญานาค ที่มาล้วนแต่เป็นถึง เจ้าเมืองบาดาล ที่รักษาคุ้มครองบริเวณลุ่มน้ำโขง
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 วันเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์ พญานาคเล่นน้ำที่เหนือองค์พระธาตุกลางน้ำที่หนองคาย ที่บ้านเลขที่ 212/10 บ้านทุ่งธาตุ ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่ง นายสมศักดิ์ ศรีหาบุตร เจ้าของบ้านบอกว่า หลังจากที่ตนได้ถ่ายภาพบ้านเอาไว้หลังจากฟิล์มเหลือ เมื่อนำฟิล์มไปล้างอัดรูปออกมากลับปรากฏว่า ที่รูปแผ่นนั้นก็ไม่มีอะไร เมื่ออัดออกมาก็เหมือนพญานาค
นายสมศักดิ์ ศรีหาบุตร
ยังกล่าวว่าที่บริเวณบ้านที่ตนปลูกอยู่นี้ตั้งอยู่ริมห้วยหลวง
ข้าง ๆ
บ้านจะเป็นสระน้ำลึกมาก
น้ำใสตลอดปี มีคนทรงบอกว่า
เป็นทางขึ้นของ พญานาค
ตนกับภรรยาจะฝันเหมือนกันหลายครั้ง
คือ ฝันเห็นแม่ชี
และพระสงฆ์เดินขึ้นลง
บริเวณหน้าบ้านเป็นประจำ
และบอกว่าอยู่บริเวณนี้
และก่อนที่จะถ่ายรูปนี้
ออกมาเวลาประมาณ 22.00 นง
ของวันเดียวกัน (29 ก.ค.39) นายศราวุธ
ศรีหาบุตร
ลูกชายได้นำขยะไปเทลงในแม่น้ำห้วยหลวง
แล้วเกิดพลัดตกลงไปโดยไม่ทราบสาเหตุและคืนต่อมาก็ฝันเห็น
พญานาค
ว่ายไปมาเต็มห้วยหลวง
พร้อมเห็นคนหาปลานั่งอยู่ในเรือเมื่อ
พญานาค
ว่ายผ่านที่เรือที่เห็นอยู่ก็จมลงในน้ำ
พร้อมกับได้ยินเสียงคนบอกว่า
ห้ามเทขยะลงในน้ำเด็ดขาด
บางวันกลางคืนขึ้น 15 ค่ำ
จะเห็นชีปะขาว เดินอยู่รอบ ๆ
บ้าน แล้วหายไป
เมื่อมีคนมาพักที่บ้านก็จะเห็นชีปะขาวเดินไปมา
ๆ บ้าน จนนอนไม่หลับ

ภาพที่ปรากฏในภาพถ่ายเหมือนพญานาค
ที่บ้านทุ่งธาตุ อ. โพนพิสัย จ.
หนองคาย
มะพร้าวพันลูก
ที่หน้าบ้านของ คุณยายเบ้า แก้วมงคล อายุ 66 ปี คุ้มวัดธาตุ ซอย 2 ได้เกิดมีมะพร้าวที่ออกลูกที่มีลักษณะเป็นลูกเล็ก ๆ จำนวน 8 ทลาย จำนวนที่นับได้ 1,069 ลูก มีขนาดเท่าหัวแม่มือ หลังจากมีการพบก็มีชาวบ้านนำผ้าแดงไปผูกแล้วขอหวย ซึ่งตอนนั้นหวยหุ้นกำลังระบาด มีคนเล่นกันมาก วันหนึ่งจะเล่นกันสองครั้ง คือ เวลา 12.30 น. และ 16.30 น. ชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากิน และไม่มีเวลาสนใจอย่างอื่น วัน ๆ พากันออกหาเลขเด็ดมาแทงหวยหุ้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไร หรือพบสิ่งใดแปลก ๆ ก็จะนำมาตีเป็นเลขเด็ด แต่เมื่อนำไปแทงหวยหุ้นมีหลายคนถูก แล้วก็แห่กันมาขออยู่เรื่อย ๆ เช่นเดียวกับต้นมะพร้าวประหลาดต้นนี้ อย่างที่บอกว่า เมื่อมีเหตุการณ์สิ่งประหลาดเกิดขึ้น บรรดาร่างทรงก็จะเข้าทรงทันที ต้นมะพร้าวนี้ก็เหมือนกัน ร่างทรงก็บอกว่าเป็นพญาพันพร้าว และพร้อมกับบอกอีกว่า อีก 15 วัน จะมีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นทางน้ำ แต่ก็เกิดขึ้นจริง ๆ คือเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเห็น เป็นพญานาคเล่นน้ำที่เหนือองค์พระธาตุกลางน้ำวัดธาตุ
เกี่ยวกับเหตุการณ์พญานาคเล่นน้ำ ต่อมา นางเรมอญ สิทธิสาร ร่างทรงเจ้าแม่กวนอิม ได้เตรียมเครื่องคารวะ เป็นหมากเบ็ง และดอกบัวขาว พวงมาลัยดอกมะลิลงไปยังแม่น้ำเพื่อคารวะพญานาคและติดต่อทางจิตบอกว่า พญานาคที่มานั้น ชื่อ สันสัตตนาค มาจากประเทศลาว เพื่อมาชุมนุมกันกับเจ้าเมืองต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุกลางน้ำเป็นเวลา 1 พรรษา
ในช่วงที่มีพญานาคเล่นน้ำปี 2539 นั้น ปรากฏว่าไม่มีใครที่จะหล้าลงเล่นน้ำในแม่น้ำโขงเลย ขนาดเรือที่เคยวิ่งไป-มา ก็ไม่กล้าออกเรือเช่นก่อน นอกจากคนใจกล้าต้องการลอง แต่ก็ไม่สำเร็จ ดังภาพข้างล่าง

ภาพพญานาคเล่นน้ำมองเห็นแต่ไกล
ต่อมาลอยตัวให้เห็นมากขึ้น

ลอยตัวสูงขึ้น
มีคนใจกล้าเอาเรือออกไปดู
กลับจมหายไป
การเกิดเหตุการณ์เหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งประหลาดที่ชาวบ้านไม่เคยพบเห็นมาก่อนในหลายปี หรือในชีวิตของคนที่มีอายุ 60 ปีลงมา
ในปีเดียวกัน และทางด้านวัดธาตุก็ยังมีประชาชนจากที่ต่าง ๆ มาดูพญานาคเล่าน้ำกันอยู่ไม่ขาด แต่ที่บ้านเลขที่ 228 หมู่ 1 บ้านจอมมณี ซอย 6 กลับมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอีก นั่นก็คือ มีเห็ดประหลาด เหมือนเห็ดหลินจือ ขนาดใหญ่ 1 ฟุต ที่มีควันออกมา สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้านดูแก้เซ็งได้ไม่น้อย เกิดที่ต้นลำใยในบ้านของ นายขัน เดสุด
มะพร้าวพญานาค
มะพร้าว ก็คือ มะพร้าว
แต่หากผิดไปจากธรรมชาติก็ย่อมมีคนสนใจ
แน่นอน
ความสนใจก็จะนำไปสู่การหลงเชื่อ
หรือจะอะไรก็สุดแต่จะคิดกันเอาเอง
เพราะมะพร้าว
ต้นมะพร้าวในที่นี้ตามที่ผู้อ่านได้ทราบไปแล้ว่า
มะพร้าวพันลูก
ที่คุ้มวัดธาตุ ซอย 2
ที่ออกลูกประหลาด
แต่ยังประหลาดกว่าต้นนั้นอีก
คือ
แทนที่ใบจะออกมาเหมือนธรรมชาติ
กลับออกมาเป็นรูปร่างที่ค่อนข้างเหมือน
พญานาค คือ
มีใบที่ถอดออกมามีรูปร่างเหมือนหัวพญานาค
มีหงอน มีปาก
มีตาเหมือนกับหัวพญานาค
ที่อยู่ตามหน้าอุโบสถในวัดไม่มีผิด
ซึ่งเกิดขึ้นที่บ้านของ นายสมนึก
ชมภูนาวัฒน์ คุ้มบ้านดอนแดง

ต้นมะพร้าวออกมาเป็นรูปร่างพญานาค
ที่บ้านดอนแดงใต้ อ. เมือง จ.
หนองคาย
แรก ๆ เจ้าของก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่มีคนข้างบ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือได้ฝันเห็นพระแก่องค์หนึ่งเดินมาบิณฑบาตรที่บริเวณนี้ทุกวัน เมื่อเข้าฝันหลายครั้งเข้าถึงจึงได้เดินไปดูที่ที่ฝัน เห็นพระออกมาบิณฑบาตร เมื่อสอบถามได้ความว่า คือ "หลวงปู่คำลอย" ที่อยู่ที่นั่นมานาน เมื่อเดินมาทางที่ฝันเห็นกลับพบว่า ต้นมะพร้าวออกใบเหมือนกับหัวพญานาค จึงได้บอกเจ้าของบ้านดู ทุกคนก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าต้นมะพร้าวออกใบเหมือนพญานาค จึงมีคนแห่กันไปดู กราบไหว้ นำผ้าสีต่าง ๆ ไปผูกเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือขึ้นอีก
ต่อมาผู้หญิงคนหนึ่งบ้านอยู่ใกล้ ๆ เดินมาดู เมื่อมาถึงก็ไม่ได้สนใจใคร แต่ได้ขอบุหรี่จากเพื่อนบ้านที่ยืนดูสิ่งประหลาดมาสูบเอาดื้อ ๆ ทั้งที่ไม่เคยสูบมาก่อน พอสูบได้ 5 มวน โดยการสูบติดต่อกันก็เริ่มมีอาการผิดปกติ แทนที่จะเมายากลับมีอาการเหมือนผีสิงร่าง พูดจาเหมือนคนแก่ เดินหลังค่อม แล้วบอกว่า คน คือ หลวงพ่อคำลอย อยู่ที่นี้มานาน สิ่งที่เห็นอยู่นี้เป็นพญานาค ที่มาปรากฏให้เห็น เพื่อเตือนให้บุคคลทำความดี อย่างหลงงมงายในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ จากนั้นอาการก็หายไป แล้วก็กลับมาพูดเหมือนเดิม เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การปรากฏการณ์ในจังหวัดหนองคายปีนี้ 2539 นับจากมีต้นมะพร้าวพันลูกเกิดขึ้นก่อน แล้วต่อมาก็มีปรากฏการณ์ทางน้ำคือ ชาวบ้านเห็น พญานาค เล่าน้ำที่ท่าน้ำวัดธาตุ บริเวณเหนือองค์พระธาตุกลางน้ำ ได้ปรากฏให้เห็นอยู่เกือบเดือน แล้วก็มีเห็ดพ่นควัน ต้นมะพร้าวออกใบเป็นพญานาค เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในจังหวัดหนองคาย ทำให้มีประชาชนจากทั่วสารทิศแห่มาดูกัน จนทำให้เศรษฐกิจจังหวัดหนองคายดีขึ้น โดยเฉพาะเหล่าแม่ค้า ขายน้ำ-อาหาร วัน ๆ มีกำไรกันมาก ส่วนกลุ่มที่มีหัวคิดอีกกลุ่มก็จะถ่าย วีดีโอไว้ขาย มีการสั่งซื้อกันมาก ขายดีไม่น้อย
ตำนานอำเภอโพนพิสัย
อำเภอโพนพิสัย เดิมตั้งอยู่บ้านโพนแพง (ต.โพนแพง ปัจจุบัน) ราว ร.ศ.91 (พ.ศ.2415) ที่ พระยาสุริยวงศ์ (ท้าวจันมา) เป็นเจ้าเมืองปกครองอยู่ ต่อมาได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองร้อยเอ็ด หลวงศรีหาพรหม (ท้าวบุญมา) มาครองเมืองแทน ได้พิจารณาเห็นว่า บ้านโพนแพง เป็นที่ลุ่มไม่เหมาะที่จะเป็นเมื่อต่อไป จึงได้ย้ายมาอยู่ที่ใหม่ ที่บ้านปากห้วยหลวงในปัจจุบัน เมื่อเดือน 4 ขึ้น 3 ค่ำ ร.ศ.95 หลวงศรีหาพรหม ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง จนกระทั่ง ร.ศ.101 (พ.ศ.2425) ก็ถึงแก่กรรม
จนกระทั่ง ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ฝรั่งเศลได้ยึดครองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทำให้พระศรีสุริยวงศ์ ได้เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลที่ 5 เสด็จข้าหลวงต่างพระองค์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม) ได้โปรดให้ตั้งขึ้นอีกเมืองหนึ่ง ที่บ้านหนองแก้ว เรียกว่า "รัตนวาปี" แล้วให้พระสุริยศักดิ์ เป็นเจ้าเมืองปกครองแต่ขึ้นกับ อำเภอโพนพิสัย
ครั้นถึง ร.ศ.125
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดรงราชานุภาพ
เมื่อดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ได้มาตรวจราชการในเขตมณฑลนี้
จึงโปรดยุบเมืองโพนพิสัย
และให้ตั้งเป็นอำเภอ
เรียกว่า อำเภอโพนพิสัย มี
พระยาพิสัยสรเดช (คำสิงห์
สิงหศิริ)
เป็นผู้ว่าราชการอำเภอ (ตำแหน่งนายอำเภอทุกวันนี้)
ขึ้นกับมณฑลอุดร ครั้นต่อมา ร.ศ.134
(พ.ศ.2458)
ทางการได้จัดตั้งอำเภอเมืองหนองคายขึ้นเป็นเมือง
จึงได้โอนอำเภอโพนพิสัยมาขึ้นกับจังหวัดหนองคายมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระยาสุนทรธรรมธาดา (คำสิงห์
สิงหศิริ)
อำเภอโพนพิสัยอยู่ห่างจากตัวจังหวัดหนองคายประมาณ 45 กิโลเมตร
พระยาสุนทรธรรมธาดา (คำสิงห์ สิงหศิริ) เป็นชาวเมืองหนองคายแต่กำเนิด เป็นบุตรของพระยาพระพฤกษ์มนตรี และนางทองสี เกิดที่บ้านจอมนาง อำเภอโพนพิสัย เมื่อปี พ.ศ.2575 ตำแหน่งที่ได้รับครั้งแรก เป็นเสมียนนายกองบัญชีสำรวจพลที่อำเภอโพนพิสัย และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ และปฏิบัติราชการมาโดยลำดับ คือ
เลื่อนลำดับจากเสมียน เป็นนายกองบัญชี เป็นท้าวพรหมจักร พระยาศรีสุรศักดิ์สุนทร พ.ศ.2429 ได้รับตราตั้งให้เป็นแม่กองปราบปรามฮ่อร่วมกับกองทัพหลวง และกองทัพตะวันออก พ.ศ.2430 ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่กองควบคุมพลไปขัดตามทัพฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ พ.ศ.2434 ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กสังกัดในกรมมหาดเล็ก ในรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักด์เป็นพระพิสัยสรเดช และได้รับตราตั้งเป็นเจ้าเมืองโพนพิสัย เมื่อ พ.ศ.2459 ได้ออกจากราชการรับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 500 บาท ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็น พระยาสุนทรธรรมธาดา ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2497
จังหวัดหนองคาย
จังหวัดหนองคาย
เป็นจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ตั้งอยู่บริเวณฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ตรงข้ามกับท่าเดื่อ
เมืองหาดทรายฟองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
มีพื้นที่ 7,332.3 กิโลเมตร
พื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง
มีระดับความสูงเฉลี่ย 1,200 ฟุต
จากระดับน้ำทะเล

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ
สถานที่ท่องเที่ยว
แผนที่ท่องเที่ยว 
อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ อยู่หน้าศาลากลางจังหวัด พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมทรงให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2429 เดิมเป็นอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ได้สร้างใหม่เมื่อปี พ.ศ.2492 สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ข้าราชการฝ่ายมณฑลชั้นในและกรมการหัวเมือง ที่มีใจสมัครจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินและบ้านเมือง โดยการปราบฮ่อ ข้าศึกที่มาแย่งชิงแผ่นดินเมื่อปีศักราช 1246 และปีศักราช 1247 ทำให้มีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น จึงได้นำอัฐิมาบรรจุไว้ในอนุสาวรีย์ ซึ่งปรากฏอยู่จนบัดนี้ อนุสาวรีย์มีคำจารึกทั้ง 4 ทิศ มีภาษาไทย จีน ลาว อังกฤษ มีงานฉลองอนุสาวรีย์ทุกวันที่ 5-11 มีนาคม ของทุกปี
หลวงพ่อพระใส
เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองหนองคาย
ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย
ในตัวเมืองหนองคาย
เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ
หล่อด้วยทองสีสุก
หน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว
เป็นพระพุทธรูปหล่อในล้านช้าง
ทุกปีในวันเพ็ญเดือน 6
ชาวหนองคาย
จะจัดงานสมโภชประจำปี
คืองานบุญบั้งไฟ เป็นประจำ

หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย อ
เมือง จหนองคาย
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ตั้งอยู่บ้านจอมมณี อำเภอเมือง เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างประเทศเป็นแห่งแรก เชื่อมระหว่างจังหวัดหนองคาย กับกำแพงนครเวียงจันทน์ โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย รัฐบาลไทย และรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 มีความยาว 1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร มีช่องทางรถไฟระหว่างกลางสะพาน

สะพานมิตรภาพไทย ลาว
ทำพิธีเปิดเมื่อ 8 เมษายน 2537
พระธาตุบังพวน เดิมเป็นเจดีย์เก่าแก่ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะแก่ชาวหนองคายมาช้านาน ตามประวัติกล่าวว่า พระอรหันต์ทั้ง 5 ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่ภูเขาลวง ริมน้ำห้วยบังพวน อันเป็นที่อยู่ของปัพพาละนาค ที่ได้แปลงร่างมาช่วยสร้างในครั้งนั้น พระธาตุบังพวน ได้มีการสร้างเสริมขึ้นในสมัย พระเจ้าไชยเชษฐา ประกอบกับตัวองค์เจดีย์ซึ่งแสดงว่าเป็นของเก่าแก่ และเป็นเจดีย์รุ่นแรกเพราะเป็นรูปพระสถูปแบบอินเดีย รุ่นเดียวกับพระปฐมเจดีย์ แต่ความเก่าแก่ประกอบกับฝนตนหนักทำให้ฐานทรุด จึงพังลงมาเมื่อปี 2513 ทางกรมศิลปากรจึงได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุบังพวน ตำบลพระธาตุบังพวนในเดือนยี่ ขึ้น 11 ค่ำ ของทุกปี
หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ
เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่
หล่อด้วยทอง
เป็นฝีมือช่างฝ่ายเหนือและล้านช้างผสมกัน
มีลักษณะงดงามมาก
มีขนาดใหญ่สุด นั่งขัดสมาธิ
ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3
เมตร 29 ซม. สูง 4 เมตร
ประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านน้ำโมง
อำเภอท่าบ่อ
เป็นที่เคารพของประชาชนทั้งสองฝั่งโขง
สร้างเมื่อ พ.ศ.2105 ผู้สร้างคือ
พระเจ้าไชยเชษฐา กษัตรย์นครเวียงจันทน์
โอรสของพระยาศรีสุวรรณ
ประสูติที่เมืองเวียงคุก
มเหสีของพระไชยเชษฐาคือ
พระนางศรีโพธิ์
เป็นคนบ้านน้ำโมง
พระไชยเชษฐา ร่วมกับท้าวอินทวราช
ท้าวกัสสปะ ท้าวอินทร
ท้าวเศษสุวรรณ ท้าวพระยาศรี
ท้าวคามแดงพิษบ์ ท้าวอินสรไกยสิทธิ์
และบริวารอีก 500 คนช่วยเหลือ
ใช้ทองคำ ทองเหลือง เงิน
ผสมกัน น้ำหนักได้ 1 ตื้อ
หล่อสักเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ
ต่อเมื่อพระอินทร์และเทพยดา
108 พระองค์มาช่วยหล่อจึงเสร็จ
ใช้เวลาสร้างอยู่ 7 ปี 7 เดือน
สิ้นเงินไป 105,000 ชั่ง
หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ
วัดบ้าน้ำโมง อ. ท่าบ่อ จ.
หนองคาย
เมื่อเข้าใกล้พระองค์ตื้อแล้วจะหายทุกข์หายโศกทันที พระพักตร์อมยิ้ม พระเนตรลืม พระนลาฎกว้าง พระปรางค์อูม ประทับผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ผู้ใดพบจะเหมือนว่าเข้าไปนั่งอยู่หน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดความปิติและมีศรัทธาขึ้นมาทันที
พระธาตุหนองคาย หรือพระธาตุกลางน้ำ ที่คุ้มวัดธาตุ เขตเทศบาลเมืองหนองคาย ตามประวัติกล่าวว่าในปีมะเมีย เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ พ.ศ.2390 ใกล้ค่ำพระธาตุหนองคายได้พังลงไปในแม่น้ำ เนื่องจากตลิ่งวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุถูกน้ำเซาะ จนปัจจุบันอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 300 เมตร อยู่กลางแม่น้ำโขง

ภาพวาด พระธาตุหล้าหนองคาย
ก่อนที่จะลงไปอยู่ในน้ำโขงเพราะตลิ่งพัง
เมื่อปี 2390
พระธาตุกลางน้ำที่คุ้มวัดธาตุ
อ เมือง จ หนองคาย
บริเวณพญานาคเล่นน้ำ ปี 2539
ภาพซ้ายมือ บริเวณที่คนยืนดู
หาดจอมมณี "พัทยาอีสาน"
ตั้งอยู่บ้านจอมมณี
ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขง
เมื่อถึงฤดูแล้งหาดทรายจะสวยงามมาก
ในเดือนเมษายนของทุกปี
จะมีประชาชนจากทั่วสารทิศมาท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก

หาดจอมมณี
ใต้สะพานมิตรภาพไทย ลาว
สถานที่พักผ่อน เล่นน้ำ "พัทยาอีสาน"
ศาลาแก้วกู่ เป็นสถานที่มีการสร้างรูปปูนปั้นเป็นจำนวนมากตามความเชื่อในลัทธิหนึ่ง ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายหนองคาย-โพนพิสัย

ภาพทิวทิศน์ ศาลาแก้กู่ ที่ อ
เมืองหนองคาย
หมู่บ้านทำแผ่นกระยอ อยู่บริเวณเส้นทางหนองสองห้อง-ท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านทำแผ่นกระยอ เป็นแผ่นแป้งสำหรับใช้ทำปอเปี๊ยะ ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่น่าสนใจมาก
หมู่บ้านประมงน้ำจืด อยู่ตำบลกองนาง อำเภอท่าบ่อ ตามเส้นทาง ท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านเกือบทุกหลังคามีอาชีพทำการประมงน้ำจืด การส่งเสริมของประมงจังหวัดจัดให้ เป็นหมู่บ้านพัฒนาประมงน้ำจืด มีการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลาตะเพียน ปลาไน ปลานวลจันทร์ ปลายี่สก ปลาเกล็ดเงิน ปลาหัวโต ปลาดุกเทศ โดยการจัดส่งไปจำหน่ายยังกรุงเทพฯ ภาคเหนือ และอีสานเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
วัดสว่างอารมณ์ (วัดถ้ำศรีธน) อยู่อำเภอปากคาด จากหนองคาย 90 กิโลเมตร อยู่บริเวณเนินเขา ภายในบริเวณวัดมีโขดหิน หน้าผา ลาดหิน มีต้นไม้ ปกคลุมไปทั่ว มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านพระอุโบสถทรงระฆังคว่ำ ตั้งอยู่บนเนินเขา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หากขึ้นไปสู่บริเวณอุโบสถ สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบด้านทั้งฝั่งไทย และฝั่งลาว สวยงามมาก
วัดหินหมากเป้ง ตั้งอยู่ที่บ้านพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี และผู้แสวงบุญทั้งหลาย เป็นสถานที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย เดิมเป็นที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่รู้จักของคนทั่วไป อยู่ริมแม่น้ำโขง เหมาะแก่การนั่งชมทิวทัศน์ หาดทราย และเกาะแก่งในลำน้ำโขง เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ
น้ำตกธารทอง อยู่ที่บ้านผาตั้ง อำเภอสังคม อยู่ระหว่างถนนสายศรีเชียงใหม่-สังคม เป็นน้ำตกที่ตกจากหน้าผาสูงประมาณ 30 เมตร ลดหลั่นกันไปสวยงามมาก ตอนล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ และลานหินไหลงลงสู่แม่น้ำโขง
น้ำตกธารทิพย์ หรือน้ำตกตาดเสริม อยู่ที่บ้านตาดเสริม เลยตัวอำเภอสังคมขึ้นไป ไปเส้นเดียวกับน้ำตกธารทอง น้ำตกธารทิพย์เป็นน้ำตกที่ตกลงมาจากหน้าผา 3 ชั้น ชั้นที่ 1 สูง 70 เมตร ชั้นที่ 2 สูง 100 เมตร ชั้น 3 สูง 70 เมตร มีน้ำไหลอยู่ตลอดปี เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก มีนักท่องเที่ยวไปชมกันมาก อำเภอสังคม เปรียบเสมือนทะเลภูเขา ตลอดปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศไปพักผ่อน เพื่อหาความสงบอยู่เป็นจำนวนมาก
ภูทอก
ซึ่งภาษาอีสานแปลว่า
ภูเขาเดียว
เป็นที่ตั้งวัดเจติยาคีรีวิหาร
อยู่ในหมู่บ้านคำแคน
ตำบลนาสะแบง อำเภอศรีวิไล
ภูทอกมีอยู่ 2 ลูก คือ
ภูทอกน้อยและภูทอกใหญ่
เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นป่าทึก
มีสัตว์มากมาย เช่น เสือ ช้าง
หมี พะรอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
ได้มาเริ่มตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร
จนต่อมาได้สร้างบันไดเวียนรอบภูทอก
มี 7 ชั้น
บนภูทอกมีหน้าผาและถ้ำ
เมื่อขึ้นไปถึงชั้น 596
มองลงมาเห็นทิวทัศน์สวยงามมาก
ข้างบนจะเป็นที่พักของพระสงฆ์และแม่ชี
ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปทดสอบกำลงขาเป็นจำนวนมาก

ภูทอก อ. ศรีวิไล จ.หนองคาย
ภูลังกา อยู่ในเขตอำเภอบึงโขงหลง มีสภาพเป็นป่าดงดิบ แม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน แต่ก่อนมามีฝูงกามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า ภูรังกา แล้วสุดท้ายก็กลายมาเป็น ภูรังกา ข้างบนมีถ้ำ และน้ำตกสวยงามมาก นอกจากมีภูลังกาแล้ว อำเภอบึงโขงหลง ยังมีบึงขนาดใหญ่ เป็นที่ทำการประมงของชาวบ้านทางอำเภอได้จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในบึงและภูลังกา
เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีเนื้อที่ 186.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ อยู่ในท้องที่อำเภอบุ่งคล้า มีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้าง เสือโคร่ง เสือดาว หมี ไก่ฟ้า ไก่ป่า ลิง ชะนี นกนานาชนิด เนื่องจากมีป่าดงดิบในเขตนี้
บริเวณที่น่าสนใจท่องเที่ยว คือ
ถ้ำฝุ่น อยู่บริเวณบ้านหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า นอกจากถ้ำฝุ่นแล้วด้านนอกมีน้ำตกถ้ำฝุ่น มีเก้ง และกระต่ายชุกชุมมาก
บริเวณหัวภูด้านตะวันออก บนยอดภูเป็นลานหินโล่งกว้าง เมื่อยืนอยู่ด้านบนจะสามารถมองเห็นได้ไกลถึงป่าฝั่งลาว เช่น ภูเขาควาย ภูงู ภูหมาก้าวของลาวได้อย่างชัดเจน
น้ำตกชะแนน คำว่าชะแนน
เพี้ยนมาจากสะแนน
ภาษาอีสานแปลว่าสวยงาม
เป็นน้ำตกใหญ่ที่มีความสวยงาม
เป็นน้ำตกที่รู้จักกันดีของชาวหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง
มี 2 ชั้น ห่างกัน 300 เมตร
ทางไปน้ำตกชะแนน
จะผ่านขัวหิน (สะพานหิน)
เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีน้ำลอดหายไปใต้สะพานหิน
ที่มีความยาวประมาณ 100 เมตร
เป็นแนวยาว
ด้านล่างจะเป็นบึงชะแนน
หรือห้วยชะแนน
และยังมีน้ำตกเจ็ดสี
ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง
อยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

น้ำตกตาดชะแนน
ถ้ำจันทร์ผา อยู่ห่างจากสะพานหิน ไปราว 500 เมตร
น้ำตกสะอาม เป็นน้ำตกใหญ่และสวยงามอีกแห่ง อยู่ด้านตะวันตกของภูลังกา เขตตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง บริเวณน้ำตกมีแนวสันภูเขาเป็นผาหินสลับลานหิน มีลักษณะที่สวยงาม แปลกตาออกไปอีกแบบ เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว ที่เดินทางไปพักผ่อน
การเดินทางไปเที่ยวแต่ละแห่งในจังหวัดหนองคาย ตามสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ทุกวันนี้มีความสะดวกมาก ถนนเกือบทุกสายที่เข้าไปหาแหล่งท่องเที่ยวลาดยางหมดแล้ว จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเดินทาง ไม่ว่าจะอยู่ในเขตอำเภอใด
นอกจากที่จะเที่ยวในเขตจังหวัดหนองคายแล้ว
ท่านยังสามารถข้ามไปเที่ยวที่นครเวียงจันทน์ได้อย่างง่ายดาย
เพียงนั่งรถยนต์ข้ามสะพาน
ก็มีรถต่อเข้าตัวเมือง
กำแพงนครเวียงจันทน์ด้วยราคาที่ไม่แพงอย่างที่คิด
การข้ามไปเวียงจันทน์เพียงทำบัตรผ่านแดนที่ศาลากลางจังหวัดหนองคายก็สามารถข้ามไปนั่งจิบเบียร์ลาวเย็น
ๆ พร้อมกับโอ้โลมสาว ๆ
ได้อย่างวิเศษ
หากจะพักค้างคืนราตรี
ก็สามารถทำให้
เพียงมีคนลาวมารับรองก็สามารถค้างคืนในโรงแรมในลาวอย่างสบายอารมณ์
ในราคาที่ไม่แพงนัก
สำหรับที่พักและอาหาร...

ขัวหิน ที่ภูวัว
เมืองโพนพิสัยในอดีต
เมืองปากห้วยหลวง 3 กษัตริย์ บริเวณที่ตั้งอำเภอโพนพิสัยปัจจุบัน เป็นเมืองเก่าตามพงศาวดารล้านช้างเรียกว่า "เมืองปากห้วยหลวง" พ.ศ.1901 พระเจ้าฟ้างุ้มมหาราช เริ่มก่อตั้งอาณาจักรล้านช้าง และตีเมืองนี้ได้ และมีฐานะเป็น "เมืองหลวง" ซึ่งส่งเจ้าชายในราชวงศ์ล้านช้างมาครองเป็น "พญาปากห้วยหลวง" บางพระองค์ได้มีโอกาสไปครองราชย์ที่ "เชียงทอง" ถึง 2 พระองค์ด้วยกัน คือ หลังจากพระเจ้าสามแสนไทสวรรคต พ.ศ.1958 แล้ว พระเจ้าคำแดงโอรสได้ครองราชย์ต่อถึง พ.ศ.1970 จึงสวรรคตโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่โบราณราชประเพณีไทย-ลาว สตรีจะครองราชย์ไม่ได้ "เจ้าคำเต็มพญาปากห้วยหลวง" พระสวามีเจ้าหญิงจึงครองแทนพักหนึ่ง แล้วหนีกลับเมืองปากห้วยหลวงดังเดิม เจ้าหญิงแก้วพิมพาซึ่งมีอำนาจมากในราชสำนักได้เชิญเจ้านายในราชวงศ์ครองราชย์ต่อหลายพระองค์ ระหว่าง พ.ศ.1971-1980 ครั้นจุบรรลุพระราชนิติภาวะก็มีเหตุสวรรคตติด ๆ กันถึง 5-6 พระองค์ จนมาเชิญ "เจ้าคำเกิด" โอรสพญาปากห้วยหลวง (คาดว่าเป็นโอรสพระเจ้าคำเต็มจากชายาอื่น) ไปครองราชย์อีกและสวรรคต พ.ศ.1983 อีก คราวนี้พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีทนไม่ไหว จับพระนางแก้วพิมพาถ่วงแม่น้ำคาน ทางเหนือนครหลวงพระบางเสียและเชิญเจ้าไชยครองราชย์ "พระเจ้าไชยจักรพรรดิ์แผ่นแผ้ว" สืบมา
เมืองปากห้วยหลวง เกิดช้างเผือกอีกเชือกหนึ่ง เมื่อหลังสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 1 มหาราช พ.ศ.2114 พระเจ้าบุเรงนองผู้ชนะสิบทิศพิชิตเวียงจันทน์ ได้นำพระหน่อแก้ว ราชโอรสไปเมืองหงสาวดีเป็นตัวประกัน พระชันษาเพียง 5 ปี แล้วให้ตาสำเร็จราชการล้านช้างแทน จารึกว่า "พระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้าสุมังโดอัยโกโพธิสัตว์" อดีตพระยาปากห้วยหลวง พงศาวดารว่าท่านเป็นบุตรกวานบ้านฝั่งขวา (ผู้ใหญ่บ้าน) รับราชการทหาร รบเก่งและคงถวายบุตรสาวเป็นสนมด้วย ดังนั้นที่ชาวหนองคายเชื่อกันมาจึงมิใช่เรื่องเหลวไหล โดยนางสนม (ไม่ทราบ) อาจมีพระราชธิดาโอรส 4 พระองค์ คือ "พระสุก พระเสริม พระใส" ซึ่งสร้างฉลองพระองค์ ส่วนองค์สุดท้ายคือพระราชโอรสชันษา 5 ปี "พระหน่อแก้ว" พม่าจึงต้องให้ตาสำเร็จราชการให้หลานจึงมี "อัยโก" (ตา) ต่อท้าย นับว่าพญาปากห้วยหลวงเป็นกษัตริย์ล้านช้าง (หลวงพระบาง) 2 พระองค์ และผู้สำเร็จราชการ (เวียงจันทน์) อีก 1 ท่าน รวม 3 กษัตริย์
นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องรู้อักษรโบราณต่าง ๆ ประกอบด้วย โดยเฉพาะศิลาจารึกซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเถียงไม่ได้ คือ จารึก "วัดแดนเมือง 1" ตำบลวัดหลวงใบเสมาหินทรายยอดเหลี่ยมสูง 0.98 เมตร กว้าง 0.49 เมตร มีดวงฤกษ์ด้านบน เป็นอักษรไทยน้อย (ล้านช้าง) รุ่นแรก ด้านหนึ่ง 22 บรรทัด (ชำรุดบ้าง) ระบุว่าพระยาปากเจ้า (ปากห้วยหลวง ซึ่งต่อมาคือพระยาแสนสุรินทร์ฯ ผู้สำเร็จราชการฯ) เป็นผู้สร้างวัดนี้ พ.ศ.2073 ธรรมเนียมโบราณจะมีวัดประจำตระกูลที่เกิด นั่นคือ ท่านเกิดที่นี่นั่นเอง (เสียดายที่วัดได้โบกปูนใต้ฐานพระประธานแล้ว)
เมืองศิลาจารึก เมืองปากห้วยหลวงในอดีต เป็นเมืองลูกหลวงและเมืองด่านสำคัญของอาณาจักรล้านช้าง จึงมีศิลาจารึกมากที่สุด ซึ่ง ศ.ธวัช ปุณโณทก ได้เพียรพยายามถ่ายรูปและอ่านครบทุกหลัก เมื่อ พ.ศ.2510 เป็นต้นมา ศิลาจารึกส่วนมากสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21-22 มีสาระสำคัญ เช่น ประกาศเขตวิสุงคามสีมา การอุทิศที่นาให้วัด การอุทิศข้าทาสถวายวัด การสร้างบูรณะวัด การตั้งสังฆราช การประกาศเขตปลอดอาญาแผ่นดินฯ ตัวอักษรเป็นแบบตัวธรรมผสมฝักขาม (ล้านนา) พัฒนาเป็น "อักษรไทยน้อย" (ล้านช้าง) ซึ่งประเทศลาวใช้ปัจจุบัน หลักสำคัญที่สุด คือ "วัดแดนเมือง 2" ต.วัดหลวง หลักที่ 88 เป็นเสมาหินทราย สูง 1.20 เมตร กว้าง 0.69 เมตร สร้าง พ.ศ.2078 สมัยพระเจ้าโพธิสารราชพระชนกพระไชยเชษฐาธิราชที่ 1 มหาราช ว่า "ทั้งราชบัณฑิตชื่อนันทกุมารจำทูลพระราชอาญาลงไปชำนิในพระวิหารทั้งปวงในจันทบุรีราชธานี"
แสดงว่าเวียงจันทน์ (จันทบุรี) เป็นราชธานีก่อน พ.ศ.2078 แล้ว สอดคล้องกับคำบอกเล่าของชาวบ้านอำเภอท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่ มิใช่เป็นราชธานี พ.ศ.2103 เมือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 1 มหาราช ถอยทัพหนีพม่าล่องมาจากเชียงใหม่ และหลวงพระบาง หลังจากนั้นเมืองปากห้วยหลวงก็ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง คาดว่าเพราะการวิวาทกันภายในราชวงศ์ล้านช้าง ตั้งแต่พระบรมราชาแห่งนครพนม พระราชโอรส พระเจ้านันทราชกรีพาทัพมาปราบ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 พ.ศ.2241 ถึงเมืองคุกชายฟอง (เวียงคุก-บ้านทรายฟอง) และกวาดต้อนผู้คนกลับ จน พ.ศ.2250 สมเด็จเจ้าราชครูวัดโพนสเม็ก (ญาคูขี้หอม) อพยพคนไปซ่อมพระธาตุพนมครั้งที่ 4 ล่องไปจนตั้งอาณาจักรจำปาศักดิ์ และ พ.ศ.2310 พระวอ-พระตา วีรบุรุษอีสานนำอพยพครั้งใหญ่ลงไปสร้างอุบลราชธานี ยโสธรฯ จนเมืองนี้อาจร้างก็ได้
เมืองโพนพิสัย เมื่อญาคูขี้หอมอพยพผู้คนไปภาคใต้นั้น ศิษย์เอกสำคัญท่านหนึ่ง คือ "จารย์แก้ว" (หรือเจ้าแก้วบูลม บูฮม) ได้ตั้ง "เมืองทุ่ง" (ท่ง) หรือ "เมืองสุวรรณภูมิ" (อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) เป็นเมืองด่านหน้ายันกับเวียงจันทน์ เชื้อสายของท่านได้แยกย้ายสร้างบ้านแปงเมืองมากมาย เช่น เมืองร้อยเอ็ด เมืองสารคาม เมืองธวัชบุรี เมืองจตุรพักตร์พิมาน ฯลฯ ต้นตระกูลสำคัญของภาคอีสาน เช่น "ธนสีลังกุล ณ ร้อยเอ็ด ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม สุวรรณธาดา ฯลฯ ครั้น พ.ศ.2369 พระเจ้าไชยเชยเชษฐาธิราชที่ 3 (เจ้าอนุวงศ์) แห่งเวียงจันทน์ แข็งเมืองบุกมาถึงนครราชสีมา และถูกยันทัพกลับไป ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 โปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เป็นแม่ทัพหลวง เจ้าพระบดินทรเดช (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกมหาดไทยเป็นแม่ทัพหน้าปราบเวียงจันทน์ได้ครั้งที่ 1 แต่เจ้าอนุวงศ์หนีไปญาณได้ จนสมุหนายกกรีฑาทัพมาปราบครั้ง 2 ตั้งทัพอยู่ค่ายพานพร้าว (บริเวณ นปข.ปัจจุบัน) และถูกหลอกล่อจนค่ายแตกหนีไปเมืองยโสธร
คู่แค้นเวียงจันทน์ดั้งเดิมจึงตามมาสมทบ เช่น บุตรหลานพระบรมราชาแห่งนครพนม บุตรหลานพระวอ-พระตา แห่งอุบลราชธานี และบุตรหลานจารย์แก้วแห่งสุวรรณภูมิ ช่วยเจ้า