นิทานเรื่อง   ผีบนรถแท้กซี่

ผีบน texi

ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนว่า นี่เป็นเรื่องจริง ที่จะนำมาเล่าให้ท่านๆ ทั้งหลายในไกลบ้านฟัง ใครเคยได้ยินมาจากที่อื่นแล้ว อย่าเพิ่งแสดงความเห็น รออ่านแล้วจบก่อน แล้วค่อยแสดง เรี่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยิน และผมเกือบตายหลังจากฟังเรื่องนี้ เป็นเรืองเกี่ยวกับการนั่งแท็กซี่ในยามดึกครับ

เรื่องนี้น้องที่ทำงานที่ผมรักสนิทเป็นคนเล่าให้ผมฟังเอง เป็นเรี่องของคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง ที่ขับรถกะกลางคืน วิ่งรับส่งผู้คนอยู่แถวถนนสุขาภิบาลหนึ่งครับ มีอยู่คืนหนึ่ง เขาวิ่งมาจากทางด้านรามอินทรา แล้วมองหาผู้โดยสารไปเรื่อยๆ ตามธรรมดา ก็เป็นเวลาสักห้าทุ่มได้ ระหว่างที่ขับมาเรื่อยๆ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสีขาวเรียบๆ กวักมือเรียกเขาให้จอดรับ

ความที่ชักดึกแล้ว ได้ผู้โดยสารสักคนก็น่าจะดี ก็เลยตัดสินใจรับ แล้วก็ขับไปเรื่อยๆ แต่ผู้โดยสารคนนี้กลับนั่งเงียบ ชวนคุยก็ไม่ยอมคุย แล้วเจ้าหล่อนก็หน้าตาออกจะซีดๆ สักหน่อย ไว้ผมยาว นั่งเฉย คนขับก็เริ่มรู้สึกอึดอัด และเย็นวูบๆ ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดอะไร

ขับไปเรื่อยๆ ขณะที่ขับไปนั้น เขาก็เหลือบมองไปที่กระจกมองหลัง คุณพระช่วย! ในกรอบของกระจกมองหลังนั้น ไม่มีใครอยู่เลย เขาใจหายวูบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตัวเย็นวาบไปทั้งตัว เหยียบเบรคเต็มแรง จนตัวเขาเองหัวคะมำ มองไปข้างหลัง เห็นไม่มีใคร ตั้งสติได้ ก็เหยียบคันเร่ง พุ่งออกไปทันที

เมื่อออกจากจุดที่เบรคไปเมื่อกี้ได้สักสองร้อยเมตร ก็ตั้งนะโม ตั้งสมาธิมั่น เหลียวมองกระจกหลังอีก ให้ตายเถอะ ท่านผู้อ่าน

!สตรีผู้นั้นกลับปรากฏตัวขึ้นมาในกระจกอย่างไม่คาดฝัน มีเลือดไหลเกรอะกรัง อยู่บนทั้งปากและจมูก จ้องเขม็งมาที่เขาอย่างเกรี้ยวกราด เหมือนมีความอาฆาตแค้น คนขับจึงนึกในใจว่า เอาล่ะ วะ เป็นไงเป็นกัน ยังไงก็เจอผีแล้ว ค่อยๆ ชะลอรถลง จอด แล้วเหลียวกลับไปถามอย่างสั่นๆ ว่า

"ผะ ผะ พี่ พี่ครับ ไม่ทราบเป็นอะไรตายครับ"

หญิงชุดขาว ใบหน้าเปื้อนเลือด ตอบออกมา ว่า "ตาย พ่อ ตาย แม่ mung เหรอ คนกำลังก้มลงแคะขี้มูก เบรคได้ยังไงว่ะ "ไอ้ ้บ้า" 

 

เรื่อง ใครจะได้ขึ้นสวรรค์

ชายสามคนยืนอยู่หน้าประตูสวรรค์

เทวทูตบอกพวกเขาว่า ที่ว่างในสวรรค์เหลือเพียงอีกหนึ่งที่

ดังนั้นจะพิจารณาให้คนที่ตายอย่างอนาถที่สุด ได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์

ชายคนแรกจึงได้เริ่มเล่า ว่า เขาตายอย่างไร

“ผมได้ข่าวว่าภรรยามีชู้ ผมก็เลยแอบย่องกลับไปดูเธอในตอนกลางวัน

เมื่อไปถึง ผมก็เห็นเธอแก้ผ้านอนอยู่บนเตียง

ผมค้นห้องนอนจนทั่วจึงเห็นว่ามีชายคนนึงเกาะอยู่ตรงหน้าต่าง

ใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียว ผมโกรธมาก จึงทุบมือของเขาจนร่วง

แต่เขาโชคดี เพราะถึงแม้บ้านผมจะอยู่บนคอนโดชั้น 25 ก็ตาม

แต่เขาดันตกลงบนพุ่มไม้และไม่เป็นอะไร

ผมเห็นอย่างนั้นเลยยกตู้เย็นมาทุ่มใส่เขา

ผมไม่ทันได้เห็นว่า ชายคนนั้นตายหรือเปล่า เพราะโรคหัวใจของผมมันกำเริบขึ้นมาพอดี

รู้อีกที ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”

“นั่นเป็นการตายที่น่าเศร้ามากนะ” เทวทูตแสดงความเห็นใจ

“แต่ลองฟังคนอื่นดูบ้าง”

ชายคนที่สองจึงเริ่มเล่า

“ผมกำลังออกกำลังกายอยู่ที่ระเบียงบ้าน โชคร้ายจริง ๆ ที่ผมลื่นตกลงมา

บ้านผมอยู่บนคอนโดชั้นที่ 26 ถ้าผมหล่นลงไปผมตายแน่

แต่โชคยังดีที่ผมคว้าหน้าต่างห้องข้างใต้ได้

แต่ในขณะที่ผมกำลังจะปีนกลับขึ้นมา ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาทุบมือผม

จนผมร่วงลงมาบนพุ่มไม้ ผมไม่ตาย แต่ผมก็จุกจนลุกไม่ขึ้น

เงยหน้าอีกทีก็เจอเข้ากับตู้เย็นเต็ม ๆ นึกได้อีกทีก็มาอยู่นี่แล้ว”

“คุณนี่น่าเห็นใจจริง ๆ นะ

แต่ผมขอฟังพ่อหนุ่มคนสุดท้ายนี้ก่อนแล้วจะตัดสินใจ”

ชายคนสุดท้ายเล่าว่า

“ผมเป็นชู้กับเมียคนอื่น วันหนึ่งขณะที่เรากำลังมีความสุขกัน

สามีเธอก็กลับมา ผมเข้าไปหลบในตู้เย็น….”

จบแล้ว…คิดเอาเองนะใครสมควรที่จะไปสวรรค์ที่สุด อิ ๆ ๆ

 

เรื่อง ผู้ชาย ผู้หญิง


มีคนเปรียบเทียบ “ เสน่หาอารมณ์รัก” ของสตรีเสมือนภูมิศาสตร์ อ่านแล้วก็ได้ความคิดดีนะคะ เปรียบเทียบซะ…

ระหว่างอายุ 15-20 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือน ทวีปแอฟริกา ที่ครึ่งหนึ่งนักสำรวจรู้จักดีทุกตารางนิ้ว แต่อีกครึ่งยังคงเป็นปริศนาที่ดุดัน

ระหว่างอายุ 20-30 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือน ทวีปอเมริกา นักสำรวจรู้จักแผ่นดินผืนนี้ดีทุกตารางนิ้ว และที่นี่ก็สมบูรณ์แบบไปด้วยหลักการที่ใช้ควบคุมการดำเนินชีวิต

ระหว่างอายุ 30-35 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือนประเทศ อินเดีย และ ญี่ปุ่น ร้อนแรง ฉลาด และสวยบาดใจ

ระหว่างอายุ 35-40 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือนประเทศ ฝรั่งเศสหลังสงคราม ที่ถูกทำลายความงามไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งที่เหลือยังเป็นที่น่าปราถนา

ระหว่างอายุ 40-50 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือนประเทศ เยอรมนี ที่พังยับเยินเพราะสงคราม แต่ “ความหวัง” ยังมีอยู่

ระหว่างอายุ 50-60 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือนประเทศ รัสเซีย ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เงียบสงบ แต่ไม่มีใครไปที่นั่น

ระหว่างอายุ 60-70 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือนประเทศ อังกฤษ มีอดีตที่รุ่งโรจน์ แต่ไม่มีอะไรใหม่

หลังอายุ 70 ปี
ผู้หญิงเปรียบเสมือน ไซบีเรีย ทุกคนรู้จัก ไซบีเรียว่าอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีใครอยากไปที่นั่น

คราวนี้เรามาดูสิคะ เขาเปรียบเทียบคุณผู้ชายทั้งหลายเสมือนอะไรค่ะ

เขาเปรียบเทียบคุณผู้ชายเสมือน “ขบวนรถไฟ” ที่ไปตามสถานีต่าง ๆ วิ่งไปตามราง

อายุ 20 ปี ผู้ชายต้องการจอดแวะทุก ๆ สถานีที่เขาได้ผ่านไป
อายุ 30 ปี ผู้ชายจอดได้ที่ “สถานีหลัก” เพียงสถานีเดียว
อายุ 40 ปี ถึงต้องการจอดสถานีอื่นบ้าง แต่ “สถานีหลัก” ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น
อายุ 50 ปี ถึงต้องการจอดสถานีอื่นบ้าง ถึง “สถานีหลัก” ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็สายเกินไป เพราะจอดแล้วทำอะไรไม่ได้
อายุ 60 ปี แหม…อย่าว่าแต่จอดเลย แค่เริ่มต้นติดเครื่องยนต์ ก็ไม่สามารถแล้ว!!!!


นิทานชวนคิด

นิทานชวนคิดเรื่องที่ 1


อีกาตัวหนึ่งเกาะนิ่ง อยู่บนกิ่งไม้สูงตลอดทั้งวันโดยไม่ทำอะไร
กระต่ายตัวหนึ่ง เดินผ่านมาเห็นเข้าจึงถามว่า "ฉันอยากจะอยู่นิ่งเฉย
และไม่ทำอะไรทั้งวันเหมือนท่านบ้างได้ไหม?"
อีกาส่งเสียงร้องตอบลงมาว่า
"อ๋อ! ได้แน่นอนไม่มีใครห้ามแต่อย่างใด"
ดังนั้นกระต่ายจึงนอนหมอบนิ่งอยู่บนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ที่อีกาเกาะอยู่
แล้วพักผ่อนไปเรื่อยๆ
ไม่นานนัก ก็มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง เดินผ่านมาพบเข้า มันจึงกระโดดเข้าขย้ำ
และกินกระต่ายตัวนั้น เป็นอาหาร

ข้อคิดจากเรื่องนี้
ถ้าอยากจะอยู่นิ่งเฉย โดยไม่ทำอะไรเลย จะต้องอยู่ในที่สูงสุด
(สังเกตว่า หัวหน้า คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูง แล้วมักจะไม่ทำอะไร
ก็อยู่รอดได้)


นิทานชวนคิดเรื่องที่ 2


พ่อไก่งวงตัวหนึ่ง ปรารภกับพ่อวัว
"ฉันอยากจะขึ้นไปอยู่บนยอดต้นไม้ต้นนั้น" พูดพลางถอนใจพลาง "แต่
ฉันไม่มีกำลัง เพียงพอจะบินถึง" "ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่ลองกิน
อุจจาระของฉันดูบ้างล่ะ" พ่อวัวกล่าวแนะ "อุจจาระวัว
อุดมด้วยสารอาหารมากมายนะ"
พ่อไก่งวงลองจิกกิน อุจจาระวัว ที่กองอยู่บนพื้นแล้วพบว่า ทำให้มันมี
พละกำลังมากขึ้นพอบินถึงกิ่งแรกของต้นไม้ วันต่อมามันจึง
จิกกินอุจจาระวัวมาก ขึ้นอีกแล้วสามารถบิน
ถึงกิ่งที่สองของต้นไม้พ่อไก่งวงทำอย่างนั้น
อยู่สองสัปดาห์ จนกระทั่งในที่สุด บินขึ้นไปเกาะอยู่
บนกิ่งไม้สูงสุดอย่างภาคภูมิใจ ต่อมาไม่นาน ชาวนาผู้หนึ่งแลเห็น
พ่อไก่งวงเป็นเป้าเด่นชัด จากที่ไกล จึงยิงมันร่วง
ตกจากยอดไม้ด้วยปืนยาว

จงรู้ไว้ว่า
แม้การใช้วิธีสกปรก จะส่งให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ก็ตาม แต่จะไม่คุ้มครอง
ให้อยู่ที่นั่นได้ตลอดไป

นิทานชวนคิดเรื่องที่ 3


เมื่อครั้งอวัยวะต่างๆ รวมตัวกันเป็นร่างกายมนุษย์ในครั้งแรก
อวัยวะแต่ละส่วน
ของร่างกายต่างต้องการ
จะเป็นเจ้านายใหญ่ สมองพูดขึ้นว่า "ฉันควรจะเป็นนายใหญ่ เนื่องจากฉันควบคุม
การทำงานทุกส่วน ของร่างกาย" เท้าสองข้างแย้งว่า "เราสิควรจะเป็นนายใหญ่
เพราะเราพาสมอง ไปไหนมาไหน และนำร่างกาย ไปสู่จุดหมายได้"
มือสองข้าง จึงพูดบ้างว่า"เราต่างหาก ที่ควรเป็นนายใหญ่ เพราะเราทำงานทุก
อย่าง และหาเงินมาเลี้ยงร่างกาย" อวัยวะทั้งหลายต่างแสดงความเห็น
และอ้างเหตุผลกันไปเรื่อย จนกระทั่งทวารหนัก พูดบ้างว่าตัวเองควรเป็นนายใหญ่
ซึ่งทำให้อวัยวะอื่นๆ พากันหัวเราะเยาะ ดังนั้นทวารหนัก
จึงเริ่มประท้วงด้วยการหยุดนิ่งไม่ทำงานถ่ายอุจจาระ ภายในเวลาไม่นาน
ตาเริ่มเหร่ มือเริ่มบิดเกร็ง เท้าเริ่มกระตุก หัวใจและปอดเริ่มหวาดผวา
สมองเริ่มมีไข้ ในที่สุดอวัยวะทุกส่วน จึงตัดสินใจมอบให้ทวารหนัก
เป็นนายใหญ่ของร่างกายกระบวนการต่างๆ ในร่างกายจึงดำเนินต่อ ได้ตามปกติ
นับแต่นั้นมา อวัยวะทั้งหลาย ช่วยกันทำงานสำคัญ ของร่างกายอย่างเต็มที่
ในขณะที่ทวารหนัก
ซึ่งเป็นนายใหญ่ เพียงแต่อยู่เฉยๆ คอยระบายของเสียออกจากร่างกายเท่านั้น

ข้อคิดจากเรื่องนี้ (ต้องคิดหลายชั้นหน่อยนะครับ)
การเป็นเจ้านายที่ดี ไม่จำเป็นต้องอาศัย
ความฉลาดปราดเปรื่องมากนักหรอก เพียงสนับสนุนลูกน้อง
ให้ทำงานเต็มความสามารถ
อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

นิ้วกลางมีไว้ทำไม


เด็กชายคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่กับพ่อ เด็กน้อยมองไปที่มือของพ่อแล้วถามว่า
"พ่อครับ พ่อใช้มือทำอะไรบ้าง?"
"นิ้วชี้นะ พ่อใช้มันชี้ไปที่ที่พ่อต้องการ นิ้วโป้งนี่ พ่อใช้เวลาเปิดหนังสือ
ส่วนนิ้วนางพ่อใช้มันตอนแต่งงาน นิ้วก้อยพ่อใช้แคะจมูก ส่วนนิ้วกลางพ่อจะบอก หลังจากลูกแต่งงานแล้ว"
วันเวลาผ่านไป ลูกชายโตขึ้นและแต่งงาน ก่อนเข้าห้องหอลูกชายไม่ลืมถามพ่อ
"พ่อครับ หลายปีมานี้ผมใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่ที่ผมต้องการ ใช้นิ้วโป้งเปิดหนังสือ
ใช้นิ้วก้อยแคะจมูก ตอนนี้ผมใช้นิ้วนางใส่แหวนแต่งงาน ...แต่พ่อครับ แล้วนิ้วกลาง ล่ะครับจะใช้ทำอะไร?"
พ่อเขยิบเข้าไปใกล้ลูกแล้วพูด
"คืนนี้ลูกคงจะต้องมีความสุขกับแฟนหลายๆ ครั้ง และลูกก็จะเหนื่อย เมื่อแฟนของลูกยัง ต้องการอีก..." พ่อหยุดสักพัก
"...ก็ใช้นิ้วนี้แหละ กดไปที่หัวเธอ แล้วพูด 'ไปนอนได้แล้วนังโง่'"

ขอบคุณ คุณอี่ที่ส่งมาร่วมสนุก


**สิ่งมีค่าที่แท้จริง**

ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อยได้มั๊ยคะ" คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ
อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออกเพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ
เธอกรีดร้อง หมอต้องอุ้มเด็กออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กทารกที่เกิดมาไม่มีใบหู

กาลเวลาพิสูจน์ว่าการได้ยินของเจ้าหนูไม่มีปัญหา
ปัญหามีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอกคือใบหูที่หายไป
หลายครั้งที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียนแล้ววิ่งมาซบอกแม่
เธอรู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน เจ้าหนูพูดโพล่งออกมาอย่างน่าเศร้า
"พวกเด็กตัวโต พวกมันล้อผมว่า ไอ้ตัวประหลาด" เจ้าหนูเติบโตขึ้น หล่อเหลา
เป็นที่รักของเพื่อน ๆ เค้ามีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี และดนตรี
เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น...
"ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก" แม่กล่าวด้วยความสงสาร

พ่อของเด็กชายปรึกษากับหมอประจำครอบครัว "ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ
ถ้ามีผู้บริจาค แต่ใครล่ะจะเสียสละใบหูเพื่อเด็กน้อยคนนี้" คุณหมอกล่าว 2
ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย "ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ
พ่อกับแม่หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว แต่นี่เป็นความลับ”
การผ่าตัดสำเร็จด้วยดี คนคนใหม่เกิดขึ้น เค้ากลายเป็นผู้มีพรสวรรค์
เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน ในวิทยาลัย จนเป็นที่กล่าวขานกันรุ่นต่อรุ่น
ต่อมาได้แต่งงานและทำงานเป็นข้าราชการในสถานทูต
วันหนึ่งชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อ "พ่อครับใครเป็นคนมอบใบหูให้ผม
ใครช่างให้ผมได้มากมาย แต่ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเค้าได้เลยสักนิด”
"พ่อไม่เชื่อว่าลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอก เรื่องนี้เป็นความลับ
เราตกลงกันแล้ว" พ่อตอบ

หลายปีที่มันยังคงเป็นความลับ
แต่แล้ววันหนึ่งวันที่มืดมิดที่สุดผ่านเข้ามาในชีวิตลูกชาย
เค้ายืนข้างพ่อใกล้หีบศพของแม่ พ่อค่อย ๆ ลูบผมแม่อย่างช้าๆ และนุ่มนวล
ผมสีน้ำตาลแดงถูกเสยขึ้นจนมองเห็น .. แม่ไม่มีใบหู ใบหูของแม่ถูกตัดไป..
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย "แม่บอกพ่อว่า เธอดีใจที่ได้ทำอย่างนี้
เธอไม่เคยตัดผมอีกเลย ไม่มีใครมองเห็นว่าเธอไม่สวย จริงมั๊ย"
จงจำไว้